หนึ่งความคิด
สุรวิชช์ วีรวรรณ
ถ้าอ่านโพสต์สองตอนของ ปิยบุตร แสงกนกกุล แบบผ่าน ๆ คนจำนวนไม่น้อยก็อาจสะดุดตรงประโยคที่เขาบอกว่า ภารกิจที่ทำให้ พรรคประชาชน จบลงแล้ว และจากนี้จะกลับไปคิด พูด เขียน อย่างอิสระ เพราะฟังเผิน ๆ มันคล้ายคนที่กำลังถอยออกจากพื้นที่เดิมของตัวเอง แต่ถ้าดูน้ำหนักของถ้อยคำจริง ๆ มันไม่ใช่อารมณ์ของคนตัดขาด หากเป็นน้ำเสียงของคนที่ยังผูกพันอยู่ เพียงแต่เริ่มไม่สบายใจกับสิ่งที่เห็นอยู่ข้างใน และเลือกส่งสัญญาณเตือนออกมามากกว่า
คนอย่างปิยบุตรถ้าไม่รู้สึกอะไรจริง เขาจะไม่เสียเวลานั่งอธิบายยาวขนาดนั้นว่า พรรคแบบไหนควรเป็นอย่างไร พรรคมวลชนต้องมีวินัยอย่างไร ต้องมีการถกเถียงภายในอย่างไร ต้องยุติความเห็นต่างในที่ประชุมอย่างไร เพราะนั่นไม่ใช่คำอธิบายเชิงทฤษฎีลอย ๆ แต่มันคือการพูดกับคนในพรรคโดยตรง เพียงแต่ใช้ภาษาอ้อมผ่านเฟซบุ๊ก
สิ่งที่เขาเขียนเรื่อง พรรคมวลชน หลายคนอ่านแล้วอาจนึกถึงคำว่า* mass party ทันที แต่ถ้าดูตามตำรารัฐศาสตร์จริง ความหมายของพรรคมวลชนแบบที่ Maurice Duverger เคยอธิบายไว้ มันคือพรรคที่มีฐานสมาชิกจำนวนมาก มีสาขากระจายทั่วพื้นที่ มีอุดมการณ์ร่วม และอยู่ได้ด้วยสมาชิก ไม่ใช่พรรคที่ขับเคลื่อนด้วยคนดังไม่กี่คนหรือขับเคลื่อนด้วยกระแสเฉพาะฤดูเลือกตั้ง จุดเด่นของมันคือความเป็นองค์กร ไม่ใช่ความโดดเด่นของปัจเจก
แต่สิ่งที่ปิยบุตรพูดจริง ๆ ไม่ได้หยุดแค่เรื่องฐานสมาชิก เขากำลังพูดถึงวินัยภายในพรรค พูดถึงการมีศูนย์ตัดสินใจ พูดถึงการอภิปรายกันภายในให้จบก่อนออกมาพูดข้างนอก ตรงนี้ถ้าพูดกันตรง ๆ มันใกล้กับแนวคิดประชาธิปไตยแบบรวมศูนย์มากกว่า คืออภิปรายได้เต็มที่ภายใน แต่เมื่อได้ข้อสรุปแล้ว ทุกคนต้องเดินตาม ไม่ใช่ใครไม่พอใจก็ออกมาโพสต์ ไม่ได้ตำแหน่งก็ออกมาแสดงความเห็น ไม่ได้ลงสมัครก็ไปเปิดศึกกับพรรคผ่านสาธารณะ
คำที่เขาใช้ว่า “รวมศูนย์ + ประชาธิปไตย” มันจึงมีความหมายมากกว่าคำสวยหรู เพราะนี่คือหัวใจของพรรคฝ่ายซ้ายหลายสำนักในโลก คือจะปล่อยให้ประชาธิปไตยจนกลายเป็นต่างคนต่างเดินก็ไม่ได้ แต่จะรวมศูนย์จนคนข้างในไม่มีเสียงเลยก็ไม่ได้เช่นกัน ต้องมีการถกเถียงกันจริง แต่เมื่อจบแล้วต้องมีวินัยร่วมกัน
ปัญหาคือเมื่อแนวคิดแบบนี้มาอยู่ในพรรคการเมืองไทย โดยเฉพาะพรรคที่โตมาจากยุคโซเชียลมีเดีย มันหนีไม่พ้นแรงเสียดทาน เพราะนักการเมืองรุ่นใหม่จำนวนมากเติบโตมาพร้อมฐานผู้ติดตามของตัวเอง มีพื้นที่สื่อของตัวเอง มีภาษาเฉพาะตัว และมีความสามารถสร้างอิทธิพลโดยไม่ต้องรอการรับรองจากพรรคเหมือนนักการเมืองยุคเก่า คนที่พูดเก่ง ตอบไว ดุดัน มีคาแรกเตอร์ชัด ย่อมกลายเป็นศูนย์กลางของตัวเองโดยธรรมชาติ
ตรงนี้เองที่ทำให้คำว่า “มหาอำมาตย์รายใหม่” ที่ปิยบุตรใช้ ฟังแล้วสะดุด เพราะเขากำลังเตือนว่า คนที่เคยยืนอยู่ฝั่งต่อต้านอำมาตย์ อาจกำลังสร้างสถานะนำแบบใหม่ขึ้นมาเองภายในพรรคโดยไม่รู้ตัว จากคนที่เคยต่อสู้กับโครงสร้างเดิม กลับเริ่มมีพื้นที่อำนาจของตัวเองจนบางครั้งเสียงของพรรคกลายเป็นรองเสียงของบุคคล
กรณีของ รักชนก ศรีนอก จึงถูกหยิบมาพูดถึงอยู่เสมอ เพราะไม่ว่าใครจะเห็นด้วยหรือไม่ ปฏิเสธไม่ได้ว่าเธอกลายเป็นหนึ่งในคนที่มีน้ำหนักทางการเมืองสูงมากในหมู่ฐานสนับสนุนของพรรค ทั้งจากสไตล์การพูด ท่าทีการเมือง และความสามารถสร้างแรงสะเทือนในโลกออนไลน์ ทั้งที่เธอมี digital footprint ที่เป็นปัญหา และมีคำพิพากษาศาลชั้นต้นติดตัวอยู่ แต่สถานะทางการเมืองของเธอกลับไม่ได้ลดลง กลับยิ่งถูกยกขึ้นเป็นสัญลักษณ์ของความกล้าชนในสายตาของฝ่ายที่นิยมพรรคส้ม
หรือกรณีของ ศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์ ที่ขยับตั้งคณะทำงานเรื่องความเสมอภาคทางเพศขึ้นภายในพรรค แม้เจ้าตัวอธิบายว่าเป็นแนวคิดที่เตรียมมานาน แต่จังหวะที่เกิดขึ้นหลังคดีผู้สมัครพรรคในมหาสารคาม ก็ทำให้หลายคนตั้งคำถามว่า นี่คือการขับเคลื่อนภายใต้กรอบพรรค หรือเป็นการสร้างพื้นที่นำทางการเมืองเฉพาะของตัวเองขึ้นมาอีกชั้นหนึ่ง
ขณะเดียวกัน ในอีกด้านก็มีเสียงวิจารณ์สะสมมานานว่า ภายในพรรคประชาชนเองไม่ได้เปิดกว้างอย่างที่ภาพภายนอกสื่อออกมา เพราะแม้จะพูดเรื่องประชาธิปไตยภายใน แต่การตัดสินใจเรื่องสำคัญจำนวนมากกลับถูกมองว่าจบอยู่ในวงเล็ก คนในหลายพื้นที่พูดกันมานานแล้วว่า การคัดคนลงสมัคร การจัดลำดับความสำคัญ การตัดสินว่าใครได้ไปต่อ ใครหลุด ใครถูกดันขึ้นมา บางครั้งคนทำงานพื้นที่เองยังไม่รู้ว่าหลักเกณฑ์จริงคืออะไร
จึงมีคนใช้คำว่า* “ปูลิตบูโร” มาอธิบายสภาพนี้ แม้แน่นอน พรรคนี้ไม่ใช่พรรคคอมมิวนิสต์แบบ พรรคคอมมิวนิสต์จีน และไม่มีองค์กรปูลิตบูโรตามข้อบังคับพรรค แต่คำนี้ถูกใช้เพราะคนรู้สึกว่ามี “ห้องเล็ก” ที่คนไม่กี่คนถืออำนาจจริงอยู่เบื้องหลัง ภายนอกอาจเห็นการประชุม เห็นการหารือ เห็นมติ แต่หลายเรื่องคนเชื่อว่าข้อสรุปถูกกำหนดไว้ก่อนแล้วในวงแคบ
ตรงนี้เองจึงเกิดภาพย้อนแย้งที่น่าสนใจ คือด้านหนึ่งปิยบุตรบอกว่าพรรคกำลังปล่อยให้ไร้วินัยเกินไป แต่อีกด้านสังคมกลับวิจารณ์ว่าพรรคมีการรวมศูนย์มากอยู่แล้ว เพียงแต่เป็นการรวมศูนย์ที่ไม่เปิดให้เห็นชัดว่าใครถืออำนาจสุดท้าย
ชื่อของ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ เจ้าของพรรคตัวจริงจึงถูกโยงเข้ามาโดยหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะเขาเป็นคนที่ให้ความสำคัญกับระบบหลังบ้านอย่างชัดเจน เห็นได้จากการสร้าง Spectre C ขึ้นมาเป็น back office รองรับงานของพรรค คนทำงานอยู่ในรูปบริษัท มีเงินเดือน มีสวัสดิการ มีประกันสังคม ซึ่ง พรรณิการ์ วานิช เคยอธิบายว่าเป็นระบบผลิตสื่อและงานสนับสนุนทางการเมือง
แต่เมื่อมีอดีตคนในออกมาเล่าว่า Spectre C มีบทบาทเกินกว่าการผลิตสื่อ เป็นเหมือนศูนย์จัดการข้อมูล จัดการ narrative และถูกมองว่าเป็นรังไอโอ ชื่อนี้จึงกลายเป็นประเด็นทางการเมืองทันที ยิ่งคำว่า Spectre ไปพ้องกับประโยคเปิดของ The Communist Manifesto ที่ว่า “A spectre is haunting Europe — the spectre of communism” คนก็ยิ่งหยิบมาเชื่อมเชิงสัญลักษณ์ว่า มีบางอย่างที่เป็น “ผี” ซ่อนอยู่ในพรรค เป็นระบบที่คนภายนอกมองไม่เห็นทั้งหมดแต่รับรู้ว่ามีอิทธิพลจริง
แต่ถ้ามองให้ลึก สิ่งที่ปิยบุตรไม่พอใจอาจไม่ใช่เรื่องการมีศูนย์นำ เพราะเขาเองก็เชื่อว่าพรรคต้องมีศูนย์นำ เพียงแต่สิ่งที่เขาเห็นอาจคือ ศูนย์นำเดิมกำลังถูกท้าทายจากศูนย์อำนาจใหม่ที่เติบโตจากตัวบุคคล จากโซเชียล จากชื่อเสียงเฉพาะตัว และจากการเมืองแบบที่ไม่รอกรอบคิดเดิมอีกต่อไป
อีกด้านหนึ่ง พรรคประชาชนก็ชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ ว่ากำลังปรับตัวในหลายเรื่อง โดยเฉพาะท่าทีต่อสถาบันกษัตริย์ ซึ่งวันนี้เห็นชัดว่าพยายามลดแรงปะทะลงมากกว่ายุคก่อน เพราะหลายคนในพรรคคงมองตรงกันว่า ถ้ายังยืนแข็งแบบเดิม โอกาสไปถึงอำนาจรัฐจริงแทบไม่มี และอาจติดอยู่กับการเป็นฝ่ายค้านระยะยาว
ตรงนี้อาจเป็นอีกจุดที่ทำให้ปิยบุตรเริ่มรู้สึกว่าพรรคกำลังเดินในจังหวะที่ไม่ตรงกับแนวคิดเดิมของเขา เพราะถ้าติดตามงานเขียนและคำบรรยายของเขามาตลอด จะเห็นว่าเขาไม่เคยหลบเรื่องนี้ และใช้ฐานความรู้ทางกฎหมายและหลังอิงวิชาการวิจารณ์สถาบันกษัตริย์อย่างต่อเนื่อง
ดังนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้จึงไม่ใช่แค่ปัญหาคนในพรรคทะเลาะกัน แต่คือความตึงตัวระหว่างสองทางเดิน ทางหนึ่งคือรักษาความเป็นพรรคอุดมการณ์ให้ชัด อีกทางคือปรับตัวเพื่อให้เข้าใกล้อำนาจรัฐมากขึ้น และเมื่อสองทางนี้ยังไม่ลงตัว ความขัดแย้งก็จะยังเกิดซ้ำ
เพราะฉะนั้น ถ้าจะบอกว่าปิยบุตรทิ้งพรรค ก็คงเร็วเกินไป เขาไม่ได้ปิดประตู เพียงแต่ถอยออกมายืนข้างนอกสักก้าว เพื่อพูดในฐานะคนที่ยังคิดว่าพรรคนี้ควรไปได้ไกลกว่าการแก้ดราม่ารายวัน และยังเชื่อว่าพรรคที่ตัวเองเคยลงแรงสร้าง ไม่ควรกลายเป็นเพียงเวทีของคนดังหรือสนามของอำนาจย่อยที่แย่งกันนำ
ประโยคที่เขาทิ้งท้ายว่า “แลไปข้างหน้า จนกว่าเราจะพบกันอีก” จึงไม่ใช่คำลา แต่มันคล้ายคำพูดของคนที่ยังไม่ไปไหน เพียงแต่กำลังดูอยู่ว่า พรรคจะกลับมาหาจุดสมดุลที่เขาเชื่อได้หรือไม่ หรือสุดท้ายจะค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นอีกแบบหนึ่งที่แม้ยังใช้ชื่อเดิม แต่เนื้อในไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว
ติดตามผู้เขียนได้ที่


