ขณะที่เขียนต้นฉบับชิ้นนี้ (10 มี.ค.) เห็นว่า...ราคาแก๊สยุโรปตกราวๆ 800 ดอลลาร์ต่อ 1,000 คิวบิกเมตร หรือทะลุเพดาน ทะลุหลังคา เลยขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศไปเรียบร้อยแล้ว ส่วนราคาน้ำมัน “Brent” อยู่ที่ 119.36 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หรือขึ้นไปแล้ว 28.77 เปอร์เซ็นต์ โดยถ้าหากทุกสิ่งทุกอย่างเป็นไปอย่างที่ผู้นำรัสเซีย ประธานาธิบดี “ปูติน” ท่านออกมาเตือนไว้ล่วงหน้า ว่าตั้งแต่สัปดาห์หน้าเป็นต้นไปแนวโน้มที่การผลิตน้ำมันทั่วทั้งตะวันออกกลางจะสิ้นสุด ยุติลงไปแบบโดยสิ้นเชิง น่าจะมีความเป็นไปได้สูงเอามากๆ อันเนื่องมาจากเส้นทางขนส่งลำเลียงน้ำมันอย่างช่องแคบ “Hormuz” ได้ถูกปิดลงแล้วโดยพฤตินัย อันนี้...ก็แทบไม่รู้ว่าโอกาสที่ราคาน้ำมันจะพุ่งขึ้นไประดับ 200 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล มันจะพอได้เห็นๆ กันในวันไหน? ในสัปดาห์ไหน?
แต่ยังไงๆ...มันคงไม่น่าจะเป็นไปอย่างที่ “ทรัมป์บ้า”ผู้นำอเมริกา ได้ออกมาปลอบประโลมใจใครต่อใครไว้ประมาณว่า ราคาน้ำมันราวๆ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลนั้น ถือเป็นเรื่องจิ๊บๆ จ๊อยๆ เมื่อเทียบกับการได้มาซึ่งความมั่นคงของอเมริกาและของโลกทั้งโลก หรือเป็นความเดือดร้อนแค่ “ช่วงสั้นๆ” เท่านั้นเอง เพราะหลังจากที่อเมริกาถล่มอิหร่านจนฉิบหายวายวอดไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และสามารถเปิดช่องแคบ “Hormuz” กลับมาขนส่งลำเลียงน้ำมันได้ใหม่ ทุกสิ่งทุกอย่างก็น่าจะ “โอ.เช.”เรียบโร้ยย์ย์ย์โรงเรียน “ทรัมป์บ้า” อะไรประมาณนั้น แต่ก็อย่างว่า...ถ้าหากไม่อยาก “ออกลูกเป็นลิง” ก็อย่าได้ไปคิดนำเอาคำพูด คำจา ประเภทนี้มายึดถือเป็นสาระโดยเด็ดขาด เพราะไอ้ช่วงสั้นๆ ที่ว่า ก็แทบไม่รู้เอาเลยมันจะสักเมื่อไหร่? ตอนไหน? อีกกี่วัน กี่สัปดาห์ หรือกี่เดือน เผลอๆ...อาจลากยาวว์ว์ว์ไปเป็นปีๆ เอาเลยก็ไม่แน่ เหมือนอย่างที่เคยคุยโม้ คุยโต ว่าถ้าตัวเองขึ้นมาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีอเมริกาจะสามารถยุติ “สงครามยูเครน” ได้ภายใน 24 ชั่วโมง แต่จนบัดนี้เกือบเป็นปีๆเข้าไปแล้วก็ยังไม่ไปไหน...
ด้วยเหตุเพราะ...การเปิดฉาก “ชิงโจมตีก่อน” ของอเมริกา-อิสราเอลต่ออิหร่านคราวนี้ อย่างที่ว่าไว้แล้วนั่นแหละว่ามันออกจะเป็นไปในแบบไร้แผน ไร้ยุทธศาสตร์ หนักไปทางจนตรอก จนมุม ของทั้ง “ไอ้บ้า” และ “ไอ้เหี้ย...มม์ม์ม์” ไปด้วยกันทั้งคู่ ขณะที่มุ่งจะเปลี่ยนระบอบการปกครองอิสลามกลับดันไปลอบสังหารผู้นำจิตวิญญาณของประเทศอันกลายเป็นการปลุกเร้าบรรดาชาวมุสลิมทั้งหลายให้ฮือกันไปทั่วทั้งโลกไม่ใช่แต่เฉพาะในอิหร่านเท่านั้น ขณะปลุกระดมบรรดาชาวอิหร่านให้ลุกขึ้นมาโค่นล้มรัฐบาลตัวเอง กลับหันไป “ฆ่าเด็ก” ถล่มเด็กนักเรียนโรงเรียนสตรีชั้นประถม ชั้นอนุบาล ตายไปเป็นร้อยๆ ถล่มโรงพยาบาล สนามกีฬา ไปจนแม้แต่โรงงานผลิตน้ำจืด น้ำมัน อันเป็นสิ่งชาวอิหร่านไม่ว่าฝ่ายที่ชอบ-ไม่ชอบขี้หน้ารัฐบาล ต่างต้องใช้ยังประโยชน์ ยังชีวิต ไปด้วยกันทั้งนั้น แล้วยังงี้...ไปจะขอแรงใครให้ลุกขึ้นมาโค่นล้มรัฐบาล ตามที่ตัวเองปรารถนาและต้องการชนิดตัวสั่นเร่าๆ...
ถึงจะหันไปไหว้วานพวก “ชาวเคิร์ด” ให้ฉวยอาวุธบุกเข้ามาทางตะวันตก แต่จากที่ตัวเองเคย “หักหลัง”ผู้คนเหล่านี้จนหลังหักไปแล้วไม่รู้จะกี่ครั้งต่อกี่ครั้ง บรรดาชาวเคิร์ดทั้งหลายเขาเลยแทบไม่เหลือแรงจูงใจใดๆ อีกต่อไป หรือถึงจะเหลือเมื่อต้องเจอเข้ากับการ “ป้องปราม”โดยขีปนาวุธอิหร่านไปประมาณดอก-สองดอก ก็คงไม่มีใครคิดจะไปตายเพื่อ “ผลประโยชน์ของชาวอเมริกัน” อีกต่อไป ส่วนจะใช้เรือรบ เรือบรรทุกเครื่องบิน บุกเข้าเปิดช่อง เปิดทาง ให้เรือขนส่งน้ำมันแล่นไป-แล่นมาในช่องแคบ “Hormuz” ได้ตามปกติ แต่เมื่อเจอกับขีปนาวุธไฮเปอร์โซนิกของอิหร่านเข้าไป 4 ดุ้น 4 ดอก กระทั่งเรือบรรทุกเครื่องบิน “USS Abraham Lincoln” ที่เคยอยู่ห่างจากฝั่งอิหร่านราวๆ 300-400 กิโลเมตร ยังหนีไม่พ้นต้องถอยไปตั้งหลักยาวไกลไปราวๆ 1,000 กิโลเมตร เลยรัศมีทำการของจรวดและเครื่องบินที่ต้องบินไป-กลับ ไม่กล้าที่จะเข้าใกล้ช่องแคบ “Hormuz” ทั้งที่ฝ่ายอิหร่านเขากวักมือเรียกอยู่หยอยๆหรือจะใช้กองกำลังคอมมานโดโรยตัวจากเฮลิคอปเตอร์บุกยึดเกาะบางเกาะที่เป็นจุดยุทธศาสตร์บริเวณช่องแคบดังกล่าว ก็น่าจะยากส์ส์ส์อีกนั่นแหละ โดยเฉพาะเมื่อฐานทัพเฮลิคอปเตอร์ที่คูเวต ถูกจรวดอิหร่านถล่มใส่ชนิดราพณาสูร แทบไม่เหลือเครื่องบิน ไม่เหลือใบพัด ไว้ดูต่างหน้าเอาเลยแม้แต่น้อย...
การเปิดฉากสงคราม เปิดประตูนรก โดยไร้แผน ไร้ยุทธศาสตร์ แต่เป็นเพราะความจนมุม จนตรอกดังที่กล่าวไว้แล้วมันเลยกลายเป็นสิ่งที่ไม่อาจให้ “คำตอบ” ใดๆ ที่ถนัดชัดเจนต่อตลาดหุ้น ตลาดเงิน-ตลาดทอง ให้กับราคาน้ำมัน ราคาพลังงาน หรือแม้ราคาอาหาร ฯลฯ หรือทำให้โอกาสที่จะมองเห็นจุดจบ จุดสิ้นสุดยุติ มันเลยแทบเป็นไปไม่ได้ ลักษณะอาการผู้นำอเมริกาที่หนักไปทาง “บ้าไป-ฉิบหายไป” เลยกลายเป็นตัวสะท้อนให้เห็นถึงอาการ“สมองเสื่อม” ที่ตัวเองพยายามปกปิด ซุกซ่อนเอาไว้ คำพูด คำจา ในแต่ละวรรค แต่ละประโยค แต่ละช่วง แต่ละระยะ จึงไม่อาจนำมายึดถือเป็น “สาระ” ใดๆ ได้เลย มีแต่“สมรักษ์ คำสิงห์” หรือโกหกคำโต เพื่อเอาตัวรอดไปวันๆ...
อันนี้นี่แหละ...ที่ต่างไปจากฝ่ายอิหร่านเขาแบบคนละเรื่อง-คนละม้วน โดยเฉพาะเมื่อย้อนไปคิดถึง “จุดมุ่งหมาย” อันแน่วแน่ ในการ “แก้แค้น-เอาคืน” อเมริกา นับจากเกิดการลอบสังหารอดีตผู้นำทางทหารอิหร่าน อย่าง“พลเอกQusem Soleimani” ในยุค “ทรัมป์บ้า” สมัยแรก ที่ได้ตั้งเป้าเอาไว้ถึงขั้นว่า...จะไม่ยอมให้มีทหารอเมริกันรายใดหลงเหลืออยู่ในภูมิภาคตะวันออกกลางอีกต่อไปการ “เปิดประตูนรก” ของอเมริกาและอิสราเอลต่ออิหร่านคราวนี้ เลยกลายเป็นการเปิดช่อง เปิดโอกาส ให้กับการถล่มฐานทัพอเมริกาทั่วทั้งตะวันออกกลาง ในฐานะ“เป้าหมายอันชอบธรรม” และนั่นเอง...ที่ทำให้บรรดาประเทศในตะวันออกกลางทั้งหลาย เริ่มคิด เริ่มรู้สึก ขึ้นมามั่งแล้วว่า การปล่อยให้อเมริกาเข้ามาตั้งฐานทัพในประเทศตัวเอง กลับเป็นเรื่องเสียๆ หายๆมากกว่าผลประโยชน์ที่จะได้รับตอบแทน คือไม่เพียงแต่จะโดนจรวดอิหร่านถล่มแล้ว-ถล่มเล่า ผู้ที่ควรมีหน้าที่ปกป้อง คุ้มครอง ความมั่นคงของแต่ละประเทศที่ตัวเองเข้าไปตั้งฐานทัพอย่างคุณพ่ออเมริกา ไม่เพียงแต่ปกป้อง คุ้มครองอะไรแทบไม่ได้ แต่ดันกลับหันไปป้องกันประเทศอิสราเอลแทนที่ ปล่อยให้แต่ละประเทศถูกบึ้มแล้ว-บึ้มเล่า!!!
ภายใต้บรรยากาศเช่นนี้...เลยทำให้ “ข้อเสนอ” ของอิหร่าน ที่จะให้แต่ละประเทศ “ไล่ถีบ” ฐานทัพอเมริกาออกไปให้หมด และใครที่ถีบได้เร็ว ได้ทันท่วงที ยังสามารถขนส่งลำเลียงสินค้าออกที่สำคัญที่สุดของประเทศอย่าง “น้ำมัน” ผ่านช่องแคบ “Hormuz” ได้แบบสะดวกโยธินอีกด้วยต่างหาก หรือถึงยังอาลัย-อาวรณ์ ยังไม่คิดจะถีบ แต่ความเสื่อมโทรมทางเศรษฐกิจภายในแต่ละประเทศนั่นเอง ที่จะทำให้ความเกื้อหนุนที่เคยมีต่ออเมริกามีแต่ต้องแห้งลงๆ เหมือนน้ำแห้งคลองไปด้วยประการละฉะนี้ อันนี้นี่แหละ...ที่ต้องถือว่าเป็นไปอย่างมีแผน มียุทธศาสตร์ ที่สุดแสนจะประณีตและละเอียดอ่อนเอามากๆ...
อีกทั้งด้วยความเป็น “นกมีขน-คนมีเพื่อน” ของอิหร่าน ที่ค่อยๆสร้างค่อยๆ สมเอาไว้ตลอด 47 ปีที่ผ่านมา ทำให้การเล่นงานอิหร่านยิ่งต้องคิดกันประมาณ 8 ชั้น 9 ชั้นเป็นอย่างน้อย เพราะโอกาสที่ “มหาอำนาจคู่แข่งอเมริกา” อย่างจีนและรัสเซียที่กลายเป็น “หุ้นส่วนยุทธศาสตร์” ระดับสำคัญเอามากๆ ของอิหร่าน จะ “เอามือซุกหีบ” ไว้เฉยๆ ย่อมแทบเป็นไปไม่ได้เอาเลย แม้จะไม่มีหลักฐาน ข้อพิสูจน์ อย่างเป็นทางการว่าระบบป้องกันภัยทางอากาศ “S-400” เครื่องบิน “Su-35” เฮลิคอปเตอร์ “Mi-28NE” ตลอดไปจนเรือดำน้ำติดขีปนาวุธ “Poseidon” และ “Zyrcon” ฯลฯ ของรัสเซียได้ถูกส่งไปช่วยอิหร่านในการรับมือกับ “ไอ้เหี้ย...ม์ม์ม์ม”และ “ไอ้บ้า” หรือเรือพิฆาต 005 และ 052-D รวมทั้งเรือที่ได้ชื่อว่าสุดยอดเรื่องการประมวลข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์อย่างเรือ “Liaowang-1” ของจีน ที่แล่นไป-แล่นมาอยู่แถวทะเลโอมานจนกลายเป็นข่าวฮือๆ ฮาๆ ไปเมื่อวัน-สองวันนี้ จะมีส่วนช่วยอิหร่านในช่วงสถานการณ์เช่นนี้มากหรือน้อยขนาดไหน แต่อย่างที่“ศาสตราจารย์ Mohammad Marandi” ที่แทบกลายเป็นโฆษกรัฐบาลอิหร่านไปแล้วในขณะนี้ แทนที่จะเป็นแค่วิทยากรรายการข่าวทีวี “CNN” “Sky News” หรือ “RT” ฯลฯ เหมือนแต่ก่อน ท่านได้สรุปเอาไว้อย่างแหลมคมและเฉียบขาดเอามากๆ เมื่อถูกถามถึงความร่วมมือระหว่างจีน-รัสเซีย-อิหร่าน ภายใต้ฉากสถานการณ์เช่นนี้ ด้วยคำตอบแบบสั้นๆ ง่ายๆว่า...นอกจากเป็นไปด้วยดีตาม “ข้อตกลง” ที่แต่ละฝ่ายได้ตกลงเอาไว้ แต่ยังจะค่อยๆ “ยกระดับไปตามช่วงจังหวะเวลาที่เหมาะสม”...
นี่...อันนี้นี่แหละที่อาจเป็นตัวสะท้อนให้เห็นถึงความประณีต ละเอียดอ่อน ในความร่วมมือ ร่วมแรง-ร่วมใจ ของบรรดาประเทศซีกโลกใต้ หรือประเทศที่พร้อมจะขับเคลื่อนให้เกิด “ระเบียบโลกแบบใหม่” ภายใต้ความเป็นไปของ “โลกหลายขั้วอำนาจ” อันมิอาจปฏิเสธได้อีกต่อไปแล้ว ไม่ใช่ “โลกขั้วอำนาจเดียว” ที่หันมาใช้ “กฎแห่งป่า” แทนที่ “กฎหมายระหว่างประเทศ” กันในแทบทุกเรื่อง ทุกกรณี ด้วยเหตุนี้...การที่ผู้นำอเมริกาอย่าง “ทรัมป์บ้า” พยายามออกมาให้ “คำตอบ” ต่อตลาดหุ้น ตลาดเงิน ตลาดพลังงาน ฯลฯ ว่า “สงครามอิหร่าน” กำลังใกล้จะจบในเร็วๆ นี้ ไม่ว่าด้วยเหตุผลกลใดก็ตามที พร้อมๆกับการ “ยกหูโทรศัพท์” ไปหาผู้นำรัสเซียประธานาธิบดี “ปูติน” เพื่อปรึกษาหารือในเรื่องสงครามอิหร่านอย่างเป็นการเฉพาะ ตามที่ที่ปรึกษาประธานาธิบดีรัสเซีย “นายYuri Ushakov” ได้ออกมาเปิดเผยช่วงล่าสุด ก็คงแทบไม่ต่างไปจากการไหว้วอน วิงวอน ขอแรงให้ผู้นำรัสเซียช่วย ล ให้กับสงครามที่เกิดจากความบ้า ความเหี้ยม ที่ไร้แผน ไร้ยุทธศาสตร์ มาตั้งแต่แรก...นั่นเอง!!!
แน่ล่ะว่า...ความเป็นไปเช่นนี้ คงไม่อาจเป็นถือ “ชัยชนะของอิหร่าน” เพียงลำพังล้วนๆ แต่อาจต้องถือเป็นชัยชนะของบรรดาประเทศซีกโลกใต้ทั้งปวง หรือของผู้ที่เชื่อมั่นในเส้นทางประวัติศาสตร์ว่าไม่มีโอกาสผันแปรไปเป็นอื่น นอกจากจะต้องเป็นไปในแบบ “โลกหลายขั้วอำนาจ” อย่างมิอาจหลีกเลี่ยงและปฏิเสธได้ โอกาสที่“สันติภาพ” ในตะวันออกกลางจะเริ่มต้นเปิดฉาก เปิดผ้าม่านกั้ง หลังจากไม่เหลือ “ทหารอเมริกัน” หลงเหลืออยู่ในภูมิภาคนี้แม้แต่เพียงรายเดียวอีกต่อไป หลังจากที่ความทะเยอทะยานที่จะทำให้ “The Greater Israel”เป็นจริง-เป็นจังขึ้นมาให้จงได้ ต้องมีอันพังพินาศ ล่มสลาย โดยแทบไม่รู้ว่าแผนที่ประเทศอิสราเอลจะเหลืออยู่มาก-น้อยขนาดไหน? ดูๆ ชักเริ่มสะท้อนให้เห็นถึงความเป็นได้ชัดขึ้นและหนักแน่นยิ่งขึ้น ยิ่งเข้าไปทุกที...


