xs
xsm
sm
md
lg

วิกฤตน้ำมัน สู่วิกฤตศรัทธาที่ประชาชนมีต่อรัฐ

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: รศ.ดร.บุญส่ง ชเลธร



สถานการณ์ที่ประชาชนเริ่มได้รับผลกระทบจากการขาดแคลนน้ำมันอย่างเป็นวงกว้าง แม้ภาครัฐจะเพิ่งประกาศยืนยันว่ายังมีน้ำมันเหลือสำรองอีกไม่น้อยกว่าสามเดือน ได้นำไปสู่คำถามสำคัญว่าระดับ “ความน่าเชื่อถือ” ของรัฐบาลยังคงหลงเหลืออยู่ในสายตาของสังคมเพียงใด

หากยึดตามคำชี้แจงที่ระบุว่ามีน้ำมันสำรองเพียงพอสำหรับ 60–90 วัน ย่อมสะท้อนว่าประเทศไทยไม่ได้เผชิญกับ “การขาดแคลนในเชิงปริมาณ” ดังนั้น สิ่งที่เกิดขึ้นวันนี้ตามหน้าปั้มทั้งหลาย คือ “วิกฤตในทางปฏิบัติ” และ “การกักตุน” ที่ไม่สามารถกระจายไปถึงมือผู้บริโภคได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สภาวะดังกล่าวชี้ให้เห็น “ความล้มเหลว” ด้านการกระจายน้ำมัน ที่ไม่สอดคล้องกับอุปสงค์จริงในแต่ละพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นการบริหารจัดการคลังน้ำมันที่ไม่สัมพันธ์กับจังหวะการใช้งาน หรือเกณฑ์การจัดสรรโควตาที่ขาดความยืดหยุ่น ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ ล้วนทำให้ “ของที่มีอยู่” กลายเป็น “ของที่เข้าถึงไม่ได้”

ในขณะเดียวกัน กระแสความกัวลเรื่องการ “กักตุน” และ “เก็งกำไร” ที่ก่อตัวขึ้น กำลังขยายตัวจาก “วิกฤติด้านพลังงาน” ไปสู่ “วิกฤติศรัทธา” ที่มีต่อรัฐ ช่องว่างระหว่าง “สิ่งที่รัฐพูด” กับ “สิ่งที่สังคมรับรู้” ถ่างกว้างออกไปเรื่อย ๆ

คำถามสำคัญจึงมิใช่เรื่องความเพียงพอของตัว “น้ำมัน” เท่านั้น แต่คือการตั้งคำถามถึงขีด “ความสามารถ” และ “ศักยภาพ” ในการบริหารประเทศของรัฐบาลในภาพรวม เนื่องจากการบริหารวิกฤตในโลกยุคใหม่ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการจัดการ “ตัวเลข” ในบัญชีทรัพยากร แต่คือการบริหารจัดการ “ความคาดหวัง” และ “ความไว้วางใจ” ของสาธารณชนไปพร้อมกันด้วย

สิ่งที่รัฐจำเป็นต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วน คือการยกระดับ “ความโปร่งใส” ให้เห็นเป็นรูปธรรม โดยเปลี่ยนจากการแถลงการณ์ยืนยันเป็นระยะ ไปสู่การเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับปริมาณสำรองและการปล่อยน้ำมันจากคลังในแต่ละพื้นที่อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สาธารณะสามารถร่วมตรวจสอบได้

นอกจากนี้ รัฐบาลต้องเร่งแก้ไขปัญหาในระบบโลจิสติกส์ซึ่งเป็นเหตุของความล้มเหลวในการกระจายสินค้า ทั้งในด้านการบริหารจัดการคลังน้ำมันและการจัดคิวขนส่ง ตลอดจนการพิจารณาใช้เครื่องมือทางนโยบายอย่างมีเป้าหมาย ไม่ว่าจะเป็นกลไก “กองทุนน้ำมัน” หรือ “มาตรการทางภาษี” เพื่อบรรเทาผลกระทบต่อส่วนที่มีความสำคัญ ภาคการขนส่งสินค้าจำเป็น แทนการพยายาม “ตรึงราคาทั้งระบบ” ซึ่งจะสร้างภาระทางการคลังอย่างมหาศาลในระยะยาว

ประเด็นสำคัญที่สุด คือการสื่อสารของรัฐที่ต้องเปลี่ยนจากการพยายาม “ยืนยัน” ความปกติ ไปสู่การ “ยอมรับ” ข้อเท็จจริงของปัญหา และอธิบายแนวทางแก้ไขอย่างจริงใจและตรงไปตรงมา ยิ่งสังคมตั้งคำถามถึง “ประสิทธิภาพ” และ “ความโปร่งใส” ความพยายามในการ “ปฏิเสธ” หรือการชี้แจงที่ “ขาดเหตุผล” รองรับ มักไม่ช่วยลดแรงเสียดทาน มีแต่ยิ่ง “บั่นทอน” ความศรัทธาที่ประชาชนมีต่อรัฐบาลเอง

วิกฤตครั้งนี้จึงเปรียบเสมือนบททดสอบครั้งสำคัญของรัฐบาลใหม่ ในการทำหน้าที่บริหารจัดการ “ความเชื่อมั่น” ของสังคม เพราะสิ่งที่น่ากังวลที่สุดในสภาวะวิกฤตเช่นนี้ อาจมิใช่วันที่ปริมาณน้ำมันในคลังหมดสิ้นไป หากแต่เป็นวันที่ความไว้วางใจของประชาชน “เหือดแห้ง” ก่อนที่ปัญหาจะถูกแก้ไข และเมื่อถึงจุดที่ความศรัทธา “ล่มสลาย” ต่อให้ทรัพยากรทางกายภาพยังคงมีอยู่อย่างเพียงพอ แต่ระบบการบริหารจัดการและกลไกของรัฐก็อาจไม่สามารถขับเคลื่อนสังคมต่อไปได้อย่างที่ควรจะเป็นอีกต่อไป

รศ.ดร.บุญส่ง ชเลธร
สถาบันรัฐประศาสนศาสตร์ฯ มหาวิทยาลัยรังสิต