xs
xsm
sm
md
lg

อนุรักษนิยมไม่ใช่ความล้าหลัง

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: สุรวิชช์ วีรวรรณ



การเลือกตั้งครั้งนี้ ก่อนถึงวันลงคะแนนจริง ใครต่อใครแทบเชื่อเหมือนกันหมดว่า ไม่มีอะไรหยุดกระแสของพรรคส้มได้แล้ว นักวิชาการ คนดัง อินฟลูเอนเซอร์ ไปจนถึงคนในแวดวงสื่อจำนวนไม่น้อยออกมาเชียร์กันเต็มที่ บรรยากาศตอนนั้นเหมือนผลเลือกตั้งถูกเขียนเอาไว้ล่วงหน้าแล้ว ว่าสายลมแห่งการเปลี่ยนแปลงมาถึงเสียที และยุคของอนุรักษนิยมกำลังจะจบลง

ถ้าพรรคส้มไม่ชนะและยังปล่อยให้ประเทศอยู่ในมือนักการเมืองกลุ่มเดิม ประเทศทั้งประเทศจะพังทลายและล่มสลาย มันเกือบทำให้คนส่วนใหญ่เชื่ออย่างนั้นจริงๆ ว่าถ้ายังคนเดิมทำเหมือนเดิมประเทศมันก็ยังเหมือนเดิม แม้เรายังไม่รู้ว่า ประเทศที่พวกเขาคาดหวังจะพาไปข้างหน้าจะเป็นแบบไหน แม้ว่า เป้าหมายที่เขาคิดไว้มันอาจจะดี แต่ไม่รู้หรอกว่าผลลัพธ์และปลายทางจะเป็นเช่นนั้นหรือไม่

แน่นอนประเทศนี้ถูกฟ้องด้วยดัชนีคอร์รัปชันว่า มันอยู่ในอาการที่โคม่าที่ต้องการการแก้ไขอย่างเร่งด่วน แก้แบบเก่าไม่ได้แล้ว แต่ต้องเปลี่ยนแปลงวิธีการมากกว่าการทำแบบเดิมๆ มันกำลังกลายเป็นมะเร็งร้ายที่รักษาไม่หาย ถ้าเป็นมนุษย์คนหนึ่งมันต้องเปลี่ยนแปลงการใช้ชีวิตใหม่ก็อาจจะทำได้ แต่นี่เป็นประเทศที่มีประวัติศาสตร์และวิวัฒนาการมันคงจะรื้อสร้างในชั่วข้ามคืนไม่ได้แน่ ไม่ใช่การปฏิเสธว่าหนทางนั้นไม่ดี

แต่กระแสที่เชี่ยวกรากของพวกเขา ทำให้หลายคนเชื่อจริงๆ ว่าหลังเลือกตั้ง ประเทศนี้จะถูกส่งต่อไปอยู่ในมือของคนรุ่นใหม่ และโครงสร้างเดิมๆ กำลังจะถูกเปลี่ยนครั้งใหญ่แต่พอผลออกมา เรื่องกลับไม่เป็นแบบนั้นชัยชนะกลับไปอยู่กับฝ่ายที่ถูกเรียกว่าอนุรักษนิยม คนจำนวนมากเลือกเทคะแนนให้พรรคภูมิใจไทย จนกลายเป็นกำแพงรับคลื่นการเมืองลูกใหม่เอาไว้ได้อย่างที่หลายคนไม่คาดคิด

การเลือกตั้งครั้งนี้เลยไม่ใช่แค่เรื่องว่าใครชนะหรือแพ้ แต่มันเหมือนการชนกันของวิธีมองโลกสองแบบ แบบหนึ่งเชื่อว่าประเทศต้องเปลี่ยนเร็ว ยิ่งเร็วเท่าไรยิ่งดี อีกแบบหนึ่งไม่ได้ปฏิเสธการเปลี่ยนแปลง แต่รู้สึกว่าการเดินเร็วเกินไปอาจทำให้สังคมสะดุดล้มได้เหมือนกัน

ปัญหาคือ ทุกวันนี้คำว่า “อนุรักษนิยม” ถูกพูดถึงเหมือนเป็นคำด่า โดยเฉพาะในหมู่คนรุ่นใหม่ที่มองคนรุ่นเก่า หลายคนเข้าใจว่ามันหมายถึงความล้าหลัง การยึดติดอดีต หรือการไม่ยอมให้ประเทศก้าวไปข้างหน้าแต่เอาเข้าจริง มันไม่ใช่แบบนั้นเลย

อนุรักษนิยมไม่ได้บอกว่าอย่าปรับเปลี่ยนอะไร เพียงแต่ตั้งคำถามว่า การเปลี่ยนแปลงนั้นจำเป็นต้องรื้อทุกอย่างจริงหรือไม่ สิ่งที่สังคมใช้มาได้นาน ไม่ว่าจะเป็นสถาบัน วัฒนธรรม หรือกติกาบางอย่าง มันอยู่รอดมาได้เพราะผ่านการลองผิดลองถูกของคนหลายรุ่น ไม่ใช่อยู่ดีๆ ก็เกิดขึ้นมา

การรักษาบางอย่างเอาไว้ จึงไม่ใช่การหวงอดีต แต่เป็นการกันไม่ให้สังคมต้องเริ่มต้นจากศูนย์ทุกครั้งที่อารมณ์ทางการเมืองเปลี่ยนประวัติศาสตร์โลกสอนเรื่องนี้มาหลายครั้งแล้ว การเปลี่ยนแบบหักดิบ ฟังดูดีในตอนเริ่มต้น แต่บ่อยครั้งกลับทิ้งความขัดแย้งเอาไว้ยาวนานกว่าที่คิดสังคมมนุษย์ไม่ได้สมบูรณ์แบบ คนก็ไม่ได้มีเหตุผลตลอดเวลา เพราะแบบนั้นเอง กติกาและสถาบันจึงมีไว้ค้ำไม่ให้สังคมแกว่งไปตามอารมณ์ของคนแต่ละยุค

จริงๆ แล้วแนวคิดอนุรักษนิยมสอดคล้องกับหลัก “ปัจจุบันสมัย” ในพุทธศาสนาซึ่งไม่ได้หมายถึงการตัดขาดจากอดีตหรือไม่วางแผนอนาคต แต่หมายถึงการมีสติรู้เท่าทันสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้าไม่ปล่อยให้ความหลงในอุดมคติหรือความโกรธต่ออดีตนำพาการตัดสินใจของเราไปสู่ความสุดโต่งการอยู่กับปัจจุบันสมัยจึงคือการรับรู้ความจริงของโลกตามที่มันเป็นไม่ใช่ตามที่เราอยากให้มันเป็น

ในความหมายนี้เองอนุรักษนิยมจึงอาจกล่าวได้ว่าคือการเมืองของ “ปัจจุบันสมัย” เพราะมันยอมรับการเปลี่ยนแปลงแต่ไม่หลงใหลการเปลี่ยนแปลงจนลืมผลกระทบต่อสังคมโดยรวมไม่รีบรื้อทำลายสิ่งเดิมเพียงเพราะมันเก่าและไม่ปฏิเสธสิ่งใหม่เพียงเพราะมันใหม่

ในสังคมไทย แนวคิดแบบอนุรักษนิยมจึงผูกอยู่กับสถาบันหลัก ไม่ว่าจะเป็นชาติ ศาสนา ครอบครัว หรือพระมหากษัตริย์ หลายคนอาจไม่ชอบ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าสิ่งเหล่านี้ทำหน้าที่เป็นโครงยึดสังคมมาเป็นเวลานานการปฏิรูปทำได้เสมอ แต่คำถามคือ เรากำลังซ่อมบ้าน หรือกำลังทุบบ้านทั้งหลังเพื่อจะเปลี่ยนหน้าต่างที่ผุพัง

เพื่อนคนหนึ่งเล่าให้ฟัง หลังพรรคส้มแพ้เลือกตั้ง ลูกของเขาถามขึ้นมาว่า “เมื่อไหร่คนรุ่นพ่อจะตายไปหมด”
ฟังแล้วมันเงียบไปพักใหญ่ เพราะนี่ไม่ใช่แค่เรื่องการเมือง แต่มันคือช่องว่างระหว่างคนต่างรุ่นที่เริ่มมองกันเหมือนอยู่คนละโลก บางทีเราอาจกำลังพูดกันคนละภาษา

มีคำพูดของนักประวัติศาสตร์ท่านหนึ่งที่ผมหยิบมาอ้างบ่อยๆ ว่า ถ้าอายุยี่สิบแล้วยังไม่เป็นสังคมนิยม แสดงว่าไม่มีหัวใจ แต่ถ้าอายุสี่สิบแล้วยังเป็นสังคมนิยมอยู่ แสดงว่าไม่มีสมองคำพูดนี้ผมนำมาใช้บ่อยในการเขียนบทความไม่ใช่เพื่อยืนยันความถูกต้องของตัวเอง แต่เพื่อจะบอกว่า กาลเวลามันจะค่อยๆ กล่อมเกลาให้เราเข้าใจความเป็นจริง เพราะตอนเด็กๆ ผมก็เป็นคนเร่าร้อนที่ครูทั้งโรงเรียนรู้กันดี

แน่นอน มันไม่จริงกับทุกคน แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเมื่อคนอายุมากขึ้น หลายอย่างที่เคยมองง่ายในวัยหนุ่มสาวเริ่มซับซ้อนขึ้น โลกไม่ได้ขาวหรือดำอย่างที่เคยคิด

ขณะเดียวกัน ก็มีผู้ใหญ่บางคนที่ยังยึดติดกับความคิดเดิมอย่างแน่นแฟ้นยังถือคัมภีร์มาร์กซ์เหมือนจรัล ดิษฐาอภิชัย ขณะที่บางคนดูเหมือนต้องยืนอยู่ข้างการเคลื่อนไหวของคนรุ่นใหม่ เพื่อพิสูจน์ว่าตัวเองยังไม่ตกยุค และกลับหันไปมองคนวัยเดียวกันที่มีความคิดอนุรักษนิยมเหมือนเป็นศัตรูเสียเอง

แน่นอนวันหนึ่งของคนรุ่นเก่าก็จะจากไป คนรุ่นใหม่วันนี้ก็จะกลายเป็นคนรุ่นเก่าในวันข้างหน้าอยู่ดี มีคนรุ่นใหม่เกิดขึ้นมาและยังท้าทายความคิดของคนรุ่นเก่าเหมือนเดิม ความคิดของคนสองรุ่นยังคงปะทะกัน และคนรุ่นเก่าที่เคยเป็นคนรุ่นใหม่จะเข้าใจคนรุ่นเก่าที่จากไปแล้ว การเห็นต่างเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้และจะเป็นเช่นนี้เสมอ แต่คำถามว่า เราจะทำอย่างไรไม่ให้สังคมเราเกิดความรุนแรงจากความแตกต่างทางความคิด

ปัญหาของยุคนี้จึงอาจไม่ใช่ความคิดก้าวหน้า แต่คือการทำให้คนเชื่อว่า คนที่คิดต่างคืออุปสรรคของอนาคตทั้งที่จริงแล้ว อนุรักษนิยมไม่ได้ปฏิเสธอนาคตเลย มันแค่พยายามให้อนาคตเดินต่อบนบทเรียนที่สังคมเคยจ่ายราคามาแล้ว

ผมเชื่อว่าโลกต้องเดินไปข้างหน้า เข็มนาฬิกาไม่เคยหยุดนิ่ง การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นทุกยุคทุกสมัย เราไม่มีทางย้อนอดีต และก็หยุดปัจจุบันเอาไว้ไม่ได้อนาคตอยู่ข้างหน้าเสมอ แม้เราไม่มีวันไปถึงมันจริงๆ

เพราะแบบนั้นเอง ทางออกอาจไม่ใช่การรีบทุบทุกอย่างเพื่อไปให้ถึงวันพรุ่งนี้ให้เร็วที่สุด แต่อาจเป็นการอยู่กับปัจจุบันให้เข้าใจ ยอมรับการเปลี่ยนแปลงที่ค่อยเป็นค่อยไป ปรับสิ่งที่ควรปรับ โดยไม่ทำลายรากฐานที่ทำให้สังคมยังยืนอยู่ได้

ติดตามผู้เขียนได้ที่
https://www.facebook.com/surawich.verawan