xs
xsm
sm
md
lg

“น้าชาติ” อาหารความรู้!!! (ตอนที่ 5)

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



“สอดแนมการเมือง”
“ชัชวาลย์ ชาติสุทธิชัย”


ครั้งหนึ่งที่บ้านสามร้อยยอด นครราชสีมา ทีมงานการเมืองได้จัดงานวันเกิดให้กับน้าชาติ ...

ผมกับพี่โต้งได้เดินทางไปร่วมงาน ซึ่งมีชาวบ้านทั่วไปและข้าราชการหลายกระทรวงทบวงกรมมากันมากมาย ด้วยน้าชาติเป็นอดีตนายกรัฐมนตรี และพรรคน้าชาติได้เข้าร่วมกับรัฐบาลนายกฯ พล.อ. ชวลิต ยงใจยุทธ

ผมแยกกับพี่โต้งมาเดินเตร็ดเตร่พูดคุยกับคนนั้นคนนี้ ท่ามกลางบรรยากาศรื่นเริง แต่เดินได้แค่ชั่วครู่ ทส. คนหนึ่งของน้าชาติเดินมาบอกให้ผมไปพบน้าชาติโดยด่วน

ที่ห้องรับแขกบ้านสามร้อยยอด มีน้าชาติ พี่โต้ง และชายคนหนึ่งที่ผมไม่รู้จัก นั่งอยู่ที่นั่นก่อนแล้ว..

“ชัช.. รู้จักกับคุณสราวุธ ผู้ว่าการรถไฟสิ” น้าชาติแนะนำคุณสราวุธ ก่อนจะพูดต่อว่า

“พ่อเรียกชัชกับโต้งมา.. เพราะท่านผู้ว่าฯ สราวุธ เพิ่งกลับจากญี่ปุ่น ท่านผู้ว่าฯ ได้ทราบว่า เดือนหน้าทางญี่ปุ่นจะมอบโบกี้รถไฟ 20 กว่าโบกี้ให้ทางเวียดนามฟรี.. ท่านผู้ว่าฯ อยากได้โบกี้รถไฟเหล่านั้น.. พ่อจึงขอให้โต้งกับชัชเดินทางไปญี่ปุ่น พบกับบริษัทที่ชัชกับโต้งรู้จัก ซึ่งเป็นหุ้นส่วนบริษัทรถไฟญี่ปุ่น ไปขอโบกี้รถไฟที่ญี่ปุ่นจะให้เวียดนาม ขอมาให้ทางไทยแทน” 
ผู้ว่าการรถไฟฯ สราวุธ พูดเสริมน้าชาติทันทีว่า

“คุณโต้ง คุณชัช.. ผมบอกกับท่านนายกฯ ว่า การรถไฟไทยอยากได้โบกี้เหล่านั้นจริงๆ เพราะโบกี้รถไฟ 20 กว่าโบกี้นี้มีห้องน้ำพร้อมทุกโบกี้.. ถ้าเราได้มา ผมจะนำมาปรับปรุงให้บริการประชาชนที่ต้องเดินทางเข้า-ออกรอบชานเมืองกรุงเทพครับ”

“โต้ง-ชัช เรื่องนี้อ้างชื่อพ่อได้เลย ถ้าติดขัดอะไร ก็โทรกลับมาให้พ่อคุยกับทางนั้นเลยก็ได้นะ”

เช้าหลังงานวันเกิด.. น้าชาติเรียกพี่โต้งกับผมไปพบพร้อมกับยื่นถุงสีน้ำตาลให้คนละถุง..

“โต้ง-ชัช.. พ่อแลกเงินญี่ปุ่นให้ชัชกับโต้งใช้ระหว่างเดินทางและทำงานที่ญี่ปุ่น.. ถ้าไม่พอก็โทรมาบอกว่าต้องการอีกเท่าไหร่.. พ่อจะโอนไปให้.. พ่อหวังว่าทั้งสองคนจะเอาโบกี้รถไฟญี่ปุ่นกลับมาเมืองไทยนะ”

คืนนั้น.. ผมนั่งทบทวนคร่าวๆ ถึงบริษัทที่มีหุ้นกับองค์กรรถไฟของญี่ปุ่น “โตเกียวโบอิกิ” เป็นหนึ่งในบริษัทผลิตเหล็กกล้าและมีธุรกิจอีกหลากหลาย ใหญ่เป็นอันดับที่ 25 ของญี่ปุ่น “โตเกียวโบอิกิ” มาเกี่ยวข้องกับไทย ตรงที่บริษัทนี้เป็นผู้ผลิตเหล้าสาเกชื่อดัง ขายในญี่ปุ่น โดยซื้อวัตถุดิบปลายข้าวไทยผ่านมาเลเซีย 
“เอ๊ะ! ทำไมไม่ซื้อปลายข้าวจากไทยโดยตรงล่ะ?” นั่นเป็นคำถามแรกที่พี่โต้งกับผมถามท่านประธานโตเกียวโบอิกิ คำตอบคือ..
“บริษัทฯ กลัวไทยจะทำให้ความลับวัตถุดิบผลิตสาเกรั่วไหล” ท่านประธานฯ ยังเผยอีกว่า
“ทางบริษัทเราซื้อปลายข้าวไทยตั้งแต่สมัยท่านนายกฯ ชาติชายเป็นทูตทหารประจำญี่ปุ่นครับ!”

ประธานบริษัทโตเกียวโบอิกิ เป็นอดีตนักศึกษาฝ่ายซ้ายของญี่ปุ่น ซึ่งพี่โต้งกับผมก็เคยเป็นนักเคลื่อนไหวที่รัฐบาลไทยถือว่าเป็นพวกฝ่ายซ้ายในไทย ดังนั้น พวกเราสามคนจึงพูดคุยกันถูกคอสนิทสนมอย่างรวดเร็วเป็นพิเศษ

คราวที่น้าชาติเดินทางไปพบเพื่อนที่เป็นนายกฯ ญี่ปุ่นเป็นการส่วนตัว ครั้งนั้นประธานบริษัทโตเกียวโบอิกิ ได้ติดต่อขอให้พี่โต้งและผมช่วยประสานให้ได้พบกับน้าชาติ แต่บริษัทมิตซูบิชิที่ซื้อหุ้นบริษัทโตเกียวโบอิกิมากถึง 50% ไม่ยอมให้ประธานโตเกียวโบอิกิพบกับน้าชาติ

ก่อนอื่น ต้องทำความเข้าใจว่า ทำไมมิตซูบิชิจึงต้องกีดกันโตเกียวโบอิกิ ก็เพราะผู้นำโตเกียวโบอิกิเคยเป็นผู้นำนักศึกษาฝ่ายซ้ายในญี่ปุ่น และทำธุรกิจช่วยเหลือประเทศสังคมนิยมใหม่ทั้ง รัสเซีย-จีน-เกาหลีเหนือ ฯ เช่น นำอาหารไปช่วยเหลือ
เกาหลีเหนือ แลกเปลี่ยนกับสินค้าที่เกาหลีเหนือผลิต หรือการเป็นตัวแทนจำหน่ายรถโตโยต้ารายเดียวในจีน ทำให้ธุรกิจเติบโตเร็วมากและมีแนวโน้มจะขยายใหญ่มากขึ้นนั่นเอง

ผู้บริหารมิตซูบิชิจึงกีดกันประธานโตเกียวโบอิกิ ไม่ให้พบกับน้าชาติ ด้วยกลัวว่าประธานโตเกียวโบอิกิจะมีเครือข่ายใกล้ชิดสนิทสนมกับนักการเมืองใหญ่ระดับนายกฯ ของชาติไทย

ครั้งนั้นพี่โต้งกับผมได้ช่วยจนมิตซูบิชิขวางทีมงานประธานบริษัทโตเกียวโบอิกิไม่ได้ ประธานโตเกียวโบอิกิกับน้าชาติได้พบปะพูดคุยอย่างเป็นกันเอง ทำให้ประธานโตเกียวโบอิกิเอ่ยปากว่า “การพบกับน้าชาติที่ญี่ปุ่นครั้งนั้น ถือเป็นบุญคุณและเป็นเกียรติอย่างสูงของโตเกียวโบอิกิ คุณโต้ง คุณชัชครับ.. วันหน้าถ้ามีอะไรให้ทางเราช่วยไทยก็บอกพวกเรามาได้เลยนะครับ”

เวลานั้นบริษัทโตเกียวโบอิกิเป็นหนึ่งในผู้ผลิตเหล็กกล้าของญี่ปุ่น และเป็นหุ้นส่วนกับบริษัทรถไฟความเร็วสูงชินคันเซน และการรถไฟญี่ปุ่นอีกด้วย นอกจากนี้ ยังทำธุรกิจช่วยเหลือประเทศด้อยพัฒนาในลักษณะกึ่ง“บาร์เตอร์เทรด”ด้วย

การพบกันครั้งนั้น ประธานบริษัทโตเกียวโบอิกิยังได้ขอให้ช่วยปราบ “ขบวนการแมวน้ำ” ที่มักจะขโมยปลายข้าวของบริษัทโตเกียวโบอิกิช่วงขนส่งทางน้ำ จากจังหวัดนครสวรรค์มากรุงเทพ ก่อนส่งต่อไปยังมาเลเซีย ซึ่งทำให้โตเกียวโบอิกิต้องสูญเสียกำไรต่อปีไปไม่น้อย

ครั้งนั้น.. ผมได้โทรศัพท์ทางไกลจากโตเกียวถึง พล.ต.ท. สล้าง บุนนาค ที่น้าชาติแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 ปรึกษาถึงเรื่องเดือดร้อนจาก “ขบวนการแมวน้ำขโมยปลายข้าว” ที่บริษัทญี่ปุ่นซื้อและขนส่งสินค้าทางน้ำ

“พี่สล้าง”ได้เสนอขอให้โตเกียวโบอิกิตั้งงบพิเศษปราบปราม “กลุ่มแมวน้ำหัวขโมย”ในครั้งนั้น 1 ล้านบาท เป็นค่าใช้จ่ายให้ตำรวจเกาะติดดูแลการขนส่งปลายข้าวทางน้ำ ประธานโตเกียวโบอิกิได้เพิ่มวงเงินให้ตำรวจดำเนินการเป็นเงิน 2 ล้านบาท!
ผลงานของ “พี่สล้าง” ในเรื่องนี้ ประธานโตเกียวโบอิกิพออกพอใจอย่างมาก เพราะได้โทรศัพท์บอกกับทางเราในภายหลังว่า “ขอบคุณคุณโต้ง-คุณชัช และท่านนายกฯ ชาติชาย ที่ช่วยเราในเรื่องนี้ ปีที่ผ่านมาเราจึงมีกำไรเพิ่มขึ้นครับ!”

วันถัดมา.. พี่โต้งกับผมนั่งสายการบินแจแปนแอร์ไลน์ ที่น้าชาติเตรียมให้ ไปลงที่ชานกรุงโตเกียว.. ก่อนเดินทางเข้าที่พักที่โรงแรมอิมพีเรียล โดยได้นัดหมายประธานบริษัทโตเกียวโบอิกิมาพบ และร่วมรับประทานอาหารเช้าในวันรุ่งขึ้นที่โรงแรม

เที่ยงวันรุ่งขึ้น ประธานโตเกียวโบอิกินำผมกับพี่โต้งไปรับประทานอาหารเที่ยงที่ภัตตาคารหรูในวัง 3 ฤดู ซึ่งเป็นวังเก่ากลางสวนสวยของญี่ปุ่น มื้อนั้นมีแต่เมนู “ปลาปักเป้า” ล้วนๆ โดยเชฟปลาปักเป้าได้นำเอกสารรับรองจากทางการญี่ปุ่นมาให้พี่โต้งกับทีมเราดู ก่อนจะทำหน้าที่เชฟ เพราะการทำปลาปักเป้าต้องเอาพิษปลาออกให้ถูกต้องตามหลัก มิฉะนั้นผู้บริโภคอาจถึงตายได้ เมนูมีทั้งเนื้อปลาปักเป้าดิบ แกงจืดปลาปักเป้า ปลาปักเป้านึ่ง และอื่นๆ

เมื่อประธานบริษัทโตเกียวโบอิกิ ถามถึงภารกิจการมาในครั้งนี้ พี่โต้งได้รายงานการมาขอโบกี้รถไฟ 20 กว่าโบกี้ให้ทราบ

ประธานโตเกียวโบอิกิ ตอบพวกเราว่า “บอกท่านนายกฯ ชาติชายเลยว่า ได้ครับ!.. แต่ต้องขนโบกี้ทั้งหมดออกจากญี่ปุ่นก่อนสิ้นเดือนนะคุณโต้ง”

พอข่าวดีนี้ถึงหูน้าชาติ พี่โต้งก็กระซิบกับผมว่า.. “ชัช.. พ่อบอกให้ขอยืมเงินเขาสัก 100 ล้านบาท ราว 1 ปี เพื่อนำมาใช้ลดความกว้างขนาดของโบกี้ที่จะวิ่งในรางประเทศไทย ซึ่งเล็กกว่าขนาดรางที่ญี่ปุ่น เพราะงบประมาณกระทรวงคมนาคมเราไม่เหลือแล้ว”

หลังฟังเรื่องนี้ ประธานโตเกียวโบอิกิ นิ่งไปชั่วครู่ ก่อนจะโทรถึงฝ่ายบัญชีโตเกียวโบอิกิและพูดว่า

“คุณโต้งบอกกับท่านนายกฯ ชาติชายว่า โอเคครับ แต่ต้องคืนเงินเราภายใน 1 ปีนะครับ มีอะไรอีกไหมครับ?.. ถ้าไม่มีพวกเรามาร่วมรับประทานอาหารกันเลยดีกว่า”

ท่านประธานบริษัทโตเกียวโบอิกิ พูดกับคณะของพวกเราด้วยไมตรีจิตอย่างกระตือรือล้น..

มิตรภาพไทย-ญี่ปุ่น เกิดขึ้นและเบ่งบานอีกครั้ง ด้วย “ปลาปักเป้า” ใน “ภัตตาคารวังเก่า 3 ฤดู”!!!