หลังเผชิญกับวิกฤตพลังงานจากภาวะสงคราม จนสินค้าพากันขึ้นราคา ตอนนี้คนไทยจำนวนไม่น้อยที่พูดและนึกถึงคำว่า “พอแล้ว พอแล้วรวยไม่ไหวแล้ว “ที่ออกมาจากปากของอนุทิน ชาญวีรกูล บนเวทีหาเสียงว่า ถ้าเขากลับมาเป็นนายกฯ จะทำให้คนไทยรวยจนต้องร้องขอชีวิต
การเป็นนายกรัฐมนตรีแบบไม่คาดฝันในรอบแรกของอนุทินนั้นนับเป็นวาสนาที่ไม่อาจคาดการณ์ได้ แต่ไม่รู้ว่าเป็นโชคชะตาหรือฟ้าจะพิสูจน์อนุทิน ตอนเป็นนายกฯ รอบแรกหาดใหญ่ก็เกิดอุทกภัยครั้งใหญ่ ส่งผลกระทบหนัก มีผู้เสียชีวิตและความเสียหายจำนวนมาก จนถึงวันนี้คนหาดใหญ่จำนวนหนึ่งก็ยังได้เห็นการเยียวยาไม่ครบ เพราะยุบสภาฯ เสียก่อน
รอบนี้อนุทินกลับมาเป็นนายกฯ เต็มตัวแล้ว วิกฤตที่รออยู่คือวิกฤตพลังงานซึ่งอนุทินมอบหมายให้พิพัฒน์ รัชกิจประการ ที่มีความเกี่ยวข้องกับธุรกิจพลังงานในเชิงเครือข่ายครอบครัว คนเขาก็ตั้งคำถามเรื่อง conflict of interest แต่อนุทินก็ไม่สนยืนยันว่าพิพัฒน์ไม่มีผลประโยชน์อะไร แม้พิพัฒน์จะยื่นลาออกเพราะทนข้อครหาไม่ไหว แต่อนุทินก็ยังยืนกรานไม่ยอมให้ลาออก
ทั้งๆ ที่หลักการสำคัญมันน่าจะอยู่ที่การแต่งตั้งคนเข้ามารับผิดชอบมันควรจะนึกถึงผลประโยชน์ทับซ้อนและข้อครหาตั้งแต่ต้นไหม เพราะต่อให้สุดท้ายพิสูจน์ได้ว่า “ไม่มีผลประโยชน์จริง” แต่ความน่าเชื่อถือมันเสียไปตั้งแต่วันที่ตัดสินใจแต่งตั้งแล้ว คือ คนที่อาจจะถูกมองได้ว่าอาจมีผลประโยชน์ทับซ้อนนั้นมันไม่ควรถูกพิจารณามาให้ดูแลตั้งแต่ต้น ทำไมอนุทินซึ่งเป็นถึงนายกรัฐมนตรีจึงคิดเรื่องแบบนี้ไม่ได้
ไม่ว่าอนุทินจะเชื่อใจพิพัฒน์แค่ไหน หรือพยายามรับรองพิพัฒน์แค่ไหน มันก็ไม่มีประโยชน์อะไร เพราะตัวของพิพัฒน์นั้นไม่อาจลบภาพจากการมีความเชื่อมโยงกับธุรกิจพลังงานได้ แม้วันนี้ตัวเองจะไม่ได้เป็นผู้บริหารแต่ให้น้องชายเป็นคนดูแล มันสะท้อนว่า อนุทินเข้าใจหลักการของความรับผิดชอบที่คนเป็นนายกรัฐมนตรีควรจะมีไหม คำถามนี้พยายามจะให้เบากว่าคำถามว่าทำงานเป็นไหม
แม้ว่าคนทั้งประเทศจะรู้ว่าอนุทินมีเนวิน ชิดชอบ ผู้เก่งกาจมีความสามารถคุมเกมอยู่เบื้องหลัง และเป็นคนที่เตะตูดอนุทินได้ แต่ในทางการเมือง “อำนาจที่อยู่เบื้องหลัง” ไม่สามารถเอามาใช้แทน “ความรับผิดชอบของผู้นำตัวจริง” ได้ แค่การรับบทบาทเป็นนายกรัฐมนตรีในฐานะผู้แสดงนำ อนุทินก็ต้องแสดงให้เห็นว่ามีของด้วยไม่ใช่ตีบทแตกเพียงอย่างเดียว แต่ภาระที่มันเหนือกว่าการแสดงที่ต้องเล่นให้คนดูประทับใจ การเป็นนายกรัฐมนตรีของอนุทินมีมากกว่านั้นก็คือ ต้องสร้างความไว้วางใจความเชื่อมั่นให้กับประชาชนว่าจะดูแลเขาและประเทศชาติไปรอดได้
ยอมรับว่า อนุทินแสดงได้ดี เป็นคนง่ายๆ ใครก็เข้าถึงได้ ชอบกินข้าวข้างถนนไม่ใช่ร้านหรู หรือเพราะเขาโพสต์ให้เห็นเฉพาะเวลาไปกินข้างถนนก็ไม่รู้ได้ แต่เอาเถอะมันทำให้เขาเป็นคนดูสบายๆ ไม่วางมาดแบบตีนไม่ติดดินทั้งๆที่พื้นฐานเป็นลูกเศรษฐี ที่เติบโตมาบนช้อนเงินช้อนทอง
ตอนที่ตัดสินใจซื้อรถอีวีมาขับในท่ามกลางวิกฤตน้ำมัน อนุทินก็อาจจะไม่ได้คิดอะไรมาก เพราะรถมันราคาไม่กี่บาทสำหรับอนุทิน ก็คงจะพยายามทำให้ประชาชนดูว่า นี่ไงทางออกของน้ำมันราคาแพงก็หันไปใช้รถอีวีสิ แต่ทางออกแบบนี้มันตั้งอยู่บนสมมติฐานว่าคนส่วนใหญ่ “มีทางเลือก” แบบเดียวกับเขา ซึ่งในความเป็นจริงมันไม่ใช่ อนุทินคงลืมไปว่า จะมีคนกี่คนที่ทำแบบนี้ได้
แต่จากข้อมูลช่วงปีหลังๆ พบว่าคนไทยมีบัญชีเงินฝากรวมกว่า 130-137 ล้านบัญชี โดยเกือบ 90% หรือประมาณ 116-120 ล้านบัญชี เป็นบัญชีที่มีเงินฝากไม่เกิน 50,000 บาท ส่วนบัญชีที่มีเงินฝากเกิน 50,000 บาท ขึ้นไปนั้นมีประมาณ 13-16 ล้านบัญชี ซึ่งสะท้อนว่าประชากรส่วนใหญ่มีเงินออมในบัญชีไม่สูงมาก และแน่นอนคนที่มีหลายบัญชีส่วนใหญ่เป็นคนรวย คนฝากที่สามารถตัดสินใจเปลี่ยนรถได้ง่ายที่มีเงินฝาก 1 ล้านขึ้นไป แต่ไม่เกิน 10 ล้านบาทมีเพียง 1.78 ล้านบัญชีเท่านั้น
นั่นแสดงว่า การจะเปลี่ยนรถสักคันเป็นเรื่องใหญ่สำหรับประชาชนมันไม่ง่ายเหมือนปอกกล้วย และเมื่อมันไม่ง่าย ทางเลือกอย่าง “เปลี่ยนไปใช้ EV” ก็เลยไม่ใช่ทางออกที่เสนอให้ประชาชนทั่วไป แต่เป็นแค่ทางเลือกของคนที่มีกำลังซื้อเท่านั้น
ย้อนกลับมาที่ “พอแล้ว พอแล้ว รวยไม่ไหวแล้ว“ ที่เปล่งจากปากอนุทิน ตอนนี้วิกฤตน้ำมันมันก็คงจะมีคนรวยแล้ว จากการกักตุนน้ำมันที่อนุทินบอกว่า ไม่มีไอ้โม่ง แต่คนกักตุนก็คือประชาชน ซึ่งการมองแบบนี้เท่ากับโยนภาระจาก “การบริหารจัดการของรัฐ” ไปเป็น “พฤติกรรมของประชาชน” จนลืมไปว่าที่ประชาชนเขาแพนิกต้องออกไปกักตุนเพราะเขากังวลว่า ถ้าไม่มีน้ำมันชีวิตเขาจะดำรงอยู่อย่างยากลำบากเพราะต้องพึ่งพาน้ำมันในการทำมาหาเลี้ยงชีพ และความกังวลแบบนี้จะไม่เกิดขึ้นเลย ถ้ารัฐทำให้ประชาชนเชื่อมั่นได้ว่าน้ำมันจะมีเพียงพออย่างต่อเนื่อง เพราะเขาไม่เชื่อมั่นการบริหารวิกฤตพลังงานของรัฐบาลอนุทินนั่นเอง
แต่เอาเถอะถ้าอนุทินอยู่อีก 4 ปี ประชาชนจะรวยจนต้องร้องขอชีวิตไหม มันจะเป็นบทพิสูจน์ว่า อนุทินมีความรู้ความสามารถไหม แม้จะมีตัวช่วยมีคนเชิดอยู่หลังฉากก็ตาม แต่เบื้องต้นวันก่อนเห็นไทยรัฐเขาไปสัมภาษณ์แม่ค้าแถวห้วยขวาง แม่ค้าเขาไล่แล้ว บอกตอนนี้เปลี่ยน “ร” เป็น “ค” ไม่ใช่รวยแล้ว แต่ผมอยากบอกว่า ใจเย็นๆ ให้โอกาสเขาหน่อย เขาอาจจะทำให้เรารวยจริงๆก็ได้
อนุทินทดลองงานเป็นนายกรัฐมนตรีมาแล้ว 4-5 เดือน ผ่านวิกฤตน้ำท่วมหาดใหญ่และความขัดแย้งไทยกับเขมรมา เวลาทดลองงานของอนุทินหมดแล้ว ประชาชนเขาให้โอกาสอนุทินทำงานต่อ ที่สำคัญสังคมรู้ว่า อนุทินได้รับความไว้วางใจจากชนชั้นนำและขั้วอนุรักษนิยม พูดกันตรงๆ ว่า อนุทินเป็นปราการด่านสุดท้ายแล้ว ถ้าอนุทินทำพังก็ไม่เหลือทางออกแล้ว ทุกอย่างก็อาจจะพังทลายลงมาพร้อมกัน
อนุทินต้องรู้นะว่า การเป็นนายกรัฐมนตรีของตัวเองนั้นถูกเชื่อมโยงไว้กับอะไรบ้าง อะไรคือภารกิจที่ตัวเองต้องแบกรับมากกว่าการเป็นนายกรัฐมนตรีในภาวะปกติ สังคมจับจ้องว่า อนุทินได้รับอาณัติมาจากไหน การได้เป็นนายกรัฐมนตรีทดลองงานในสมัยแรกนั้น แม้จะนับว่าเป็นโชควาสนาที่ฟ้าลิขิต แต่อนุทินย่อมรู้ดีว่าตัวเองแบกรับอะไรไว้
วันนี้มวลชนอนุรักษนิยมที่เคยยึดโยงกับลุงตู่กลายมาเป็นติ่งของอนุทิน คอยปกป้องและแก้ต่างในทุกเรื่อง ก็ต้องรอดูว่า อนุทินจะเป็นขอนไม้ที่พวกเขาสามารถเกาะไว้ได้อย่างมั่นคงไหม
การเป็นนายกรัฐมนตรีของอนุทินที่มีชนักติดหลังเรื่องฮั้ว สว. และการเกี่ยวพันกับที่ดินเขากระโดงของผู้มีบารมีของพรรคภูมิใจไทย ก็เป็นบทพิสูจน์สำคัญว่า หลักการและกฎหมายของบ้านเมืองหรือหลักนิติรัฐจะยังคงมีอีกไหม
ความสง่างามของอนุทินอยู่ตรงนี้ มากไปกว่าที่จะทำให้ประชาชนร้องขอชีวิตว่า “พอแล้ว พอแล้ว รวยไม่ไหวแล้ว” เพราะนั่นเป็นการพิสูจน์ความสามารถของนายกรัฐมนตรีที่เป็นหน้าที่อยู่แล้ว แต่นอกเหนือจากนั้นต้องพิสูจน์การยึดถือในเรื่องคุณธรรมและความถูกต้องด้วย
ติดตามผู้เขียนได้ที่ https://www.facebook.com/surawich.verawan


