รศ.ดร.อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์
สาขาวิชาวิทยาการข้อมูลเชิงสถิติ สาขาวิชาพลเมืองวิทยาการข้อมูล
สาขาวิชาปัญญาและการวิเคราะห์ธุรกิจ สาขาวิชาวิทยาการประกันภัยและการบริหารความเสี่ยง
คณะสถิติประยุกต์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์
ประเทศไทยเจอภัยความมั่นคงจากโลกออนไลน์เป็นปัญหาหลัก
หนึ่ง ปฎิบัติการจิตวิทยา (Psychological operations) ที่ชาติมหาอำนาจคือสหรัฐอเมริกาได้ถ่ายทอดวิชาให้กับกองทัพไทยเมื่อห้าสิบปีก่อน ที่มีทั้ง ปจว. ขาว-เทา-ดำ (White-grey-black PsyOps) ที่เคยปฏิบัติการเฉพาะบนโลกออฟไลน์ได้เปลี่ยนไปเป็น ปฏิบัติการจิตวิทยาไซเบอร์ (Cyber psychological operations) ดังที่ใช้ในฟิลิปปินส์จน มาร์กอส บองบอง จูเนียร์ ลูกชายของ เฟอร์ดินันด์และอีเมลดา มาร์กอส สามารถกลับมาครองตำแหน่งประธานาธิบดี ชนะเลือกตั้ง โค่นล้มดูเออร์เต้ ผู้สั่งให้ฐานทัพสหรัฐอเมริกาย้ายออกไปจากฟิลิปปินส์ หลังบองบองชนะเลือกตั้งเพียงสาม-สี เดือน สหรัฐอเมริกาก็ได้กลับมาตั้งฐานทัพในฟิลิปปินส์เหมือนอย่างเดิม อันแสดงให้เห็นว่า Cyber psychological operations เป็นเครื่องมืออันทรงพลังในการเปลี่ยนภูมิรัฐศาสตร์ ของชาติมหาอำนาจ ชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งคือ Information operations หรือ IO หรือ ห้องรบไซเบอร์ (Cyber warroom)
สอง สแกมเมอร์ เกลื่อนประเทศไทย ทั้งโดยทุนจีน-เกาหลี-รัสเซีย-ไทย ที่ตั้งซ่องโจรในกัมพูชา พม่า และลาว หลอกลวงคนไปทั่วโลก
สาม การหลอกลวงหรือฉ้อโกงในการค้าอิเล็กทรอนิกส์ (e-commerce) ที่มีอยู่ในแทบทุก platform และเกิดปัญหามีผู้เสียหายจำนวนมากมาย
สี่ บ่อนพนันออนไลน์ ที่แทบทำให้บ่อนจริง มีที่ตั้งทางกายภาพ ซบเซาลงไป แม้กระทั่งผู้สมัคร สส. หลายพรรคก็ทำอาชีพนี้ ทำให้เกิดความเสียหายหนักมาก
ห้า บัญชีม้า เปิดกันอย่างมากมาย เพื่อใช้ในการฟอกเงินในการทำผิดกฎหมาย
ปัญหาห้าปัญหานี้ไม่ได้สามารถแก้ไขได้ในคราวเดียว แต่น่าจะบรรเทาปัญหาลงไปได้มากหากได้ดำเนิน 4 มาตรการที่นำเสนอนี้
มาตรการที่หนึ่ง ใช้มาตรการทางภาษีให้บริษัทที่ให้บริการ social media และ e-commerce ทั้งหมดจดทะเบียนนิติบุคคลในประเทศไทยเพื่ออยู่ภายใต้กฎหมายไทย
ปัญหาใหญ่ประการหนึ่งของประเทศไทยคือ platform ออนไลน์และการค้าอิเล็กทรอนิกส์ ไม่ยอมจดทะเบียนนิติบุคคลในประเทศไทย แต่ไปจดทะเบียนรับรู้รายได้ (Revenue realization) ในประเทศที่ยกเว้นภาษีสำหรับดิจิทัลและการค้าอีเล็คทรอนิกส์ เช่น ไอร์แลนด์ เป็นต้น
ทำให้ส่งผลกระทบต่อประเทศไทยดังนี้
หนึ่ง กรมสรรพากรเก็บภาษีเงินได้นิติบุคคลจากกิจการ platform สื่อสังคมออนไลน์และการค้าอิเล็กทรอนิกส์ไม่ได้
สอง กรมศุลกากรก็เก็บภาษีไม่ได้ เพิ่งออกกฎใหม่จะเก็บภาษีแล้วก็ตาม
สาม กิจการเหล่านี้ไม่ได้จดทะเบียนในประเทศไทย ไม่อยู่ภายใต้กฎหมายไทย ไม่อยู่ภายใต้ พรบ. คอมพิวเตอร์ การคุ้มครองผู้บริโภคก็ทำได้ยาก อาชญากรรมออนไลน์ เช่นการฉ้อโกงก็สูง
สี่ กิจการ platform และการค้าอิเล็กทรอนิกส์ในประเทศไทยก็ไม่แจ้งเกิด
แต่การบังคับให้กิจการสื่อสังคมออนไลน์และการค้าอิเล็กทรอนิกส์มาจดทะเบียนนิติบุคคลเพื่อให้อยู่ภายใต้บังคับของกฎหมายไทยนั้นไม่สามารถทำได้โดยง่าย เพราะจะกลายเป็นการกีดกันทางการค้า
เราคงทำแบบอินโดนีเซีย หักดิบไม่ได้ เช่น อ้างว่าไม่ทำตามกฎหมายอิสลาม แล้วสั่งปิด platform ไปเจ็ดวัน เท่านั้นแหละครับ ทุกเจ้าคลานเข่ามาจดทะเบียนนิติบุคคลในอินโดนีเซียทันที
วิธีการแบบไทยอาจจะต้องละมุนละม่อมกว่า
หนึ่ง กรมสรรพากร แค่ออกประกาศฉบับเดียว ว่าหากใครจะทำการตลาดดิจิทัล จ่ายค่าโฆษณาออนไลน์ หากเป็นนิติบุคคลที่จดทะเบียนในประเทศไทยจะหักเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีได้ 1.2 เท่า ถ้านิติบุคคลที่ให้บริการออนไลน์นั้นจดทะเบียนในต่างประเทศหักเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีได้ 1 เท่า (เท่าที่จ่าย) เท่านี้ก็มิได้เป็นการรังแกบริษัทต่างชาติ แต่ให้ favor กับนิติบุคคลต่างชาติที่ยอมมาจดทะเบียนในไทย แต่ไม่ห้ามดำเนินกิจการในต่างประเทศตามเดิม แต่ถ้าอยากให้ลูกค้าหักค่าใช้จ่ายทางบัญชีได้มากขึ้น 20% ก็ต้องมาจดทะเบียนนิติบุคคลในประเทศไทย แล้วก็ต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลและภาษีอื่น ๆ ให้เต็มเม็ดเต็มหน่วย
สอง กรมสรรพากร แค่ออกประกาศฉบับเดียวเช่นกัน ว่าหากบุคคลธรรมดา ต้องการหักลดหย่อน จากการซื้อสินค้าออนไลน์ได้ 1.2 เท่า ต้องซื้อจาก platform หรือกิจการที่จดทะเบียนนิติบุคคลในประเทศไทยเท่านั้น ไม่เช่นนั้นก็หักลดหย่อนได้ 1 เท่า เช่นเดิม หากซื้อของจาก platform ต่างชาติ ทีจดทะเบียนในต่างประเทศ อันนี้ระบบ e-tax invoice จะช่วยได้ และเข้ามายัง D my tax อยู่แล้ว ทำให้สามารถจูงใจให้กิจการค้าออนไลน์ทั้งหมด มาจดทะเบียนในประเทศไทยทันที
สองวิธีการนี้ ไม่ได้กีดกันทางการค้า ไม่ได้เลือกปฏิบัติ แต่ส่งเสริมให้กิจการในประเทศเติบโต พอมาจดทะเบียนในไทย โดยที่เราไม่ได้ออกกฎหมายบังคับ เดี๋ยวก็มาเอง เพราะคนจ่ายเงิน ไม่ว่าจะ หนึ่ง นิติบุคคลที่จะจ่ายเงิน หรือสอง บุคคลธรรมดาที่จะจ่ายเงิน ต่างต้องการบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีได้เพิ่มขึ้นหรือหักเป็นค่าลดหย่อนได้เพิ่มขึ้น
สองมาตรการนี้ จะทำให้เงินไม่รั่วไหล ออกนอกประเทศ เก็บภาษีได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย ต้องปฏิบัติตามกฎหมายไทย และลดปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ลงไปได้ด้วย และจะทำให้ขอความร่วมมือในการปิดกั้นตาม พรบ. คอมพิวเตอร์ 2560 มาตรา 20 ทำได้ง่ายขึ้นมาก เพราะอยู่ภายใต้บังคับของกฎหมายไทยแล้ว
มาตรการที่สอง การออกกฎหมายให้การลงทะเบียนสื่อสังคมต้องใช้บัตรประชาชนที่จะทำให้การติดตามอัตลักษณ์ของบุคคลทำได้
ในโลกออนไลน์ การลงทะเบียนเปิดบัญชีสื่อสังคม ไม่ต้องมีการระบุตัวตน ทำให้เกิดตัวอวตาร (Avatar) และแอคเคานท์หลุม เป็นจำนวนมาก รวมไปถึงการใช้ Robot โดยใช้โทรศัพท์มือถือเรียงกันเป็นแผงนับร้อยเครื่องแล้วเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์เพื่อควบคุมการทำงานของ Robot ที่ทำหน้าที่สื่อสังคม
ทั้งตัวอวตาร แอคเคานท์หลุม และ Robot เหล่านี้สร้างปัญหาทั้งในแง่ของความมั่นคง และการก่ออาชญากรรมหรือการฉ้อโกงเป็นอันมาก เนื่องจากไม่สามารถระบุตัวตนได้ ทำให้การดำเนินคดีทำได้ยาก นอกจากจะไม่ทราบชื่อจริง ไม่ทราบที่อยู่ ต้องใช้ทักษะทางสารสนเทศชั้นสูงในการติดตามสัญญาณจราจรทางอิเล็กทรอนิกส์ (IP address) และรหัสประจำตัวอุปกรณ์ (Mac address) ทำให้มีผู้ใช้ตัวอวตาร แอคเคานท์หลุม และ Robot ในการกระทำผิดกฎหมาย เช่น หลอกลวง ฉ้อโกง ใส่ร้ายป้ายสีผู้อื่น เผยแพร่ข้อความอันเป็นเท็จที่เซาะกร่อนบ่อนทำลายความมั่นคงของชาติ แต่ไม่สามารถดำเนินคดีได้เลย
ประเทศไทยเอง เคยประสบปัญหานี้มาแล้วกับ SIM card ของโทรศัพท์มือถือ มีการใช้โทรศัพท์มือถือในการก่อวินาศกรรมอย่างกว้างขวาง เช่น ใช้โทรศัพท์มือถือในการจุดชนวนระเบิดด้วยสัญญาณ จนทำให้ฝ่ายความมั่นคงต้องออกกฎหมายบังคับให้ผู้ใช้โทรศัพท์มือถือต้องจดทะเบียนด้วยบัตรประจำตัวประชาชน ทำให้การก่อวินาศกรรมด้วยโทรศัพท์มือถือและ SIM card ลดลงไปมาก
หากมีการแก้ไข พรบ. คอมพิวเตอร์ บังคับให้ Social media account ทุกบัญชีต้อง verified ด้วยรหัสประจำตัวประชาชน จะทำให้การพิสูจน์สัญญาณจราจรทางอิเล็กทรอนิกส์และอัตลักษณ์บุคคลทำได้ง่ายขึ้นมาก และลดปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ทั้งปวงลงไปได้ในทันที เพราะจะติดตามและจับกุมมาดำเนินคดีได้ง่ายขึ้นมาก แม้ว่าบัญชีสื่อสังคมเหล่านี้ จะใช้ชื่อว่าอะไรก็ตาม แต่ท้ายที่สุดต้องมีข้อมูลให้ติดตามและระบุตัวเจ้าของบัญชีได้ ด้วยอำนาจของกฎหมาย จะทำให้ปัญหาต่าง ๆ ลดลงไปได้เป็นอันมาก
ทั้งสองมาตรการนี้อาจจะทำลายความเป็นส่วนตัว (Privacy) ลงไปบ้าง แต่มิได้ขัดกับ พรบ. ข้อมูลส่วนบุคคล เพราะการลด privacy ให้สามารถติดตามได้ (Traceability) ทำให้เพิ่มความมั่นคง (Security) อันเป็นการกระทำเพื่อประโยชน์ของส่วนรวม (Public well-being) ลดปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ และเสริมสร้างความมั่นคงของชาติทางไซเบอร์ (Cyber-national security) ซึ่งในปัจจุบันอ่อนแอเป็นอย่างยิ่ง จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งยวดที่ต้องดำเนินการตามสองมาตรการนี้


