ในระบอบประชาธิปไตยสมัยใหม่ “ความชอบธรรม” ตั้งอยู่บน “หลักนิติรัฐ” และหลักนิติรัฐมิได้หมายถึงเพียงการมีตัวบทกฎหมาย หากคือการที่กฎหมาย “ถูกบังคับใช้” โดยเสมอภาค คาดการณ์ได้ และปราศจากการเลือกปฏิบัติ
รัฐธรรมนูญไทยได้ยกระดับ “มาตรฐานทางจริยธรรม” ของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ให้เป็นกลไกทางกฎหมาย มิใช่เพียงบรรทัดฐานทางสังคม นั่นหมายถึงว่า จริยธรรมถูกทำให้เป็นส่วนหนึ่งของ “โครงสร้างนิติรัฐ” แล้ว เมื่อเป็นเช่นนี้ การบังคับใช้จึงต้องสอดคล้องกับหลักความเสมอภาคต่อหน้ากฎหมายอย่างเคร่งครัด
อย่างไรก็ตาม ประสบการณ์ทางการเมืองไทยในช่วงที่ผ่านมา กลับสะท้อนความตึงเครียดระหว่าง “หลักการ” กับ “การใช้หลักการ” ของผู้บังคับใช้กฎหมาย
กรณี “พิชิต ชื่นบาน” ถูกตรวจสอบอย่างเข้มข้นจากเหตุการณ์ “ถุงขนม” ที่มองว่ากระทบมาตรฐานทางจริยธรรม จนส่งแรงสะเทือนไปถึงความชอบธรรมของนายกรัฐมนตรี ทำให้ “เศรษฐา ทวีสิน” ต้องหลุดจากตำแหน่ง
ในอีกมิติหนึ่ง กรณีการติดต่อสื่อสารระหว่าง “แพทองธาร ชินวัตร” กับลุง “ฮุน เซน” ถูกยกระดับเป็นคำถามทางจริยธรรมที่ก่อเกิดการถกเถียงในสังคม แม้จะเป็นประเด็นเชิง “ความเหมาะสม” และ “การตีความ” มากกว่าจะเป็นข้อเท็จจริงทางอาญา กระนั้นตำแหน่งนายกรัฐมนตรีก็กระเทือน
สองกรณีนี้แสดงให้เห็นว่า “จริยธรรม” สามารถถูกใช้เป็นฐานในการตรวจสอบ และส่งผลทางการเมืองได้อย่างรุนแรง
แต่เมื่อย้อนกลับมาที่กรณีของ “ธรรมนัส พรหมเผ่า” ซึ่งเคยมีประเด็นต้องคำพิพากษาให้จำคุกในต่างประเทศ และศาลรัฐธรรมนูญไทยได้วินิจฉัยในประเด็นว่า “ไม่ขาด” คุณสมบัติของการลงสมัครเป็น สส. ไปแล้ว กลับไม่ปรากฏความพยายามอย่างเป็นระบบอีกเลยจากพรรคการเมืองที่กระเหี้ยนกระหือรือในตอนนั้น หรือกลไกการตรวจสอบ ที่จะทำให้ “มาตรฐานจริยธรรม” ในกรณีนี้ “กระจ่างชัด” ในเชิงหลักการต่อสาธารณะ
การจะทำให้ประเด็น “แป้ง” ได้ถึงที่สุด จึงไม่ใช่การย้อนตัดสินคดีในอดีต และไม่ใช่การกล่าวโทษที่ตัวบุคคล แต่คือ “คำถามเชิงนิติรัฐ” ว่า เหตุใด “มาตรฐานทางจริยธรรม” จึงถูกนำมาใช้อย่างเข้มข้นในบางกรณี แต่กลับถูกเมินเฉย และถูกทำให้เงียบในบางกรณี
หลัก “ความเสมอภาค” ต่อหน้ากฎหมายกำหนดว่า บุคคลในสถานการณ์ที่มีสาระสำคัญใกล้เคียงกัน ต้องได้รับการปฏิบัติภายใต้หลักเกณฑ์เดียวกัน หากมาตรฐานทางจริยธรรมถูกใช้แบบเลือกจังหวะ เลือกคน ย่อมเกิดภาวะ “selective enforcement” ซึ่งเป็น “ภัยเงียบ” ต่อหลักนิติรัฐ เพราะมันทำให้กฎหมายกลายเป็นเครื่องมือทางอำนาจ ที่ถูกมองได้ว่า “เลือกปฏิบัติ” อย่างไม่มีมาตรฐาน นำมาใช้ฟาดฟันเพื่อผลประโยชน์ส่วนตน มากกว่าจะเป็น “กติกากลาง” ที่ใช้เป็นบรรทัดฐานอย่างสุจริต
ผลเสียที่ร้ายแรงที่สุด ไม่ใช่การที่นักการเมืองคนหนึ่งได้ดำรงตำแหน่งต่อไป แต่คือการที่ประชาชนเริ่มเชื่อว่า กฎหมายไม่ได้มีไว้ใช้กับทุกคนเท่าเทียมกัน
เมื่อความเชื่อเช่นนี้ฝังราก ความชอบธรรมของทั้งระบอบจะถูกบั่นทอนอย่างต่อเนื่อง เพราะ legitimacy ในทางรัฐศาสตร์มิได้เกิดจากตัวบท หากแต่เกิดจากการที่ประชาชนยอมรับว่ากติกาถูกใช้โดยเป็นธรรม
ความเงียบไม่ใช่ความเป็นกลาง และการหลีกเลี่ยงปัญหาก็ไม่ใช่ความยุติธรรม
สังคมไทยจำเป็นต้องเลือกว่าจะให้ “จริยธรรมทางการเมือง” เป็นหลักการที่มีผลผูกพันจริง หรือเป็นเพียงเครื่องมือในเกมอำนาจระยะสั้น เพราะการเมืองอาจต่อรองกันได้ แต่หลักนิติรัฐไม่อาจอยู่ได้ด้วยการเลือกใช้
การทำให้กรณี “ธรรมนัส” กระจ่าง จึงไม่ใช่การทำลายใคร แต่คือการ “ปกป้อง” หลักการที่สูงกว่าตัวบุคคล และในระยะยาว ไม่มีสิ่งใดทำลายประเทศได้รุนแรงเท่ากับการที่ประชาชนหมดศรัทธาว่ากฎหมายถูกใช้โดยไม่เสมอภาค
รศ.ดร.บุญส่ง ชเลธร
สถาบันรัฐประศาสนศาสตร์ฯ มหาวิทยาลัยรังสิต


