จากการที่พรรคประชาธิปัตย์ และพรรคประชาชนประกาศจุดยืนทางการเมืองไม่จับมือกับพรรคการเมืองสีเทา เท่ากับบอกให้ประชาชนทราบว่า นักการเมืองสีเทามีอยู่ในการเมืองจริง แต่ไม่ได้อธิบายความว่า เทาเกิดจากอะไร
ดังนั้น ผู้เขียนจึงเห็นว่าควรจะได้นำคำว่า การเมืองสีเทามาขยายความ เพื่อให้ประชาชนได้เข้าใจและจะได้ไม่เลือกพรรค และนักการเมืองเทา
คำว่า เทาหมายถึงคนที่เกี่ยวข้องกับการกระทำที่ผิดกฎหมาย และผิดจริยธรรมซึ่งมีอยู่ดาษดื่นในสังคมของโลกียชน โดยที่กฎหมายเอื้อมไปไม่ถึงเนื่องจากไม่มีพยานหลักฐานพอที่จะเอาผิดได้ โดยเฉพาะในวงการเมือง
การเมืองสีเทาเกิดขึ้นได้อย่างไร และจะขจัดให้หมดไปได้อย่างไร?
ในแวดวงการเมืองไม่ว่าจะในระบอบประชาธิปไตยหรือระบอบเผด็จการ นักการเมืองเทาเกิดขึ้นและดำรงอยู่ได้ตราบเท่าที่ประชาธิปไตยยังศรัทธาเชื่อถือ
ส่วนประเด็นว่าเกิดขึ้นได้อย่างไรนั้น มีเหตุปัจจัยต่างกันระหว่างระบอบประชาธิปไตยและระบอบเผด็จการ
ในระบอบประชาธิปไตย นักการเมืองเทาเข้าอยู่ระบบการเมืองโดยอาศัยทุนเงินซึ่งได้มาจากการประกอบธุรกิจผิดกฎหมาย และศีลธรรมอันดีของสังคมใช้ลงทุนทางการเมือง โดยการซื้อเสียงและว่าจ้างบุคลากรซึ่งเกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งให้คอยทำการอย่างใดอย่างหนึ่ง เพื่อให้ตนชนะเลือกตั้ง ครั้นได้รับเลือกตั้งและหาโอกาสเพื่อจะได้เป็นรัฐบาล และได้ตำแหน่งที่เอื้อต่อการแสวงหาประโยชน์ ก็จะหาทางถอนทุนบวกกำไรไว้ลงทุนการเลือกตั้งครั้งต่อไป
ดังนั้น การแก้และป้องกันมิให้ทุนเทาเข้าแทรกแซงการเมือง จะต้องได้รับความร่วมมือจากประชาชนและเจ้าหน้าที่รัฐในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้ง มิฉะนั้นไม่มีทางแก้ไขและป้องกันได้ ครั้นจะให้การเมืองแก้ไขและป้องกันอย่าได้หวังว่าจะแก้ได้ เพราะแม้แต่พรรคที่ประกาศจุดยืน “มีเราไม่มีเทา และมีเทาไม่มีเรา” ก็ยังมีแทรกเข้าไปเป็นผู้สมัครเลือกตั้งได้
อีกประการหนึ่ง ถ้ารอให้การเมืองปฏิรูปการเมืองเพื่อแก้ปัญหาทุจริต การเลือกตั้งซึ่งทุนเทาเป็นตัวก่อเหตุก็อย่าไปหวังว่าจะเกิดขึ้นได้ เพราะถ้าขืนรอให้การเมืองปฏิรูปตัวเอง ก็จะเข้าทำนองคำโบราณที่ว่า “ขวานถากทุกอย่างได้หมด ยกเว้นด้ามขวาน”
เมื่อสังคมมองเห็นว่าทุนเทาทำให้ประชาธิปไตยด้อยค่าคน สังคมนั่นแหละจะต้องเป็นผู้แก้ไขและป้องกันมิให้ทุนเทาเข้ามาแทรกการเมือง ด้วยการไม่เลือกพรรคและนักการเมืองเทา ถ้าทำได้ก็จะทำให้ประชาธิปไตยของไทยก้าวหน้า เฉกเช่นประเทศที่เจริญแล้ว
แต่การที่ประชาชนจะทำเช่นนี้ได้ จะต้องมีความรู้ ความเข้าใจหลักการปกครองในระบอบประชาธิปไตย และยึดแนวคิดในเชิงปรัชญาที่ว่า ประชาชนเปรียบเหมือนน้ำ พรรคการเมืองเปรียบเหมือนปลา น้ำที่ทำให้เรือลอยกับน้ำที่ทำให้เรือจม เป็นน้ำเดียวกัน พูดง่ายๆ ก็คือ ประชาชนที่เลือกนักการเมืองเข้าไปเป็นผู้แทนกับประชาชนที่ขับไล่นักการเมืองก็คือ คนกลุ่มเดียวกัน
ด้วยแนวคิดข้างต้น ประชาชนเท่านั้นจะแก้ไขและป้องกันการเมืองสีเทาได้ ดังนั้น ถ้าตราบใดที่ประชาชนยังไม่รู้ ไม่เข้าใจการเมือง และยังไม่เห็นอันตรายอันเกิดจากการเมืองสีเทา ก็อย่าได้หวังว่านักการเมืองสีเทาจะหมดไป ตรงกันข้าม นับวันแต่จะเพิ่มขึ้นและเพิ่มขึ้นถึงขั้นยึดครองประเทศก็เป็นไปได้
ส่วนการเมืองสีเทาในระบอบเผด็จการ มิได้เกิดจากประชาชนเลือก แต่เกิดจากประชาชนไล่การเมืองในระบอบประชาธิปไตย อันเนื่องมาจากการทุจริต คอร์รัปชันจนทำให้ประชาชนหมดศรัทธา จึงเปิดโอกาสให้กองทัพโค่นล้มรัฐบาลในระบอบประชาธิปไตย และปกครองในระบอบเผด็จการแทน และในระบอบเผด็จการก็ใช่ว่าจะโปร่งใสไปหมด ในบางยุคเผด็จการก็ไม่ต่างจากระบอบประชาธิปไตยคือมีบางคนบางกลุ่มมีพฤติกรรมแสวงหาประโยชน์ให้แก่ตนเองและพวกพ้อง ในทำนองเดียวกันกับระบอบประชาธิปไตย และอาจยิ่งกว่าเนื่องจากไม่มีฝ่ายค้านคอยถ่วงดุล
ดังนั้น จึงสรุปได้ว่าการเมืองเทามิได้อยู่ที่ระบบ แต่อยู่ที่คน ด้วยเหตุนี้การแก้ไขและป้องกันจะต้องเริ่มที่คน


