xs
xsm
sm
md
lg

เสาหลักที่ค้ำรัฐบาลอนุทิน กับบททดสอบจากวิกฤตพลังงาน

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



หนึ่งความคิด
สุรวิชช์ วีรวรรณ

 สุรนันทน์ เวชชาชีวะ อดีตนักการเมืองฝั่งทักษิณ มองว่าความสำเร็จของอนุทิน ชาญวีรกูล และพรรคภูมิใจไทย ที่ชนะการเลือกตั้ง 8 กุมภา 69 ได้ เพราะได้รับความไว้วางใจจาก 4 เสาหลักอันประกอบด้วย รัฐราชการ ทหาร นายทุน และชนชั้นนำในกรุงเทพ เป็นคำมุมมองที่น่าสนใจและผมเห็นด้วยอย่างมาก เพราะมันอธิบายโครงสร้างอำนาจด้านบนได้ค่อนข้างครบ และถ้าใครมองการเมืองจากมุมของชนชั้นนำเป็นหลักก็คงรู้สึกว่าแค่นี้ก็พอแล้วที่จะอธิบายว่าทำไมอนุทินถึงขึ้นมาเป็นแกนนำได้

แต่ผมคิดว่า ถ้าจะมองให้ครบจริง ๆ สุรนันทน์ตกไปสมการหนึ่ง นั่นคือ “มวลชนฝั่งอนุรักษนิยม” ที่เข้ามาเติมเต็มให้ 4 เสานั้นไม่ใช่แค่โครงสร้างแข็ง ๆ ข้างบน แต่มีฐานรองรับทางสังคมอยู่ข้างล่างด้วย มวลชนฝั่งอนุรักษนิยมไม่ได้มีน้อยกว่ามวลชนฝั่งประชาธิปไตยอย่างที่หลายคนชอบพูด หรือชอบปลอบใจกันเองว่าฝ่ายประชาธิปไตยมีมวลชนอยู่ฝ่ายเดียว ความจริงคือฝั่งอนุรักษนิยมก็มีมวลชนของเขา และเป็นมวลชนที่ไม่ได้เล็กเลย เพียงแต่ที่ผ่านมาเสียงของมวลชนฝั่งอนุรักษ์มันแตกกันเอง เพราะมีพรรคการเมืองหลายพรรคคอยรองรับ เสียงของคนกลุ่มนี้จึงไม่เคยถูกรวมกันเป็นก้อนเดียว จนบางคนเผลอเข้าใจผิดว่ามันไม่มีอยู่จริง ทั้งที่ความจริงมันมีอยู่เต็มบ้านเต็มเมือง เพียงแต่ไม่เคยรวมศูนย์เท่านั้นเอง ที่สำคัญ ติ่งลุงตู่ วันนี้เทเสียงมาเป็นติ่งอนุทินจนทิ้งพรรครวมไทยสร้างชาติไปเลย

จุดสำคัญก็คือ สัญลักษณ์ของชนชั้นนำส่งสัญญาณที่ชัดเจนมาที่อนุทินเป็นไพ่ใบที่ถูกเลือก และในระบบการเมืองไทยนั้น เรื่องแบบนี้สำคัญกว่านโยบายเสียอีก การเมืองไทยจำนวนมากไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยการถกเถียงทางอุดมการณ์แบบตรงไปตรงมา แต่มันขับเคลื่อนด้วย  “การอ่านสัญญาณ” ใครที่อยู่ในเกมจะรู้หมดว่าใครถูกเลือก ใครถูกดัน ใครถูกวางให้เป็นคนของรอบนี้ เมื่อสัญญาณมันไปที่อนุทิน บ้านใหญ่ทั้งหลายก็มองเห็นแล้วว่าอนาคตอยู่ในมือของพรรคภูมิใจไทย จึงเทออกทางนี้ ข้าราชการก็รู้ว่าควรวางตัวอย่างไร นายทุนก็รู้ว่าควรต่อท่อกับใคร มวลชนฝั่งอนุรักษนิยมก็รู้สึกว่านี่แหละคือขอนไม้ใหม่ที่พอจะเกาะได้ในระยะยาว

การเลือกตั้งรอบนี้จึงไม่ใช่แค่การที่ภูมิใจไทยหาเสียงเก่งหรือมีผู้สมัครแข็งในบางพื้นที่เท่านั้น แต่มันคือการที่ทั้งระบบค่อย ๆ ไหลไปในทิศทางเดียวกันตามแรงดึงดูดของสัญญาณจากข้างบน เมื่อสัญญาณชัด บ้านใหญ่ก็ไม่ลังเล เพราะบ้านใหญ่ไม่ได้อยู่ด้วยอุดมการณ์ล้วน ๆ แต่อยู่ด้วยการอ่านอนาคตให้ออกว่าอำนาจกำลังจะไปทางไหน และเมื่ออ่านออกแล้ว เขาก็ไปตรงนั้นทันที นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมภูมิใจไทยกวาดที่นั่งในระบบเขตได้มากถึง 174 คน แต่ได้บัญชีรายชื่อแค่ 19 คน ตัวเลขแบบนี้มันบอกชัดมากว่าจุดขายของพรรคอยู่ที่ตัวบุคคล อยู่ที่เครือข่าย อยู่ที่บ้านใหญ่ อยู่ที่สายสัมพันธ์ในพื้นที่ ไม่ใช่แบรนด์ของพรรคในระดับประเทศ ถ้าเป็นพรรคที่ชนะเพราะอุดมการณ์หรือเพราะความนิยมในแบรนด์พรรคจริง บัญชีรายชื่อต้องสูงกว่านี้ แต่นี่มันชนะเพราะคนเลือกคน ไม่ได้เลือกพรรคในความหมายแบบพรรคระดับชาติ

 แต่เราก็รู้กันว่า ศักยภาพของอนุทิน ซึ่งเป็นคุณหนูลูกเศรษฐี ชอบมีแฟนชื่อจ๋าแล้ว บุคลิกก็ไปทางคนชิว ๆ สุขนิยม ไม่ใช่ผู้นำประเภทนักรบการเมืองสายปะทะ ไม่ใช่คนที่จะลุกขึ้นมาปลุกมวลชนด้วยอุดมการณ์เข้ม ๆ หรือพลิกเกมด้วยตัวเองแบบผู้นำที่มีบารมีส่วนตัวสูง อนุทินมีเสน่ห์แบบอีกชนิดหนึ่ง คือเป็นคนที่ดูเข้าถึงง่าย สบาย ๆ ยืดหยุ่น และไม่ทำให้โครงสร้างอำนาจกลัว แต่ขณะเดียวกันทุกคนก็รู้ว่าเขาอยู่ใต้อาณัติของเนวิน ชิดชอบ ถึงขั้นที่อนุทินต้องย้ายทะเบียนบ้านไปอยู่บุรีรัมย์

เรื่องนี้ไม่ใช่แค่เรื่องเล็ก ๆ เชิงเทคนิค แต่เป็นสัญลักษณ์ว่าตัวเขาถูกผูกเข้ากับโครงสร้างทางอำนาจของบุรีรัมย์อย่างเต็มตัว ถ้าจะพูดกันแบบไม่อ้อม อนุทินคือหน้าฉาก ส่วนเนวินคือคนเดินเกมอยู่หลังฉาก และเป็นผู้ที่มีอำนาจตัวจริงในการกำหนดเกมการเมืองของพรรคภูมิใจไทยมาโดยตลอด เพราะฉะนั้นการจะเข้าใจรัฐบาลอนุทิน จึงไม่ใช่แค่มองที่นิสัยส่วนตัวของอนุทิน แต่ต้องมองไปถึงสมองกลและเครือข่ายที่อยู่ข้างหลังเขาด้วย

โดยเนื้อแท้แล้ว ภูมิใจไทยไม่เคยคาดหวังมาก่อนว่าจะได้เป็นแกนนำรัฐบาล การขึ้นมาอยู่จุดนี้จึงเป็นสิ่งที่เกินจากแบบแผนเดิมของพรรค และเกิดขึ้นเพราะสมการทางการเมืองรอบนี้เปิดทางให้มากกว่าเป็นเพราะพรรคเตรียมตัวจะเป็นแกนนำมาตั้งแต่แรก จนมาส้มหล่นเมื่อพรรคอันดับ 1 อย่างพรรคประชาชน ยกมือให้พรรคอันดับ 3 อย่างพรรคภูมิใจไทยจัดตั้งรัฐบาลโดยมีอนุทินเป็นนายกรัฐมนตรี ตรงนี้แหละเป็นจุดหักเหที่สำคัญมาก เพราะตามตรรกะทั่วไป คนก็ต้องคิดว่าพรรคอันดับหนึ่งแม้ไม่อาจเป็นแกนนำรัฐบาลเพราะติดขัดที่ไม่มีแคนดิเดตนายกฯแต่อย่างน้อยก็ควรเข้าไปร่วมรัฐบาล แต่พรรคประชาชนกลับเลือกอีกทาง คือไม่เข้าร่วม แล้วแปรสภาพจากฝ่ายค้านมาเป็นฝ่ายค้ำแทน เพื่อแสดงศักยภาพของพรรค ผลที่ตามมาคือ ตัวหารเก้าอี้รัฐมนตรีมันน้อยลงทันที เมื่อพรรคใหญ่อีกพรรคไม่เข้ามาแบ่ง อนุทินจึงมีพื้นที่ในการจัดทีมเต็มมือ

และเมื่อมีพื้นที่เต็มมือ เขาก็ทำในสิ่งที่ทำให้ภาพรัฐบาลแตกต่างจากรัฐบาลบ้านใหญ่แบบเดิม นั่นคือดึงคนนอกและเทคโนแครตเข้ามาเป็นรัฐมนตรีจำนวนมาก ตรงนี้ต้องยอมรับว่าเป็นการจัดรัฐบาลที่ฉลาด เพราะมันช่วยเปลี่ยนภาพจากพรรคบ้านใหญ่ที่คนอาจระแวง ให้กลายเป็นรัฐบาลที่ดูมีของ ดูมีมืออาชีพ และดูมีคนทำงานจริงอยู่ข้างใน การที่พรรคประชาชนไม่เข้าไปนั่งเป็นพรรคร่วม กลายเป็นการเปิดพื้นที่ให้ภูมิใจไทยสร้างภาพรัฐบาลที่ดูดีกว่าเดิม และดูมีความเป็นรัฐบาลแห่งความสามารถมากกว่ารัฐบาลของเครือข่ายล้วน ๆ

เมื่อบวกกับอนุทินได้รับความเชื่อมั่นจากชนชั้นนำในกรุงเทพอยู่แล้ว และมวลชนฝ่ายอนุรักษนิยมเองก็กำลังมองหาขอนไม้ใหม่ ความหวังของฝั่งนี้ทั้งหมดจึงถูกฝากไว้กับอนุทินทันที นี่คือเหตุผลที่ทำให้ชัยชนะของเขาไม่ได้เป็นแค่ชัยชนะเชิงตัวเลข แต่เป็นชัยชนะเชิงสัญลักษณ์ด้วย เพราะมันหมายความว่าฝั่งอนุรักษนิยมทั้งในระดับชนชั้นนำ ระดับเครือข่ายบ้านใหญ่ ระดับทุน ระดับรัฐ และระดับมวลชน เริ่มมองไปในทิศทางเดียวกันว่าอนุทินคือคนที่ระบบพร้อมจะใช้เป็นพาหนะในระยะต่อไป

 แต่คำถามสำคัญที่สุดไม่ได้อยู่ที่ว่าเขาขึ้นมาได้อย่างไร คำถามคือเขาจะพาประเทศรอดไปจากวิกฤตได้ไหม และบททดสอบที่รออยู่ตรงหน้าก็คือการแก้วิกฤตพลังงาน ซึ่งอันนี้ไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ แต่เป็นเรื่องที่กระทบชีวิตประชาชนจริงทุกวัน โดยเฉพาะประเด็นน้ำมันไทยใช้ราคาโรงกลั่นในไทย แต่ต้องอิงราคาสิงคโปร์ ผลักภาระให้ประชาชนต้องแบกภาระต้นทุนที่ไม่จำเป็นเมื่อถูกบวกค่าขนส่งทั้งที่กลั่นในประเทศ

ด่านนี้จึงจะเป็นบททดสอบที่สำคัญของอนุทินอย่างแท้จริง เมื่อเข้ามาเป็นรัฐบาลแล้ว เขาจะไม่ถูกวัดจากสัญญาณอีกต่อไป เขาจะถูกวัดจากผลลัพธ์ ถ้าจัดการปัญหาพลังงานไม่ได้ อธิบายไม่ได้ว่าโครงสร้างราคาน้ำมันของไทยเป็นธรรมอย่างไร ทำไมเรากลั่นในประเทศแต่ยังต้องอิงราคาแบบนี้ ทำไมต้องบวกค่าขนส่ง ทำไมของจึงขาดในบางพื้นที่ทั้งที่บอกว่ามีสำรองมหาศาล เมื่อนั้นภาพของ “ไพ่ใบที่ถูกเลือก” อาจเปลี่ยนเป็น “ไพ่ที่ถูกส่งมาสอบแล้วทำไม่ผ่าน” ได้เหมือนกัน

สุดท้ายแล้ว ถ้าจะสรุปภาพใหญ่ของการเมืองรอบนี้ ผมคิดว่ามันไม่ใช่แค่ชัยชนะของอนุทิน ชาญวีรกูล ในฐานะนักการเมืองคนหนึ่ง และไม่ใช่แค่ชัยชนะของพรรคภูมิใจไทยในฐานะพรรคการเมืองพรรคหนึ่ง แต่มันคือการจัดระเบียบใหม่ของฝ่ายอนุรักษนิยมทั้งระบบ สุรนันทน์อธิบายถูกว่า 4 เสาหลักมีบทบาทสำคัญ แต่ถ้าจะให้ครบ ต้องเติมอีก 1 เสา คือมวลชนฝั่งอนุรักษนิยมที่กลับมารวมศูนย์ และเมื่อ 5 เสานี้เชื่อมเข้ากับสัญญาณจากชนชั้นนำ เข้ากับเครือข่ายบ้านใหญ่ มันก็ทำให้อนุทินกลายเป็นคนที่ขึ้นมาอยู่บนยอดคลื่นลูกนี้ได้สำเร็จ แต่เขาไม่ได้สร้างคลื่นนี้ขึ้นมาด้วยตัวเองทั้งหมด เขาเป็นคนที่ยืนอยู่บนคลื่นที่หลายแรงช่วยกันยกขึ้นมา

 และคำถามที่สำคัญกว่าคำถามว่าเขามายังไง ก็คือเขาจะพาประเทศผ่านคลื่นลูกต่อไปได้หรือไม่ เพราะคลื่นลูกต่อไปนี้ไม่ใช่คลื่นในสภา ไม่ใช่คลื่นในหมู่ชนชั้นนำ แต่เป็นคลื่นในชีวิตจริงของประชาชน อยู่ที่ค่าน้ำมัน ค่าครองชีพ ค่าขนส่ง และความรู้สึกว่ารัฐบาลนี้จะยืนอยู่ข้างประชาชนหรือยืนอยู่ข้างโครงสร้างเดิม ถ้าตอบคำถามนี้ไม่ได้ ต่อให้มี 4 เสา หรือ 5 เสา ค้ำอยู่ข้างหลังมากแค่ไหน สุดท้ายมันก็อาจสั่นได้ทั้งหมดเหมือนกัน

ติดตามผู้เขียนได้ที่https://www.facebook.com/surawich.verawan