xs
xsm
sm
md
lg

อนุรักษนิยมจะครองอำนาจ 10 ปี

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: สุรวิชช์ วีรวรรณ 



ระบอบมาร์กซิสม์ยังมีเหลืออยู่ไม่กี่ประเทศ แต่ถ้าพูดถึงมาร์กซิสม์คนสุดท้ายของสังคมไทยแล้ว ต้องหมายถึง “สหายแผ้ว” หรือ จรัล ดิษฐาอภิชัย อดีตแกนนำ นปก. อดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ คนที่ผ่านมาหมดทั้งยุคซ้ายจัด ยุคเข้าป่า ยุคต่อสู้ทางความคิด ยุคที่คนจำนวนหนึ่งเชื่อจริงๆ ว่าระบบเก่าจะถูกเปลี่ยนด้วยแรงของมวลชน ก่อนจะต้องออกจากไทยหลังรัฐประหารปี 2557 ไปอยู่ที่ปารีส และกลายเป็นพลเมืองของฝรั่งเศส ไปในที่สุด พร้อมสถานะผู้ต้องหาคดี มาตรา 112 ที่ทำให้กลับประเทศไม่ได้จนถึงวันนี้ 

แต่ถึงตัวจะอยู่ไกล จรัลก็ยังตามการเมืองไทยอยู่แทบทุกระยะ ยังโพสต์ ยังเขียน ยังวิจารณ์ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวอยู่เรื่อยๆ และเมื่อเร็วๆ นี้ก็โทรศัพท์คุยกับนักข่าวของ The Momentum เรื่องการจัดตั้งรัฐบาล แล้วโยนประโยคหนึ่งออกมาว่า “อนุทิน ชาญวีรกูล อาจอยู่เป็นสิบปี” 

จรัลคงเข้าใจดีว่า รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันนั้นให้นายกรัฐมนตรีอยู่ในตำแหน่งไม่เกิน 8 ปี แต่ความหมายของเขาหมายถึงการครองอำนาจของฝ่ายอนุรักษนิยมนั่นเอง 

คนอื่นพูดอาจฟังเหมือนประเมินเกินไป แต่ถ้าเป็นจรัลซึ่งยืนอยู่ตรงข้ามอย่างชัดเจนกับฝั่งอนุรักษนิยม ย่อมต้องฟังไว้ เพราะเขาไม่ใช่คนทำนายแบบโรแมนติก เขาผ่านมาเยอะเกินกว่าจะพูดอะไรเล่นๆ เขาเห็นมาหลายยุคแล้วว่า การเมืองไทยไม่ใช่ของคนเสียงดังที่สุด แต่เป็นของคนที่รู้ว่าจะประคองเครือข่ายอำนาจอย่างไรให้อยู่ต่อได้ 

แน่นอนจรัลต้องมองเห็นอะไรบางอย่าง จึงฟังดูเหมือนเขาจะสยบยอม เพราะเขาน่าจะเข้าใจดีว่า การเมืองกำลังอยู่ในเกมของใคร ดังนั้นความหวังและความฝันที่เขาอยากเห็นการเปลี่ยนแปลงมาชั่วชีวิตอาจจะไม่ได้เห็นในลมหายใจที่เหลืออยู่ และรู้ว่าบทสุดท้ายของชีวิตจะจบลงอย่างไร 

สิ่งที่เขาพูดไม่ใช่ไม่มีเหตุผล โดยเฉพาะเมื่อมองกลับมาที่ความอ่อนด้อยของคลื่นลูกใหม่อย่างพรรคประชาชน ที่ครั้งหนึ่งเชื่อกันหนักหนาว่า กาลเวลาอยู่ข้างตัวเอง เชื่อว่าคลื่นลูกเก่าจะถูกกวาดหายไปเอง แต่พอถึงเวลาจริง กลับเห็นว่าเวลาไม่ได้ช่วยทุกคน เวลาเดียวกันนั้นฝ่ายเก่าก็เรียนรู้เหมือนกัน และบางครั้งเรียนรู้เร็วกว่าด้วย 

ความจริงที่เกิดขึ้นก็คือ พรรคภูมิใจไทยที่เดิมหวังแค่เข้าร่วมรัฐบาล เก็บฐานอำนาจ เก็บเกี่ยวดอกผลจากการมีอำนาจรัฐ กลับโตขึ้นมาได้เร็วมาก ส่วนหนึ่งก็เพราะความผิดพลาดของพรรคประชาชนเอง ที่ยกมือให้อนุทินขึ้นเป็นนายกฯ ด้วยความเชื่อว่าจะแลกกับการแก้รัฐธรรมนูญ คิดว่า วุฒิสภาไทยอยู่ใต้อำนาจบุรีรัมย์ และเกมนี้จะคุมได้ 

แต่การเมืองจริงไม่เคยเดินตรงอย่างที่คิด พออนุทินขึ้นไปถึงตรงนั้น ทุกอย่างเปลี่ยนทันที จากคนที่ถูกมองว่าเป็นพรรคขนาดกลาง กลายเป็นพยัคฆ์ติดปีก เพราะเมื่อตัวหารน้อย การจัดเก้าอี้ก็ง่าย ต่อรองก็ง่าย และที่สำคัญคือเลือกคนได้เองมากขึ้น จนดึงคนนอกเข้ามาแล้วภาพรัฐบาลเปลี่ยนทันที ไม่ว่าจะเป็น ศุภจี สุธรรมพันธุ์ เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ หรือ สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว 

ตรงนี้แหละที่ทำให้คนเริ่มมองว่า อนุทินไม่ใช่แค่คนผ่านทางอีกแล้ว แต่กลายเป็นความหวังใหม่ของฝ่ายอนุรักษนิยมทันที 

วันนี้พรรคประชาชนอาจจะรู้ความผิดพลาดแบบอ่อนหัดทางการเมืองของตัวเองแล้ว จากการขานชื่ออนุทินแล้วถอยไปเป็นฝ่ายค้านที่หลงเชื่อว่าตัวเองเป็นฝ่ายคุมเกม และคงจะรู้แล้วว่า เส้นทางเดินไปสู่เป้าหมายของพวกเขาอาจไม่มีวันไปถึงอีกเลย แถมมวลชนคนรุ่นใหม่ของพรรคยังเป็นพวก woke แบบสุดโต่ง ใครไม่อยู่ฝ่ายเดียวกันคือ “ล้าหลัง” เป็นพวกไม่เอาประชาธิปไตย ทั้งๆ ที่การเมืองมีความซับซ้อนมากกว่านั้น 

นักการเมืองจำนวนมากรู้กันดี ตอนนี้อนุทินยืนอยู่ทางทิศตะวันออก ในจังหวะที่พระอาทิตย์กำลังขึ้น ดวงไฟซึ่งเป็นต้นกำเนิดของพลังทั้งหมดในจักรวาลกำลังส่องมาทางนี้ บ้านใหญ่จึงไหลมา เพราะไม่มีใครอยากยืนผิดฝั่งเวลาที่อำนาจกำลังเปลี่ยนมือ 

ก่อนเลือกตั้งอนุทินพูดว่าเขาจะได้ 200 เสียง ตอนนั้นแทบไม่มีใครเชื่อ พรรคส้มเองก็ยังคิดว่าตัวเองมีโอกาสมากกว่า เพราะกระแสในเมืองแรงมาก มีคนดัง มีเซเลบ มีนักวิชาการ มีหมอที่รักรัชกาลที่ ๙ ออกมาเชียร์ โดยไม่รู้เลยว่าเสียงของฝั่งตัวเองนั้นมันดังอยู่แต่ในกะลาดิจิทัล (echo chamber) 

ดังนั้น เมื่อมองย้อนกลับไป สิ่งที่เห็นชัดคือ มวลชนส่วนใหญ่ของพรรคส้มยังอ่อนหัดทางการเมือง มีแต่ความเร่าร้อน มีแต่ความมั่นใจ แต่ยังไม่เข้าใจว่าอำนาจจริงเดินอย่างไร จึงไม่แปลกที่ถูกยุบมาแล้วสองพรรค ตั้งแต่พรรคอนาคตใหม่มาจนถึงพรรคก้าวไกล และสมาชิกพรรคประชาชนอีกหลายคนวันนี้ก็ยังฝากชะตากรรมไว้กับคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ 

มวลชนของพรรคที่เราเห็น ถ้าไม่นับรุ่นใหญ่ที่อยากเห็นเด็กรุ่นใหม่เติบโต เช่น สุลักษณ์ ศิวรักษ์ อานันท์ ปันยารชุน บรรยง พงษ์พานิช สุทธิชัย หยุ่น สรยุทธ สุทัศนะจินดา อธึกกิต แสวงสุข ปริญญา เทวานฤมิตรกุล อรรถจักร สัตยานุรักษ์ ฯลฯ จะเห็นว่าคนรุ่นใหม่จำนวนมากยังไม่ประสีประสาการเมืองจริง เด็กหนุ่มสาวจำนวนไม่น้อยถูกผู้ใหญ่ดันหลังออกมาเมื่อพรรคถูกยุบในปี 2563–2564 แล้วสุดท้ายก็เป็นคดี บางคนติดคุก บางคนหนีไปต่างประเทศ แต่ผู้ใหญ่ที่เชียร์อยู่ข้างหลังไม่มีใครติดคุกเลย 

อีกเรื่องที่สะท้อนชัดคือ ตอนพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว พร้อมสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดาฯ เสด็จเปิดประชุมรัฐสภา ซึ่งเป็นพิธีตามรัฐธรรมนูญมีมานานแล้ว แต่กลับมีมวลชนพรรคส้มจำนวนหนึ่งออกมาแซะว่าสถาบันลงมายุ่งการเมือง ทั้งที่เรื่องนี้เป็นพิธีการตามระบบรัฐสภาปกติ คนที่เข้าใจรัฐธรรมนูญจริงจะรู้ว่ามันคนละเรื่องกันเลย สะท้อนคุณภาพของคนรุ่นใหม่ที่หมกมุ่นการเมืองแบบกลวงเปล่า 

ที่สำคัญอีกเรื่องคือกรณี ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคที่เป็นวิศวกรคอมพิวเตอร์ ออกมายอมรับว่าข้อมูลสมาชิกพรรครั่วไหลจากระบบคอมพิวเตอร์ เรื่องนี้มองเป็นอุบัติเหตุธรรมดาไม่ได้ เพราะเมื่อเก็บข้อมูลประชาชน โดยเฉพาะเลขบัตรประชาชนกับ Laser ID ก็ต้องรับผิดชอบมากกว่านี้ การแนะนำให้สมาชิกไปทำบัตรใหม่ มันจบไม่ได้ง่ายขนาดนั้น 

เพราะก่อนหน้านั้นก็มีคำถามอยู่แล้วว่าทำไมต้องเก็บ Laser ID ด้วย 

เมื่อรวมกับผลเลือกตั้งรอบนี้ก็ยิ่งชัด พรรคประชาชนยังครองใจชนบทไม่ได้ เสียงจึงลดลง ทั้งที่ก่อนเลือกตั้งเชื่อกันหนักว่าจะแลนด์สไลด์ตั้งรัฐบาลพรรคเดียว ตรงนี้ต่างหากที่ทำให้คำพูดของจรัลว่า ฝ่ายอนุรักษนิยมอาจอยู่ได้อีกสิบปี ฟังแล้วไม่ใช่เรื่องเกินจริงเลย

และถ้าถึงวันนั้นจริง กระแสของคนรุ่นใหม่ที่เคยถูกมองว่าเป็นคลื่นใหญ่ ก็อาจเหลือเพียงสายลมที่เคยพัดผ่านมาแรงอยู่พักหนึ่ง แล้วก็ผ่านไปตามกาลเวลาเท่านั้นเอง 

ดังนั้น การตั้งโจทย์ที่ว่า ฝ่ายอนุรักษนิยมจะครองอำนาจไปอีกสิบปี ก็อาจจะเป็นเรื่องที่ไม่เหนือความคาดหมาย ไม่มีใครยอมให้อำนาจที่ท้าทายระบอบและอุดมการณ์ของรัฐมาพลิกฟ้าด้วยฝ่ามือได้ง่ายๆ แน่นอน
 
ติดตามผู้เขียนได้ที่
https://www.facebook.com/surawich.verawan