xs
xsm
sm
md
lg

เขากระโดงกับบททดสอบอนุทิน

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: สุรวิชช์ วีรวรรณ 



ถ้ามองกรณีที่ดินเขากระโดง จังหวัดบุรีรัมย์ให้ลึกกว่าข่าวรายวัน เรื่องนี้ไม่ใช่ข้อพิพาทธรรมดาระหว่างเอกชนกับรัฐ แต่เป็นหนึ่งในคดีที่ดินที่ยืดเยื้อที่สุดของประเทศไทย และสะท้อนปัญหาใหญ่เรื่องทรัพย์สินของรัฐกับอำนาจทางการเมืองได้ชัดที่สุดคดีหนึ่ง 

ที่ดินเขากระโดงเป็นพื้นที่ที่การรถไฟแห่งประเทศไทยอ้างสิทธิมาต่อเนื่องยาวนาน โดยหลักฐานของรัฐระบุว่า พื้นที่บริเวณนี้เป็นส่วนหนึ่งของที่ดินที่ใช้สำหรับกิจการรถไฟตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๕ เมื่อมีการจัดซื้อที่ดินเพื่อสร้างทางรถไฟสายตะวันออกเฉียงเหนือ และต่อมาในสมัยรัชกาลที่ ๖ มีพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินสำหรับการก่อสร้างทางรถไฟสายจากนครราชสีมาไปอุบลราชธานี ซึ่งครอบคลุมพื้นที่บริเวณเขากระโดงไว้ด้วย 

พื้นที่ที่เป็นข้อพิพาทมีประมาณ 5,083 ไร่ อยู่บริเวณแยกเขากระโดงใกล้ตัวเมืองบุรีรัมย์ ซึ่งเดิมถูกใช้เป็นพื้นที่เกี่ยวเนื่องกับกิจการรถไฟ ทั้งในฐานะแหล่งหินสำหรับงานก่อสร้างทางรถไฟและพื้นที่สำรองของระบบราง เมื่อเวลาผ่านไปกลับมีการออกเอกสารสิทธิจำนวนมากทับซ้อนลงบนพื้นที่ดังกล่าว จนกลายเป็นข้อพิพาทที่ลากยาวหลายสิบปี 

จุดสำคัญคือเรื่องนี้ไม่ได้อยู่แค่ในระดับข้อกล่าวหาหรือการตีความของหน่วยงานฝ่ายปกครอง หากมองย้อนกลับไปในมิติทางกฎหมาย ศาลฎีกาได้ตัดสินไว้แล้วในคดีหมายเลขแดงที่ 842–876/2560 และ 8027/2561 ว่าพื้นที่บริเวณทางแยกรถไฟเข้าเขากระโดงเป็นของการรถไฟแห่งประเทศไทย เพราะใช้เป็นทางรถไฟลำเลียงหินสำหรับก่อสร้างทางรถไฟสายหลักมาตั้งแต่แรกเริ่ม ถือเป็นที่ดินของรัฐเพื่อกิจการสาธารณะโดยสมบูรณ์ เอกสารสิทธิที่ออกทับในบริเวณดังกล่าวไม่อาจมีผลผูกพันได้ ศาลจึงสั่งให้เพิกถอนหรือแก้ไขเอกสารสิทธิที่เกี่ยวข้อง และได้มีการดำเนินการแก้ไขไปแล้วในหลายแปลง สิ่งนี้เป็น ชัยชนะที่ชัดเจนของ รฟท.และยืนยันว่ามี “บางส่วน” ของเขากระโดงที่ศาลสูงสุดได้ชี้ขาดไปแล้วว่าเป็นของ รฟท. 

ต่อมาศาลปกครองกลางก็มีคำพิพากษาให้กรมที่ดินต้องดำเนินการตรวจสอบแนวเขตอย่างจริงจัง และตั้งคณะกรรมการสอบสวนตามมาตรา 61 ของประมวลกฎหมายที่ดิน เพื่อพิจารณาว่าเอกสารสิทธิที่ออกในพื้นที่ดังกล่าวทับซ้อนกับที่ดินของการรถไฟฯ หรือไม่ คำพิพากษานี้ทำให้ข้อพิพาทเขากระโดงไม่ใช่เรื่องที่หน่วยงานใดจะหลีกเลี่ยงได้ เพราะศาลกำหนดหน้าที่ของรัฐไว้ชัดเจนว่าต้องดำเนินการตรวจสอบให้ถึงที่สุด 

และล่าสุดเมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้วศาลจังหวัดบุรีรัมย์ (ศาลชั้นต้น) มีคำพิพากษาในคดีหมายเลขดำที่ พE-357/2567 คดีหมายเลขแดงที่ พE544/2568 ซึ่งเป็นคดีที่ การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ฟ้องขับไล่ นางประภาวัลย์ เรืองวงษ์งาม ออกจากที่ดินของ รฟท.บริเวณแยกเขากระโดง และเพิกถอนโฉนดที่ดินและหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) รวม 2 แปลง ที่ออกทับที่ดิน รฟท.ด้วย 

โดยคดีนี้ ศาลจังหวัดบุรีรัมย์ พิพากษาให้เพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ 120612 ต.เสม็ด อ.เมืองบุรีรัมย์ จ.บุรีรัมย์ และ น.ส.3 เลขที่ 424 ต.เสม็ด อ.เมืองบุรีรัมย์ จ.บุรีรัมย์ ซึ่งนางประภาวัลย์เป็นเจ้าของและเป็นผู้มีสิทธิครอบครอง และให้นางประภาวัลย์ รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างพร้อมทั้งขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากที่ดินพิพาท 

แม้ในช่วงหนึ่งฝ่ายที่ดินจะเคยมีความเห็นว่าข้อเท็จจริงบางส่วนยังไม่เพียงพอสำหรับเพิกถอนเอกสารสิทธิทั้งหมด แต่ฝ่ายการรถไฟฯ ไม่ได้หยุดอยู่แค่นั้น เพราะหันมาใช้แนวทางใหม่ คือเดินหน้าฟ้องเป็นรายแปลงแทน โดยเลือกแปลงสำคัญที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงและถูกใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ก่อน 

หนึ่งในนั้นคือโฉนดเลขที่ 3466 และ 8564 ซึ่งอดีตผู้ว่าการ วีริศ อัมระปาล ลงนามเมื่อวันที่ 29 กันยายน 2568 ให้ฝ่ายกฎหมายของการรถไฟฯ ดำเนินการฟ้องเองโดยตรง หลังจากก่อนหน้านั้นเคยยื่นเรื่องให้อัยการสูงสุดดำเนินการแทน แต่ไม่มีความคืบหน้าเพียงพอ และที่ดินแปลงนี้คือที่ตั้งของสนามช้างนั่นเอง 

สาระสำคัญของการตัดสินใจครั้งนั้นอยู่ตรงที่ การรถไฟฯ เลือกใช้สิทธิของหน่วยงานเจ้าของทรัพย์สินรัฐโดยตรง ไม่รอให้กระบวนการทางราชการยืดเยื้ออีกต่อไป เพราะถ้ารัฐยังไม่ฟ้อง ก็เท่ากับปล่อยให้ข้อพิพาทคาราคาซัง และเปิดช่องให้เกิดข้อครหาว่า รัฐไม่กล้าทวงทรัพย์สินของตัวเองกลับคืน 

นี่จึงเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของคดีเขากระโดง เพราะจากเดิมที่เรื่องนี้อยู่ในสภาพ “คดีเชิงนโยบาย” หรือ “ข้อโต้แย้งทางเอกสาร” มานาน กลับกลายเป็นคดีที่เข้าสู่โหมดปฏิบัติจริง คือมีการเลือกฟ้องเฉพาะแปลงสำคัญที่รัฐเห็นว่าต้องเอาให้ชัด 

ปัญหาที่ทำให้เรื่องนี้หนักขึ้น คือพื้นที่บางส่วนที่อยู่ในข้อพิพาท 12 แปลง รวมประมาณ 288 ไร่ อยู่ในบริเวณเดียวกับ ช้างอารีนา และช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต ซึ่งสังคมรับรู้กันดีว่าเกี่ยวข้องกับเครือข่ายธุรกิจและอิทธิพลทางการเมืองของตระกูลชิดชอบ จึงทำให้ข้อพิพาทนี้ไม่ใช่คดีที่ดินธรรมดา แต่กลายเป็นคดีที่มีมิติทางอำนาจซ้อนอยู่เต็มตัว 

ตรงนี้เองที่ทำให้คดีเขากระโดงไม่ใช่แค่เรื่องเอกสารสิทธิอีกต่อไป แต่กลายเป็นคำถามใหญ่ว่า เมื่อทรัพย์สินของรัฐไปทับกับโครงสร้างอำนาจทางการเมือง รัฐจะเดินหน้าได้จริงแค่ไหน 

ปัญหาสำคัญของที่ดินเขากระโดงที่ยังไม่สามารถกลับคืนมาเป็นของแผ่นดินทั้งหมดได้ ก็เพราะที่ผ่านมากระทรวงคมนาคมอยู่ภายใต้อำนาจของพรรคภูมิใจไทยมาเกือบตลอด 

ยิ่งเมื่อสถานการณ์ล่าสุด พรรคภูมิใจไทย ซึ่งกำลังเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล และอนุทิน ชาญวีรกูล ในฐานะหัวหน้าพรรคและรักษาการนายกรัฐมนตรี นำ สส.ไปประชุมในพื้นที่สนามช้าง คำถามเรื่องความเหมาะสมจึงเกิดขึ้นทันที 

ในทางกฎหมาย การไปใช้พื้นที่ยังไม่ใช่ความผิดอัตโนมัติ เพราะคดีแต่ละแปลงยังต้องรอคำพิพากษาถึงที่สุด แต่ในทางหลักธรรมาภิบาล ภาพที่ผู้นำฝ่ายบริหารของประเทศไปใช้พื้นที่ซึ่งหน่วยงานรัฐของตนเองกำลังฟ้องทวงคืน ย่อมทำให้เกิดคำถามเรื่องความเป็นกลางของรัฐอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ 

เพราะนายกรัฐมนตรีมีหน้าที่พิทักษ์ผลประโยชน์ของรัฐ ขณะที่การรถไฟแห่งประเทศไทยก็เป็นหน่วยงานของรัฐเช่นกัน เมื่อรัฐฝ่ายหนึ่งกำลังฟ้องเพื่อยืนยันสิทธิในทรัพย์สินของรัฐ แต่ผู้นำรัฐบาลกลับไปใช้พื้นที่นั้นในเชิงการเมือง ภาพที่เกิดขึ้นคือความคลุมเครือว่า รัฐกำลังยืนอยู่ตรงไหนกันแน่ ระหว่างฝ่ายเจ้าของทรัพย์สินกับฝ่ายผู้ถูกกล่าวหาว่าครอบครอง 

ต่อให้ไม่มีคำสั่งแทรกแซงคดีแม้แต่นิดเดียว แต่เพียงภาพเชิงสัญลักษณ์ก็เพียงพอให้เกิดข้อสงสัยเรื่อง conflict of interest หรืออย่างน้อยที่สุดคือ conflict of perception คือผลประโยชน์ทับซ้อนในสายตาสังคม เพราะคนทั่วไปย่อมตั้งคำถามว่า ถ้าเป็นพื้นที่พิพาทของรัฐจริง เหตุใดผู้นำรัฐบาลจึงไม่รักษาระยะห่าง 

ในประเทศที่ให้ความสำคัญกับมาตรฐานทางการเมืองสูง ผู้นำมักหลีกเลี่ยงทุกพฤติกรรมที่ทำให้สังคมสงสัยว่าตนเองกำลังอยู่ในพื้นที่สีเทาของผลประโยชน์ แม้ยังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุดก็ตาม เพราะความน่าเชื่อถือของตำแหน่งผู้นำไม่ได้ขึ้นอยู่แค่คำว่า “ยังไม่ผิดกฎหมาย” แต่ขึ้นอยู่กับว่าประชาชนเห็นว่ารัฐบาลยืนอยู่ข้างหลักการหรือยืนอยู่ข้างเครือข่ายอำนาจ 

และนั่นคือเหตุผลที่คดีเขากระโดงไม่เคยเป็นเพียงเรื่องที่ดินธรรมดา หากแต่เป็นบททดสอบสำคัญว่า ในประเทศนี้ เมื่อคำพิพากษาศาลเดินมาถึงจุดหนึ่งแล้ว อำนาจรัฐจะเดินต่อให้สุดหรือหยุดอยู่แค่ครึ่งทาง 
 
ติดตามผู้เขียนได้ที่
https://www.facebook.com/surawich.verawan