วิกฤตน้ำมันไม่เคยเลือกยุคสมัย แต่ทุกครั้งที่เกิดขึ้น สิ่งที่ถูก “เปิดโปง” ไม่ใช่แค่ความเปราะบางของเศรษฐกิจ หากทำให้เห็น “ตัวตน” ที่แท้จริงของรัฐบาล ว่ามี “ความโปร่งใส” “ความซื่อสัตย์สุจริต” และ “ยืนอยู่ข้างประชาชน” จริงหรือไม่ เพียงใด
ย้อนไปช่วงวิกฤตน้ำมันโลกปลายทศวรรษ 1970 ภายใต้การนำของพลเอก เปรม ติณสูลานนท์ ประเทศไทยก็เคยเผชิญแรงกดดันด้านพลังงานอย่างหนักมาแล้ว แต่สิ่งที่แตกต่างจากปัจจุบันอย่างมีนัยสำคัญคือ “วิธีบริหารจัดการ”
จากคำยืนยันของ โสภณ สุภาพงษ์ ซึ่งทำงานอยู่ในศูนย์กลางนโยบายขณะนั้น ว่าทุกครั้งที่รัฐบาลพลเอกเปรม อนุมัติให้ปรับขึ้นราคาน้ำมัน กลไกของรัฐจะทำงานทันที มีการส่งเจ้าหน้าที่กระทรวงพาณิชย์ออกตรวจวัดสต๊อกน้ำมันสำเร็จรูปทั่วประเทศ เพื่อแยกให้ชัดว่าส่วนใดเป็นน้ำมัน “ต้นทุนเก่า” ที่ยังไม่ได้รับผลกระทบจากราคาตลาดโลก
จุดสำคัญที่สุดคือ รัฐบาลไม่ได้ปล่อยให้ผู้ค้า “ขายน้ำมันเก่า” ใน “ราคาใหม่” ที่สูงขึ้น หากแต่ “เรียกเก็บส่วนต่างคืน” จากผู้ค้าทั้งหมด เพื่อนำเงินนั้นกลับมาเป็นประโยชน์แก่ประชาชน
มาตรการนี้มีผลในระดับโครงสร้าง ไม่ใช่แค่เรื่องรายได้ เพราะมัน “ตัดแรงจูงใจในการกักตุน” ต่อให้ใครพยายามเก็บสต๊อกไว้รอราคาขึ้น สุดท้ายกำไรส่วนเกินก็จะถูกเรียกคืนอยู่ดี ไม่มีใครได้เปรียบจากวิกฤต ไม่มีใครสามารถใช้สถานการณ์ของประเทศมาแสวงหาผลกำไรส่วนตัว นี่คือการบริหารที่ไม่ได้อาศัยความหวังว่าผู้เล่นในตลาดจะมีจริยธรรม แต่เป็นการ “ออกแบบระบบให้ซื่อสัตย์” โดยรัฐ
ย้อนกลับมาที่การบริหารของรัฐบาล “อนุทิน ชาญวีรกูล” เมื่ออนุมัติให้ปรับขึ้นราคาน้ำมันประมาณ 2 บาทต่อลิตร แต่สิ่งที่รัฐบาลไม่ทำเลย คือการตรวจวัดสต๊อกน้ำมันทั่วประเทศ ไม่มีการแยก “ต้นทุนเก่ากับใหม่” และไม่มีการเรียกคืน “กำไรส่วนเกิน” แม้แต่น้อย
ผลที่เกิดขึ้นจึงชัดเจนอย่างยิ่ง น้ำมันที่นำเข้ามาก่อนหน้านี้ใน “ต้นทุนเดิม” ถูกขายในราคา “ที่สูงขึ้น” หากประเมินจากตัวเลขการใช้น้ำมันในประเทศ แม้เพียงสต๊อกในช่วงประมาณ 50 วัน ที่มีปริมาณการใช้ราว 160 ล้านลิตรต่อวัน และส่วนต่างราคา 2 บาทต่อลิตร จะทำให้เกิดกำไรส่วนเกินมากกว่า 16,000 ล้านบาทในทันที และหากสต๊อกมีมากถึง 100 วันตามที่รัฐบาลกล่าวอ้าง ตัวเลขนี้ก็ยิ่งพุ่งสูงขึ้นไปอีก
การไม่ดำเนินการใด ๆ ของรัฐบาลในวันนี้ จึงไม่อาจอธิบายว่าเป็นข้อจำกัดทางเทคนิค หรือเป็นเรื่องธรรมชาติแบบพระอาทิตย์ขึ้นกับลง หากแต่เป็น “การตัดสินใจเชิงนโยบาย” ที่มี “ความโปร่งใส” และ “ผลประโยชน์ทับซ้อน” เป็นพื้นฐาน ที่น่ากลัวยิ่งขึ้นไป คือมันส่งสัญญาณอันตรายไปทั้งระบบ ว่า “การกักตุน” ไม่ใช่ “ความเสี่ยง” แต่คือ “โอกาส” ของการทำกำไร
หากรัฐเลือกจะไม่ตรวจสอบ ไม่วัดสต๊อก ไม่เรียกคืนผลประโยชน์ และปล่อยให้ระบบเปิดช่องให้เกิดการกักตุนซ้ำแล้วซ้ำเล่า คำถามเรื่อง “ความซื่อสัตย์สุจริต” ที่ประชาชนรู้สึกอยู่แล้วว่ารัฐบาลชุดนี้ “ขาดแคลน” ยิ่งนัก ย่อมเป็นความเชื่อที่มีเหตุผลรองรับอย่างหนักแน่น
รัฐบาลที่ “โปร่งใส” และ “ยึดประโยชน์สาธารณะ” จะไม่ปล่อยให้กำไรส่วนเกินจากวิกฤตไหลไปสู่คนบางกลุ่มโดยไม่มีการตรวจสอบ และจะไม่ปล่อยให้ประชาชนต้องจ่ายแพงขึ้นโดยลำพัง ขณะที่รัฐยืนดูอยู่เฉย ๆ อย่างเลือดเย็น
รัฐบาลแบบนี้จะมีอยู่ต่อไปเพื่ออะไร
รศ.ดร.บุญส่ง ชเลธร
สถาบันรัฐประศาสนศาสตร์ฯ มหาวิทยาลัยรังสิต


