หนึ่งความคิด
สุรวิชช์ วีรวรรณ
คนจากจังหวัดเดียวกันขึ้นมามีบทบาทในโครงสร้างอำนาจของประเทศไม่ใช่เป็นเรื่องผิด เพราะในระบอบประชาธิปไตย คนจากทุกจังหวัดมีสิทธิเติบโตขึ้นมาสู่ตำแหน่งสูงสุดของประเทศได้เท่าเทียมกัน จะเป็นคนเชียงใหม่ บุรีรัมย์ ขอนแก่น ตรัง หรือสงขลา ก็ไม่มีใครควรถูกตั้งข้อรังเกียจจากถิ่นกำเนิด แต่สิ่งที่สังคมไทยเริ่มตั้งคำถามในเวลานี้ ไม่ใช่เรื่องจังหวัด หากคือเรื่อง “ความควบรวมของอำนาจ” ที่ไหลไปรวมอยู่ในวงเดียวกันอย่างชัดเจน จนหลายคนเริ่มมองเห็นว่ากลไกที่ควรแยกกันเพื่อคานกันนั้น กำลังกลายเป็นกลุ่มก้อนเดียวกัน
วันนี้นายกรัฐมนตรีเป็นคนบุรีรัมย์ในทางกฎหมาย ประธานรัฐสภาก็เป็นคนบุรีรัมย์ ประธานวุฒิสภาก็เป็นคนบุรีรัมย์ในทางกฎหมาย และทุกตำแหน่งสำคัญเหล่านี้ต่างโยงใยอยู่ในเครือข่ายอำนาจที่คนทั้งประเทศรู้กันดีว่า มี “ครูใหญ่บุรีรัมย์” เป็นศูนย์กลางทางการเมืองที่ทรงอิทธิพลที่สุดคนหนึ่งของยุคนี้ เรื่องนี้ไม่ได้หมายความว่าการเป็นคนบุรีรัมย์มีความผิด แต่สิ่งที่คนเริ่มถามกันคือ เมื่อฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติ และวุฒิสภา ต่างอยู่ในวงอำนาจเดียวกัน ระบบที่ควรคานกันเองจะยังทำงานได้เต็มที่จริงหรือไม่ เพราะประชาธิปไตยไม่ได้ถูกออกแบบมาให้ทุกอย่างไหลไปในทิศทางเดียวกัน
เมื่อถึงจุดที่ใครจะเติบใหญ่ในชีวิตราชการ ใครจะขึ้นสู่องค์กรอิสระ หรือใครจะผ่านด่านสำคัญทางการเมือง ต่างมองเห็นชัดว่าต้องเดินเส้นทางแบบไหนจึงจะไปต่อได้ นี่ต่างหากที่ทำให้โครงสร้างทั้งระบบเริ่มถูกตั้งคำถาม เพราะเมื่อทุกคนรู้ว่าศูนย์กลางอยู่ตรงไหน การตัดสินใจจำนวนมากก็ย่อมได้รับอิทธิพล แม้จะไม่มีคำสั่งใดออกมาเลยก็ตาม อำนาจสมัยใหม่ไม่จำเป็นต้องสั่งตรง ๆ เสมอไป บางครั้งเพียงแค่ทุกคนรู้ว่าควรเกรงใจใคร ระบบทั้งหมดก็เริ่มเอียงได้เองโดยธรรมชาติ
ตามหลักแล้ว นายกรัฐมนตรีมีหน้าที่บริหารประเทศ สภาผู้แทนราษฎรมีหน้าที่ออกกฎหมายและตรวจสอบรัฐบาล ส่วนวุฒิสภามีหน้าที่กลั่นกรอง และที่สำคัญ วุฒิสภายังมีบทบาทต่อการให้ความเห็นชอบบุคคลเข้าสู่องค์กรตรวจสอบต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ, คณะกรรมการการเลือกตั้ง, ศาลรัฐธรรมนูญ และ สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน เพราะฉะนั้นเมื่อเส้นทางของฝ่ายบริหาร สภาล่าง สภาสูง และองค์กรอิสระ เริ่มเชื่อมอยู่ในวงอำนาจเดียวกัน คำถามสำคัญจึงเกิดขึ้นทันทีว่า หากวันหนึ่งต้องตรวจสอบกันจริง ๆ มันจะทำหน้าที่ได้อย่างอิสระไหม
สิ่งที่น่ากังวลของระบบแบบนี้ ไม่ได้อยู่ที่มีใครออกคำสั่งทุกอย่างโดยตรง แต่อยู่ที่คนในระบบจะค่อย ๆ เรียนรู้เองว่าควรเดินไปทางไหน ควรหยุดตรงไหน และควรหลีกเลี่ยงอะไร แม้ไม่มีคำสั่งชัดเจน แต่บรรยากาศทางการเมืองจะทำให้การตัดสินใจหลายเรื่องค่อย ๆ เอียงไปในทิศทางเดียวกันโดยธรรมชาติ จนในที่สุดภายนอกทุกอย่างยังดูปกติ ยังมีสภา ยังมีการอภิปราย ยังมีการลงมติ ยังมีองค์กรอิสระครบ แต่ผลลัพธ์ของเรื่องสำคัญกลับไม่ค่อยหลุดจากกรอบเดิม
คดีฮั้วเลือก สว. คือหนึ่งในตัวอย่างที่ทำให้คำถามนี้ดังขึ้นอย่างมาก เพราะเมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2568 คณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนกลาง ชุดที่ 26 ซึ่งเป็นการทำงานร่วมกันระหว่าง คณะกรรมการการเลือกตั้ง และ กรมสอบสวนคดีพิเศษ โดยมี ร.ต.อ.ชนินทร์ น้อยเล็ก รองเลขาธิการ กกต. เป็นประธาน ได้สรุปสำนวนว่าพบมูลความผิดและเสนอให้ดำเนินคดีกับบุคคลรวม 229 ราย ประกอบด้วย สว. 138 ราย และนักการเมืองรวมถึงเครือข่ายอีก 91 ราย
ในรายชื่อดังกล่าวมีชื่อของบุคคลสำคัญจำนวนมาก รวมถึง อนุทิน ชาญวีรกูล, ไชยชนก ชิดชอบ และนักการเมืองแกนนำของพรรคสีน้ำเงินอีกจำนวนมาก รายชื่อเหล่านี้ทำให้คดีดังกล่าวไม่ได้เป็นเพียงคดีเลือกตั้งธรรมดา แต่เป็นคดีที่กระทบต่อโครงสร้างอำนาจของประเทศโดยตรง
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นต่อมาคือ คณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาข้อโต้แย้ง คณะที่ 36 กลับมีมติ 5 ต่อ 2 เห็นว่าผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 229 คนไม่มีมูลความผิด ขณะที่เสียงข้างน้อยสองเสียงเห็นควรชี้มูล 134 คน ผลต่างระหว่าง “มีมูล” กับ “ไม่มีมูล” ที่กว้างมากเช่นนี้ จึงทำให้สังคมตั้งคำถามทันทีว่า อะไรเปลี่ยนไประหว่างทาง
ยิ่งเมื่อผมลองดูรายชื่อคณะอนุกรรมการชุดที่ลงมติ 5 ต่อ 2 ก็ยิ่งสะดุดใจ เพราะใน 7 คนนั้น ผมรู้จักและสนิทสนมอยู่ถึง 3 คน เคยสัมผัส และรู้จักตัวตนในระดับหนึ่ง จึงทำให้ผมรู้สึกสองด้านพร้อมกัน ด้านหนึ่งผมไม่อยากกล่าวหาใคร เพราะไม่มีสิทธิไปตัดสินว่าพวกเขาพิจารณาโดยไม่เป็นธรรมหรือมีแรงกดดันใดอยู่เบื้องหลัง แต่อีกด้านหนึ่งก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า เมื่อรายชื่อออกมาแล้ว คนในสังคมการเมืองย่อมอดตั้งคำถามไม่ได้ว่า ความสัมพันธ์ในเครือข่ายอำนาจของประเทศเวลานี้แน่นหนาเพียงใด
เพราะในโลกความจริงของการเมืองไทย สิ่งที่ทำให้คนสงสัยบางครั้งไม่ใช่หลักฐานการสั่งการตรง ๆ แต่คือการที่คนจำนวนมากรู้จักกัน เติบโตมาจากโครงสร้างเดียวกัน และต่างรู้ดีว่าศูนย์กลางของแรงดึงดูดอยู่ตรงไหน เมื่อถึงเวลาต้องตัดสินเรื่องที่แตะวงอำนาจใหญ่ ความไว้วางใจของสังคมจึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับผลลงมติอย่างเดียว แต่อยู่ที่ประชาชนจะเชื่อได้มากแค่ไหนว่าการพิจารณานั้นปลอดจากบรรยากาศแห่งการเกรงใจกันเองจริง ๆ
คดีเขากระโดง ก็เป็นอีกกรณีที่สะท้อนภาพเดียวกัน เพราะแม้ กรมสอบสวนคดีพิเศษ จะใช้เวลาสืบสวนอยู่นานถึง 7 เดือน แต่สุดท้ายกลับยุติการสอบโดยให้เหตุผลว่า กองบังคับการปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ กำลังดำเนินการอยู่ และได้ส่งเรื่องต่อไปยัง ป.ป.ช. แล้ว จึงต้องส่งสำนวนตามกฎหมายต่อไปเช่นกัน
ในทางเทคนิคอาจอธิบายได้ว่าเป็นเรื่องไม่ให้เกิดความซ้ำซ้อนของหน่วยงาน แต่ในทางความรู้สึกของประชาชน คำถามคือ เหตุใดคดีที่แตะพื้นที่อำนาจสำคัญ จึงมักจบลงด้วยการเปลี่ยนมือ เปลี่ยนจังหวะ หรือเปลี่ยนช่องทาง จนสุดท้ายแรงกดดันค่อย ๆ เบาลง
กรณีของ ศักดิ์สยาม ชิดชอบ ยิ่งสะท้อนภาพนี้ชัด เพราะเมื่อวันที่ 17 มกราคม 2567 ศาลรัฐธรรมนูญ มีมติ 7 ต่อ 1 วินิจฉัยให้ความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลงย้อนหลังตั้งแต่ 3 มีนาคม 2566 โดยชี้ชัดว่ายังเป็นเจ้าของ หจก.บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น ที่แท้จริง แม้อ้างว่าโอนหุ้นไปแล้ว ศาลพิจารณาถึงเส้นทางเงิน ความสามารถทางการเงินของผู้รับโอนหุ้น และลักษณะนิติกรรมอำพรางอย่างละเอียด
คำวินิจฉัยนั้นชัดถึงขั้นบอกว่าผู้รับโอนหุ้นซึ่งมีรายได้หลักหมื่น ไม่สอดคล้องกับการซื้อหุ้นมูลค่ากว่า 119 ล้านบาท และเงินที่ใช้ซื้อก็โยงกลับมาจากตัวผู้โอนเองผ่านเครือข่ายบริษัทญาติ นี่คือข้อเท็จจริงที่ศาลเขียนไว้ชัดมากจนแทบไม่เหลือพื้นที่ให้ตีความคลุมเครือ
แต่เมื่อเรื่องเข้าสู่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ในประเด็นการปกปิดบัญชีทรัพย์สิน กลับมีความเห็นในชั้นเจ้าหน้าที่ว่านายศักดิ์สยามอาจไม่มีความผิด โดยรับฟังคำชี้แจงว่าเพิ่งทราบภายหลังว่าหุ้นยังถือเป็นของตนเองตามคำวินิจฉัยศาล และต่อมานายสุรพงษ์ อินทรถาวร เลขาธิการ ป.ป.ช. ก็ยอมรับว่ามีมติยกคำร้องไปแล้วตั้งแต่เดือนกันยายน 2568 แต่สังคมเพิ่งจะรับรู้กัน
ตรงนี้จึงเกิดคำถามทันทีว่า หาก ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยแล้วว่ามีนิติกรรมอำพราง ซึ่งย่อมสะท้อนเจตนา แล้วเหตุใดกระบวนการอีกชั้นหนึ่งจึงกลับมองได้ว่าอาจไม่มีเจตนาปกปิด ทั้งที่คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญตามหลักต้องผูกพันทุกองค์กร
เมื่อหลายคดีที่แตะวงอำนาจสีน้ำเงินจบลงในลักษณะคล้ายกัน จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่สังคมจะเริ่มตั้งคำถามว่า สว.สีน้ำเงินซึ่งมีบทบาทในการผ่านบุคคลเข้าสู่องค์กรอิสระ กำลังกลายเป็นกลไกที่กำหนดทิศทางของรัฐไทยหรือไม่ เพราะหากผู้ที่จะเข้าไปนั่งในองค์กรตรวจสอบต่าง ๆ ต้องผ่านโครงสร้างที่มีเครือข่ายอำนาจเดียวกันอยู่เบื้องหลัง การตรวจสอบที่ควรเป็นอิสระก็ย่อมถูกตั้งคำถามโดยหลีกเลี่ยงไม่ได้
เราปฏิเสธไม่ได้ว่ารัฐบาลนี้มาจากระบบเลือกตั้ง และเมื่อประชาชนเลือกมา เราต้องยอมรับตามกติกา แต่การยอมรับรัฐบาล ไม่ได้แปลว่าต้องหยุดตั้งคำถามต่อการกระจุกตัวของอำนาจ เพราะหัวใจของประชาธิปไตยไม่ใช่เพียงการมีสภา หากคือการทำให้ผู้มีอำนาจรู้ว่า ยังมีระบบที่พร้อมคานและพร้อมตรวจสอบได้จริง
สิ่งที่น่ากังวลที่สุดคือ หากวันหนึ่งประชาชนเริ่มรู้สึกว่าเลือกตั้งอย่างไร ปลายทางอำนาจก็ยังไม่เปลี่ยน คดีสำคัญแตะคนกลุ่มเดิมแล้วค่อย ๆ เบาแรงลง หรือสิ่งที่เห็นชัดว่ามีข้อสงสัยกลับถูกทำให้กลายเป็นเรื่องปกติ ความเชื่อมั่นต่อระบบจะค่อย ๆ ลดลงทีละน้อย
ประชาธิปไตยอยู่ได้ด้วยกลไกที่ถูกออกแบบมาให้คานอำนาจกัน หากวันหนึ่งกลไกทุกอย่างยังอยู่ครบ แต่คนไม่เชื่อแล้วว่ามันกล้าหักเลี้ยวออกจากศูนย์อำนาจได้ ประเทศก็อาจเหลือเพียงพิธีกรรมของประชาธิปไตย ขณะที่เนื้อแท้ของอำนาจกลับไหลไปอยู่ที่ศูนย์เดียวโดยที่ทุกคนมองเห็น แล้วยอมจำนนกับสิ่งที่มันเป็นอยู่
ติดตามผู้เขียนได้ที่ https://www.facebook.com/surawich.verawan


