“สอดแนมการเมือง”
“ชัชวาลย์ ชาติสุทธิชัย”
วันหนึ่ง.. พี่โต้งกับผมได้ไปพบ “พี่สวัสดิ์ หอรุ่งเรือง” ที่สำนักงานของพี่สวัสดิ์ เพื่อพูดคุยในบางเรื่อง (ผมจะเล่าให้ท่านผู้อ่านฟังภายหลังนะครับ) ระหว่างทางกลับบ้าน พี่โต้งคุยกับผมว่า
*“ชัช.. พี่อยากบอกความในใจให้ชัชรู้ว่า.. แม้ชัชจะไม่ใช่น้องแท้ๆ ของพี่.. แต่พี่ถือว่าชัชเป็นเสมือนน้องชาย.. เอ้อ.. วันนี้หรือพรุ่งนี้ ถ้าชัชว่าง พ่อบอกอยากคุยกับชัชเป็นการส่วนตัว พ่อบอกให้ชัชไปหาตอนเย็นหลัง 5 โมง”
“วันนี้ผมไปพบพ่อไม่ได้.. พรุ่งนี้วันเสาร์ผมก็คงไปพบพ่อไม่ได้ครับพี่โต้ง.. เอ้อ.. แล้วพี่โต้งจะไปพบพ่อพร้อมกับผมหรือเปล่าครับ?”
“พี่ไม่ไปกับชัชเพราะพ่อบอกว่า เรื่องที่จะคุย พ่อจะคุยกับชัชแค่สองคน.. ชัชคุยกับพ่อแล้ว ค่อยมาเล่าให้พี่ฟังก็แล้วกัน”
ผมเดาไม่ออกเลยว่า น้าชาติมีเรื่องอะไรจะคุยเป็นส่วนตัว เอ๊ะ! หรือพ่อจะมอบงานใหม่ให้ผม..
วันอาทิตย์อันเป็นวันหยุด.. ผมขับรถมาถึงหน้าปากซอยพหลโยธิน 5 (ซอยราชครู) อันเป็นที่ตั้งของร้านข้าวหมูแดง-หมูกรอบธานี ที่อร่อยลือลั่นจนเพื่อนชาวพันธมิตรเจ้าของร้านอาหารที่ซีแอตเติ้ลในอเมริกา จะต้องมากินร้านนี้ทุกครั้งที่มาเยือนเมืองไทย โดยเฉพาะ “หมูกรอบ” ของร้านธานี อร่อยจนมีลูกค้ามากมายซื้อเป็นขีดเป็นกิโลกลับบ้าน แม้ต้องจ่ายหลายร้อยบาท..
จอดรถหน้าร้านธานีเสร็จเสียงโทรศัพท์มือถือผมก็ดังขึ้น ผมหยิบขึ้นดูหน้าจอ เฮ้ย! น้าชาติโทรมา! เอ๊ะ! น้าชาติไม่เคยโทรหาผมในวันหยุดแบบนี้..
“พ่อมีอะไรถึงโทรด่วนมาหาผมครับ?” ผมถามน้าชาติที่ปลายสายทันทีก่อน..
“ชัช..อยู่ไหน? โต้งบอกชัชหรือยังว่าพ่อมีเรื่องจะต้องคุยด่วนกับชัช”
“พี่โต้งบอกแล้วครับพ่อ แต่ผมติดงานในวันศุกร์กับเสาร์ ผมกะจะไปพบพ่อวันจันทร์ที่บ้านครับ”
“เอ้อ.. พ่อมีเรื่องคุยกับชัชด่วนเรื่องโต้ง.. ตอนนี้ชัชอยู่ไหน?”
“ผมเพิ่งจอดรถ มาซื้อหมูกรอบให้ลูกที่ร้านธานีหน้าปากซอยราชครูครับ”
เสียงน้าชาติบอกผมผ่านทางโทรศัพท์ว่า..
“เดี๋ยวชัชไปเจอพ่อที่ภัตตาคารอาหารจีนที่ตึกคุณทีป ที่เราเคยไปด้วยกันน่ะชัช”
“แต่..พ่อ! ภัตตาคารจีนนั่นมันหรูหรามาก วันนี้เป็นวันหยุด ผมเลยแต่งตัวง่ายๆ ใส่รองเท้าแตะ เสื้อยืดเก่าๆ กางเกงขาสั้น ผมแต่งตัวแบบนี้ เขาคงไม่ให้ผมเข้าไปนั่งตากแอร์หรอกครับ..”
ผมบอกน้าชาติถึงการแต่งกายสบายๆ ในวันหยุดของผม ซึ่งไม่เรียบร้อยและไม่เหมาะกับการจะเข้าไปทำอะไรในภัตตาคารจีนที่หรูหราแห่งนั้นให้น้าชาติรู้
“ชัชไปที่ร้านเลยแล้วบอกว่านัดกับพ่อไว้ เดี๋ยวพ่อจะแต่งตัวสบายๆ แบบชัช”
ผมจอดรถเรียบร้อย แต่ไม่เดินเข้าไปในภัตตาคารจีนแห่งนั้นทันที.. ผมใช้วิธีเดินเตร็ดเตร่อยู่บริเวณหน้าภัตตาคารจีน รอน้าชาติมา ราวห้านาทีน้าชาติก็มาถึงในชุดสบายๆ เสื้อยืดสีขาวแขนสั้น กางเกงขาสั้นสีน้ำเงินเข้ม ที่สำคัญ..น้าชาติใส่รองเท้าแตะมาครับ!...
กัปตันภัตตาคารจีนเดินออกมาต้อนรับน้าชาติกับผม พาเดินไปนั่งที่โต๊ะอย่างนอบน้อม ไม่นานติ่มซำก็ถูกลำเลียงมาวางบนโต๊ะอย่างรวดเร็ว ราวกับมีการเตรียมพร้อมไว้แล้ว.. ตามด้วยเป็ดย่าง หมูแดง ฯ และแก้วเบียร์เย็นฉ่ำเป็นเกล็ดน้ำแข็งแวววาว
“ชัช.. พ่อมีเรื่องโต้งที่พ่อห่วงมากๆ ถ้าโต้งยังเป็นแบบนี้.. พ่อตายไปสมบัติที่มีคงจะหมดแน่ๆ”
หลังจิบเบียร์เย็นๆ น้าชาติอารัมภบทกับผมด้วยความห่วงใยพี่โต้ง..
“ตอนนี้.. พ่ออยากให้ชัชที่สนิทกับโต้ง.. ซีเรียสช่วยพ่อสองเรื่อง..”
“พ่อบอกมาเลยว่าเรื่องอะไรที่ผมช่วยพ่อได้.. เพราะถ้าผมทำได้ ผมยินดีทำให้ทันทีครับ”
“ชัชกินอะไรก่อน.. หรือจะเอาอาหารอะไรอย่างอื่นเพิ่มอีกไหม?” จากนั้นน้าชาติพูดต่อว่า
*“พ่ออยากให้ชัชช่วยดึงโต้งให้เล่นการเมืองตามระบบในสภา ไม่ใช่ใช้เงินหนุนการเมืองนอกสภาตามท้องถนนกับพวกเอ็นจีโอ เพราะการเมืองนอกสภาใช้เงินเยอะ มีเท่าไหร่ก็หมดเกลี้ยง และมันอันตรายด้วยนะชัช.. เรื่องแรก.. ชัชต้องช่วยพ่อผลักดันโต้งให้ลงสมัครเลือกตั้งก่อนเลย”
*“เรื่องที่สอง.. พ่ออยากให้ชัชช่วยผลักดันให้โต้งทำธุรกิจเป็นเรื่องเป็นราว.. เพราะถ้าพ่อตายโต้งจะยืนได้ด้วยตัวเอง.. สมบัติครอบครัวพ่อก็จะได้ไม่หมดไปน่ะ.. เอ้อ.. ชัชซีเรียสช่วยพ่อสองเรื่องนี้ได้ไหม?”
“พ่อครับ.. ผมจะลองพยายามทำตามที่พ่อบอกครับ แต่.. พ่อก็ต้องรู้ว่าพี่โต้งไม่เหมือนใครนะครับ พี่โต้งเป็นฉลาดเป็นคนมีเหตุผลมากๆ แต่พี่โต้งก็เป็นตัวของตัวเองสูง พี่โต้งอาจจะไม่ฟังผมนะพ่อ”
ผมได้รับปากงานที่น้าชาติมอบให้ทำ รู้สึกหนักใจบ้าง แม้ พี่โต้งจะเป็นคนมีจิตใจประชาธิปไตย รับฟังความเห็นที่มีเหตุผลของผู้คนทุกระดับทั้งร่ำรวยและยากจน แต่จะชนะใจพี่โต้งได้ ต้องชนะด้วยเหตุผลที่ดีกว่าเท่านั้น.. ถ้าเหตุผลอ่อนด้อยหรือไม่มีเหตุผล พี่โต้งจะไม่เสียเวลา ไม่สนใจฟัง.. นี่คือ พี่โต้ง อาจารย์ไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ
วันจันทร์เกือบเที่ยง พี่โต้งมาเจอผมที่สำนักงานกองเลขาฯ น้าชาติ พี่โต้งนั่งกินกาแฟคุยกับผมถึงเรื่องพบพ่อเมื่อวาน..
“พี่โต้ง.. พ่อคุยกับผมด้วยความเป็นห่วงพี่โต้งกับครอบครัวสองเรื่องครับ.. ผมฟังแล้ว ต้องบอกพี่โต้งว่าพ่อมีเหตุผลมากๆ และพ่อรักพี่โต้งกับครอบครัวมากๆ ผมว่าพี่โชคดีจริงๆ ที่มีพ่อที่รักเป็นห่วงครอบครัวพี่มากแบบนี้..”
“พ่อห่วงพี่เรื่องอะไรบ้างชัช?” พี่โต้งถามผม ประกายตาใคร่รู้อย่างชัดเจน..
“เรื่องแรก.. ขอให้ผมช่วยผลักดันพี่โต้งให้ลงเลือกตั้ง ไม่ใช่สู้ตามสไตล์เอ็นจีโอ มันใช้เงินเยอะ ที่สำคัญสู้การเมืองแบบนั้นในไทยมันอันตราย พ่อเป็นห่วงเรื่องนี้มากจริงๆ ครับพี่โต้ง”
“เรื่องที่สอง คือสู้นอกสภาแบบเอ็นจีโอน่ะ มีเงินมากเท่าไหร่ก็ไม่พอ และยากจะชนะนักการเมืองฝ่าย
รัฐบาลได้นะพี่โต้ง.. พ่อบอกสมบัติที่ครอบครัวพี่กับพ่อแม่มี คงต้องหมดเกลี้ยงในไม่ช้าก็เร็วอย่างแน่นอน”
“พ่อบอกให้ผมต้องช่วยพี่ทำธุรกิจ เพื่อสะสมสมบัติไว้ให้ตัวพี่กับครอบครัว พ่อบอกยิ่งพี่โต้งชอบการเมือง ยิ่งต้องมีเงิน ยิ่งต้องมีสมบัติให้มากๆ เพื่อเป็นฐานทางการเมืองในอนาคต..”
พี่โต้งยกแก้วกาแฟดำขึ้นดื่มอึกใหญ่ก่อนจะพูดกับผมว่า
“ชัชไปบอกพ่อเลยว่า ข้อหนึ่งที่พ่อต้องการ พี่เห็นด้วย และจะลงสมัคร สส. ในการเลือกตั้งคราวหน้าเลย”
ผมไม่รู้ว่าน้าชาติจะดีใจมากแค่ไหน? แต่สำหรับผม ผมดีใจมากจริงๆ ที่พี่โต้งตัดสินใจแบบนั้น!
ส่วนเรื่องการทำธุรกิจหารายได้นั้น พี่โต้งนั่งคิดชั่วครู่ก่อนจะบอกกับผมว่า
“ชัช.. พี่ทำธุรกิจไม่เป็นว่ะ! และยังไม่ได้คิดจะทำอะไร ออฟฟิศก็ยังไม่มี”
“ผมเองเรื่องธุรกิจก็ไม่เป็นเหมือนกันครับ.. ยังไงผมจะบอกกับพ่อเรื่องแรกที่พี่ตัดสินใจก่อนนะครับ”
ผมไปพบน้าชาติในบ่ายวันนั้น.. หลังรู้เรื่องพี่โต้งจะลงสมัครรับเลือกตั้งคราวหน้า น้าชาติแสดงสีหน้าดีกันใจมากอย่างชัดเจน ก่อนจะบอกกับผมว่า
“เรื่องที่ทำงาน พ่อมีสถานที่สองแห่งให้ชัชกับโต้งเลือก จะเอาตึกอาร์เอสตรงรัชดา หรือตึกขายรถหรูตรงข้ามศูนย์สิริกิติ์ ชัชโต้งไปดูแล้วเลือกเอาแห่งหนึ่งนะ พ่อจะยกให้เลย”
แม้พี่โต้งตกลงจะลงเลือกตั้งคราวหน้า ซึ่งต้องเคลื่อนไหวลงพื้นที่เตรียมตัวลงรับการเลือกตั้ง แต่พี่โต้งก็ยังเหมือนเดิม ยังคงมีจิตใจช่วยเหลือการเคลื่อนไหวของคนยากคนจน ทั้งชาวนา ชาวไร่ และกรรมกรผู้ใช้แรงงานอย่างต่อเนื่องไม่ได้หยุดแม้แต่น้อย
ที่บ้านเรือนไทยในบ้านใหญ่ซอยราชครู จึงยังคงเป็นที่พบปะแลกเปลี่ยน พูดคุย ปรึกษาหารือของเหล่าศิลปิน นักดนตรีเพื่อชีวิต สมัชชาคนจน ชาวไร่ ชาวนา ผู้ใช้แรงงาน องค์กรเอ็นจีโอต่างๆ นักการเมืองหลายฝ่าย ฯลฯ เช่นที่เคยทำมาตามปกติ..


