คงต้องแวะกลับไปที่ “ตะวันออกกลาง” อีกรอบนั่นแหละทั่น!!!...สำหรับเริ่มต้นสัปดาห์นี้ เพราะจอมขู่-จอมคุกคามที่ยังคิดว่าตัวเองเป็น “ประมุขโลก” อย่าง “ทรัมป์บ้า” ผู้นำอเมริกา เขาประกาศจะให้เวลาพี่เบิ้มแห่งตะวันออกกลางอย่างอิหร่านอีกเพียงแค่ 10-15 วัน โดยขู่เอาไว้เมื่อวันพฤหัสฯ ที่19 ก.พ.ที่ผ่านมา ถ้านับไปอีก10-15 วันข้างหน้าก็คงราวๆ ต้นเดือนมีนาฯ น่าจะได้จังหวะ เวลา “เปิดประตูนรก” กันแบบเต็มสูบ เต็มอ้า หรือจะลากไปถึงช่วงกลางๆ มีนาฯ หลังเดือน “รอมฎอน” ตามที่โหรฝรั่งบางรายเขาทำนายเอาไว้ ก็คงต้องคอยติดตามกันไปเป็นระยะๆ...
เพราะในแง่ของหนทางของ “การเจรจา”นั้น ดูๆ มันไม่น่าจะหลงเหลือ “แสงสว่างที่ปลายอุโมงค์” มากมายสักเท่าไหร่ไม่ว่าจะมองจากข้อเสนอของอเมริกาที่จะให้อิหร่านลดการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมจาก 60 เปอร์เซ็นต์ ให้เหลือแค่ 0 เปอร์เซ็นต์ ยิ่งถ้าหากผนวกรวม “เงื่อนไข”ของพันธมิตรอันศักดิ์สิทธิ์อเมริกาอย่างอิสราเอลเข้าไว้ด้วย ไม่ว่าการหยุดยั้งกระบวนการพัฒนาอาวุธป้องกันตัวหรือบรรดา “จรวดร่อน” (Ballistic Missile) ทั้งหลาย แถมยังห้ามมิให้ช่วยเหลือสนับสนุนใดๆ ต่อพันธมิตรในตะวันออกกลาง ไม่ว่า “Hamas” ในปาเลสไตน์ นักรบ “Houthis” แห่งเยเมน พวก “Hezbollah” ในเลบานอน ไปจนนักรบอิสลามในอิรัก หรือ “Iraqi armed factions”อีกด้วยต่างหาก โอกาสที่คุณปู่อิหร่านท่านจะ “เห็นควรด้วย” น่าจะเป็นไปไม่ได้ หรือไม่น่าจะ “ยอมด้วน” ไปได้ถึงขั้นนั้น...
แต่ก็นั่นแหละ...การยกพหลพลโยธาของกองทัพอเมริกันไปจ่อที่หน้าปากประตูบ้านอิหร่าน ห่างแค่ 700 กิโลเมตรเท่านั้นเอง มันออกจะน่าตื่นตะลึงและน่าเกลียด น่ากลัวเอามากๆ เรียกว่า...แทบไม่ต่างไปจากการคิดจะเปิดฉาก “สงครามโลกครั้งที่ 3” เอาเลยก็ว่าได้ ไม่ใช่แค่เฉพาะ “เรือบรรทุกเครื่องบิน” 2 ลำซ้อนๆ อย่าง “USS Abraham Lincoln” และ “USS
Gerald R. Ford” ที่ใหญ่ที่สุดในโลกเท่านั้น ที่ถูกสั่ง ถูกไส ให้เข้าไปป้วนเปี้ยนอยู่ในน่านน้ำแถบตะวันออกกลาง ตามด้วย “เรือพิฆาต” ติดขีปนาวุธอีกไม่รู้กี่ต่อกี่สิบลำ ยังแถมด้วยแสนยานุภาพทางอากาศที่สุดแสนจะอันตราย อีกไม่รู้จะกี่รูปกี่แบบ
ไม่ว่าเครื่องบินรบรุ่นต่างๆ “F-15, F-16, F-22, F-35”ต่างถูกระดมมาหมด ไปจนเครื่องบินทิ้งระเบิดล่องหน “B-2” เครื่องบินเติมน้ำมันกลางอากาศ “85KC-135” และ “K-46”ที่ช่วยให้เกิดการขยายขอบเขตของการปฏิบัติการให้กว้างขวาง ครอบคลุม ยิ่งขึ้นไปอีก ไปจนถึงเครื่องบิน “E-3”(AWACS) ที่เอาไว้ทำสงครามอิเล็กทรอนิกส์กันโดยเฉพาะรวมทั้ง “EA-18” นั่นยังไม่นับกำลังพลนับเป็นหมื่นๆ ที่ติดมากับเรือกับเครื่องบินในแต่ละแบบ แต่ละลำ ฯลฯ...
แต่ก็อย่างว่า...ฝ่ายอิหร่านเขาก็คงไม่ใช่ “ตะเกียงไร้น้ำมัน” หรือไม่ใช่ “นกไร้ขน-คนไร้เพื่อน” ที่จะสามารถรับประทานกันได้ง่ายๆ ไม่เพียงแต่ขีปนาวุธรุ่นต่างๆ ที่อาจ “จมเรือบรรทุกเครื่องบิน” ให้ลงไปนอนแอ้งแม้งอยู่ในทะเลอาหรับอย่างที่ผู้นำสูงสุดทางจิตวิญญาณ ท่านอิหม่าม “Ali Khamenei” ท่านได้เตือนๆ ไว้ล่วงหน้า แต่การยืนหยัด ยืนยันแบบโจ่งๆ แจ้งๆ ของประเทศพันธมิตร อย่างจีนและรัสเซียว่าพร้อมจะช่วยเหลือสนับสนุนต่อการปกป้องอธิปไตยของอิหร่านแบบถึงไหนก็ถึงกัน อันนี้...นี่แหละที่ทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างมัน “ร้อนฉ่า”ร้อนกันในระดับโลก หรือร้อนพอๆ กับการเปิดฉาก “สงครามโลก”เอาเลยก็ว่าได้ ไม่ว่าโดยข่าวคราวของ “World Defense” ที่ระบุถึงเครื่องบินขนส่งขนาดยักษ์ 3 ลำของรัสเซีย หรือ “Ilyushin-76TD” ซึ่งสามารถบรรทุกอาวุธยุทโธปกรณ์ได้ลำละไม่ต่ำกว่า 50 ตันได้ร่อนลงจอดที่สนามบิน “Karaj Airport” ด้านตะวันตกของกรุงเตหะรานเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมานี่เอง โดยจะนำเอาอาวุธร้ายใดๆ ก็ไม่เป็นที่ทราบชัดไปส่งให้กองทัพอิหร่าน แต่ที่แน่ๆ ก็คือ...ทั้งระบบป้องกันภัยทางอากาศรุ่นล่าสุดอย่าง “S-400”เครื่องบิน “Su-35” เฮลิคอปเตอร์ต่อสู้รถถัง “Mi-28NE” ฯลฯ น่าจะตกถึงมือนักรบอิสลามอิหร่านเป็นที่เรียบร้อยแล้ว หรือถ้าว่ากันตามรายงานข่าวของ “Hal Turner” พิธีกรรายการวิทยุ ถึงขั้นที่เครื่องบินซึ่งใช้เป็นฐานบัญชาการวันสิ้นโลกของรัสเซียหรือ “Doomsday Airplane” ยังบินไปยังอิหร่านเมื่อวันที่ 16 ก.พ.ที่ผ่านมา...
นั่นยังไม่รวมถึงเรือรบ เรือดำน้ำติดขีปนาวุธนิวเคลียร์อย่าง “Poseidon”และ “Zyrcon” ของรัสเซีย ที่ร่วมซ้อมรบกับกองทัพอิหร่านเมื่อช่วงวันพฤหัสฯ ที่ผ่านมา(19 ก.พ.) ส่วนหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ที่ไร้ขีดจำกัดของรัสเซียรวมทั้งหุ้นส่วนสำคัญของอิหร่านอย่างคุณพี่จีนก็ไม่ได้เอามือซุกหีบไว้เฉยๆ เรือพิฆาตติดขีปนาวุธ 005 และ 052-D ของจีน หรือ “PLA Navy” รวมทั้งเรือตรวจจับสัญญาณดาวเทียมที่มีความสามารถในสงครามอิเล็กทรอนิกส์เอามากๆ อย่างเรือ “Liaowang-1” ก็ได้ถูกส่งมาป้วนๆ เปี้ยนๆ แถวทะเลอาหรับ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว และนั่นเองที่ทำให้ผู้เชี่ยวชาญด้านการทหาร “Stanislav Krapivnik”อดีตเจ้าหน้าที่ทางทหารกองทัพอเมริกา และ “Rick Sanchez” วิทยากรรายการข่าว “CNN”, “MSNBC”, “Fox News” ฯลฯ เขาให้ความเห็นไปในแนวเดียวกันว่า...การบูรณาการระบบป้องกันภัยทางอากาศระหว่างอิหร่าน-จีน-รัสเซีย ได้ผสมกลมกลืนกลายเป็นอันหนึ่ง อันเดียวกันไปแล้ว จนทำให้สามารถตรวจจับสิ่งใดๆ ก็ตาม ไม่ว่าขีปนาวุธ เครื่องบินรบ เครื่องบินล่องหน ฯลฯ ในรัศมี 500-600 กิโลเมตรได้แบบ “ชิลๆ”ชนิดถ้าเกิดสงครามขึ้นมาเมื่อไหร่ ผู้ที่จะประสบกับ “วันอันเลวร้าย” ดังที่ผู้นำอเมริกาอย่าง “ทรัมป์บ้า”ได้ข่มขู่เอาไว้ล่วงหน้า น่าจะไม่ใช่อิหร่าน แต่เป็นอเมริกา อิสราเอล ตลอดไปจนถึงพวก “NATO” นั่นเอง!!!
นี่...จริง-ไม่จริง น่าเชื่อ-ไม่น่าเชื่อ ก็คงต้องไปประเมินกันเอาเอง แต่ถ้าฟังจากน้ำเสียงที่ปรึกษาประธานาธิบดีรัสเซีย “นายNikolay Patrushev” ที่ได้ออกมาอธิบายถึงเนื้อหารายละเอียดการซ้อมรบระหว่าง “อิหร่าน-จีน-รัสเซีย” ในอ่าวโอมานไปจนถึงพื้นที่ด้านเหนือของมหาสมุทรอินเดีย เมื่อช่วงวันอังคารที่ผ่านมา (17 ก.พ.) โดยได้เรียกการผนึกกำลังรวมตัวของ 3 ชาติเอาไว้ว่า “Maritime Security Belt” เพื่อสร้างแถบเส้นทางแห่งความมั่นคงทางทะเลร่วมกัน หรือเพื่อนำไปสู่ “การสร้างระเบียบโลกแบบหลายขั้วอำนาจขึ้นในมหาสมุทร” ด้วยเหตุเพราะ “ฝ่ายตะวันตกได้มีอำนาจครอบงำทางทะเลเป็นเวลานานแล้ว แต่นับจากช่วงเริ่มต้นศตวรรษนี้ความเป็นจ้าวโลกในหลายๆ ด้านของพวกเขา...ได้กลายเป็นสิ่งที่ผ่านพ้นไปแล้ว!!!”
อันนี้นี่เอง...ที่อาจถือเป็นข้อพิสูจน์ ยืนยัน ว่าคุณปู่อิหร่านท่านไม่ได้ตัวเปล่าเล่าเปลือย ไม่ใช่ “นกไร้ขน-คนไร้เพื่อน” การเปิดศึกกับอิหร่านก็จึงไม่ต่างไปจากการเปิดศึกกับจีนกับรัสเซียควบคู่ไปด้วย หรือดังที่ “Stanislav Krapivnik” เขาสรุปเอาไว้นั่นแหละว่า... “สำหรับรัสเซียแล้ว อิหร่านคือปากประตูไปสู่คอเคซัสและเอเชียกลาง ส่วนสำหรับจีนอิหร่านคือประตูที่เปิดไปยังเอเชียกลางและพื้นที่อื่นๆ ดังนั้น...มหาอำนาจทั้งสองคงไม่ยินยอมให้อิหร่านล่มสลายลงไปง่ายๆ” การคิดจะเล่นงานอิหร่านจึงต้องถือเป็น “งานหิน” เอามากๆ ไม่ว่าสำหรับกองทัพอเมริกาหรืออิสราเอลร่วมผนึกกำลังกันและกันก็ตามที...
แต่ก็นั่นแหละ...สำหรับผู้ที่คิดว่าตัวเองเป็นจ้าวโลก ประมุขโลก ผู้ที่พร้อมใช้ “กฎแห่งป่า”แทนที่ “กฎหมายระหว่างประเทศ” อย่าง “ทรัมป์บ้า” แล้ว คงไม่น่าจะลดราวาศอก หรือไม่น่าจะ “หายบ้า” เอาง่ายๆ ด้วยเหตุนี้นี่เอง...ที่ทำให้เกิดข่าวคราวว่าด้วยการประดิษฐ์คิดค้นแผนการแปลกๆ-ใหม่ๆ ทั้งในฝ่ายอเมริกันและอิสราเอลทยอยออกมาเป็นระลอกๆ เช่น “รายงานข่าว” จาก “Jerusalem Post” เมื่อวันที่ 20 ก.พ.ที่ผ่านมา ที่ได้อ้างสำนักข่าว “รอยเตอร์” ระบุว่า การเล่นงานอิหร่านโดยกองทัพอเมริกันนั้น อาจไม่ได้มุ่งที่จะถล่มพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งเหมือนช่วง “สงคราม12 วัน” เมื่อไม่นานมานี้ แต่มุ่งไปสู่เป้าหมายที่เป็น “ตัวบุคคล” หรือมุ่งที่จะ “เด็ดหัว” บรรดาผู้นำทางการเมือง-การทหารของอิหร่านอย่างเป็นการเฉพาะแบบที่เคยลอบสังหาร “พลเอกQassem Solimani” เมื่อปี ค.ศ.2020 ช่วงสมัยแรกของ “ทรัมป์บ้า” หรือการสังหารผู้บัญชาการทหารอิหร่านกว่า 20 รายโดยอิสราเอลในครั้ง “สงคราม 12 วัน” ที่ทำให้ประธานเสนาธิการทหารอย่าง “พลตรีMohammad
Bagheri” ต้องสิ้นชีพตักษัยตามไปด้วย ทั้งนั้น ทั้งนี้...ด้วยความเชื่อว่า การเด็ดหัวผู้นำทางการเมือง-การทหารในอิหร่าน
อาจนำไปสู่ “การเปลี่ยนระบอบปกครองอิสลาม” อันเป็นสิ่งที่ “ทรัมป์บ้า” ปรารถนาและต้องการเอามากๆ...
นอกเหนือไปจากนั้น...สื่อซาอุฯ อย่าง “Asharq Al-Awsat” ยังได้รายงานไว้เมื่อช่วงวันศุกร์ที่ผ่านมา (20 ก.พ.) ด้วยว่า กองทัพอิสราเอลยังได้วางแผนที่จะใช้กรรมวิธี “ชิงโจมตีก่อน” (pre-emptive strike) ต่อพวกนักรบ “Houthis” ในเยเมน “Hezbollah” ในเลบานอน และ “Iraqi armed Force” ในอิรัก ทันทีที่การเปิดฉากสงครามได้เริ่มต้นขึ้น และถ้าเป็นไปในแนวดังกล่าวขึ้นมาจริงๆ สิ่งที่จะบังเกิดขึ้นในอีก10 วัน15 วันนับจากนี้ ก็น่าจะเป็นไปดังที่รัฐมนตรีช่วยต่างประเทศอิหร่าน “นายMajid Takht-Ravanchi”ได้สรุปเอาไว้ล่วงหน้านั่นแหละว่า โอกาสที่จะ “เละ...ไปทั่วทั้งภูมิภาค” น่าจะเป็นไปได้สูงเอามากๆ ยิ่งถ้าหากไปไกลถึงขั้นคิดจะเด็ดหัวผู้นำทางจิตวิญญาณอย่างอิหม่าม “Ali Khamenei”ด้วยแล้ว โอกาสที่จะ “เละ...กันไปทั่วทั้งโลก” ก็ใช่ว่าจะไม่มีเอาเสียเลย เพราะนั่นคือการ “ปลุกกระตุ้น” ให้บรรดาชาวมุสลิมทั่วทั้งโลก น่าจะอยู่เฉยไม่ได้อีกต่อไปแล้ว!!!
อย่างไรก็ตาม...ไม่ว่าจ้าวโลก ประมุขโลก อย่าง “ทรัมป์บ้า” จะบ้าจริงๆ หรือเพียงแค่ข่มขู่คุกคาม เพื่อหวังให้ใครต่อใครหันมา “Kiss Ass” ตัวเองไปเป็นรายๆ ก็ตามที แต่สิ่งที่เคยใช้เป็นเครื่องมือในการข่มขู่โลกทั้งโลกมาก่อนหน้านี้ อันเป็นเสมือน “สากกะเบือด้ามสุดท้าย” ของผู้นำอเมริกา นั่นคือ “อัตราภาษีศุลกากร” ก็ดันถูกศาลสูงสุดสหรัฐฯ ลงมติ 6 ต่อ 3 ให้เลิกงัดเอามาไล่ทิ่มใครๆ ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แม้จะเปลี่ยนไปใช้กรรมวิธีอื่นๆ ก็เถอะ ส่วนการหันมาใช้ “กำลังทหาร” ข่มขู่คุกคามกันแทนที่ ก็ใช่ว่าจะ “ปอกกล้วยเข้าปาก” กันได้สบายๆ เสียเมื่อไหร่ โดยเฉพาะเมื่อต้องเจอกับการผนึกกำลังรวมตัวของมหาอำนาจคู่แข่งอย่างจีนและรัสเซียที่มิอาจปล่อยให้อิหร่านล่มสลายลงไปต่อหน้าต่อตาได้ง่ายๆ โอกาสที่จะถูก “Kick Ass” จนอาจต้อง “หายบ้า” ในวันหนึ่ง-วันใด ก็ใช่ว่าจะไม่มีเอาเสียเลย...


