xs
xsm
sm
md
lg

จากกาลเวลาเป็นของพรรคส้ม กลับจะเสื่อมสลายไปกับกาลเวลา

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



หนึ่งความคิด
สุรวิชช์ วีรวรรณ


ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ เจ้าของพรรคและผู้นำทางจิตวิญญาณของพรรคส้ม เคยพูดว่า เวลานี้โมงยามแห่งการเปลี่ยนแปลงมาถึงแล้ว ไม่มีทางที่จะหวนคืนทุกอย่างกลับได้แล้ว ประชาชนตื่นรู้ทางการเมืองแล้ว และจะไม่ยอมกลับไปหาอดีตที่มืดมิดอีก นี่คือโอกาสที่ดีที่สุดของประเทศไทยที่จะเปลี่ยนแปลง โอกาสที่ไม่เคยมีมาก่อนตลอด 17 ปีที่ผ่านมา ไม่มีเวลาไหนที่ฉันทามติเพื่อการเปลี่ยนแปลงจะดังสนั่นทั้งแผ่นดินเท่าเวลานี้ เวลานี้เป็นเวลาแห่งการฝันใหญ่ ไม่ใช่เวลาแห่งการเจียมเนื้อเจียมตัว


แล้วต่อมาความฝันและความหวังของเขาเกือบจะเป็นความจริง เมื่อพรรคก้าวไกลที่นำโดยพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ชนะการเลือกตั้ง พวกเขาเชื่อว่านี่คือคลื่นพลังแห่งการเปลี่ยนแปลงจากคนหนุ่มสาวที่ไม่เคยมีใครคาดเดามาก่อนว่าจะเกิดขึ้นได้ สายลมแห่งการเปลี่ยนแปลงกำลังจะพัดมา ไม่มีใครสามารถยับยั้งได้ เวลาเป็นของพวกเขา คนรุ่นใหม่ที่เติบโตขึ้นจะยิ่งเพิ่มโหวตเตอร์ให้กับพวกเขา แม้พิธาจะพลาดตำแหน่งนายกรัฐมนตรี แต่พวกเขาก็คิดว่านั่นเป็นเพียงการยับยั้งการเปลี่ยนแปลงไว้ชั่วขณะ ไม่สามารถขัดขืนอนาคตข้างหน้าได้

ด้วยความเชื่อแบบนั้น การเลือกตั้งครั้งถัดมาพวกเขาจึงมั่นใจว่า พรรคประชาชนจะได้รับชัยชนะอย่างแน่นอน และคิดไปไกลว่าอาจสามารถตั้งรัฐบาลได้โดยพรรคเดียว หรืออย่างน้อยก็ชนะอย่างท่วมท้น พวกเขามองไม่เห็นเงาแห่งความพ่ายแพ้เลย บรรดาด้อมส้มพากันลิงโลดกันใหญ่ และตั้งเป้าไว้แล้วว่าอะไรคือสิ่งที่เขาต้องทำลายล้าง

ตอนที่ยังรณรงค์หาเสียงกันนั้น ทั้งใบตองแห้ง อธึกกิต แสวงสุข ที่เป็นด้อมส้มตัวพ่อ และธนาพล อิ๋วสกุล คนใกล้ชิดของธนาธร ต่างเชื่อว่าพรรคส้มจะได้อย่างน้อย 200 เสียง อธึกกิตถึงกับเคยพูดว่าถ้าครั้งนี้ไม่ชนะ ตั้งรัฐบาลไม่ได้ มวลชนอาจจะท้อ เพราะสู้อย่างไรก็ไม่ชนะ ไม่ได้เป็นรัฐบาล ความคิดนี้อยู่บนพื้นฐานเดียวกันนั่นแหละว่าต้องชนะแน่ ยิ่งธนาพลเองโพสต์ของเขาที่อัลกอริทึ่มพามาให้ผมเห็น ก็เต็มไปด้วยความมั่นใจว่าพวกเขาจะชนะ และคงคิดไปไกลแล้วว่า หลังวันที่ 8 กุมภาฯ อำนาจรัฐอยู่ในมือพวกเขา จะจัดการประเทศนี้อย่างไร

พื้นฐานลึก ๆ ของพวกเขาคือดูถูกว่าพลังของฝ่ายอนุรักษ์นิยมนั้นอ่อนแรงแล้ว คนของฝ่ายอนุรักษ์นิยมส่วนหนึ่งเปลี่ยนมาเลือกส้มแล้ว พวกอนุรักษ์นิยม พวกจารีตนิยม เป็นเพียงคนแก่สูงวัยที่ยึดอยู่กับอดีต เป็นตัวถ่วงความเจริญของประเทศ แม้แต่สื่ออาวุโสอย่างสุทธิชัย หยุ่น ก็ออกหน้ามาเชียร์พรรคส้ม ใช้พื้นที่สื่อสาธารณะที่มาจากภาษีประชาชนพูดว่า “Baby Boomers คือรุ่นล้มเหลว บ้านเมือง พ.ศ.นี้คอร์รัปชันเต็มเมือง เศรษฐกิจติดหล่ม ระบบเส้นสายครองเมือง แข่งขันกับใครไม่ได้ เลือกตั้งครั้งนี้มีความหวังอะไร” เพื่อช่วยปั่นกระแสให้พรรคส้ม ซึ่งในสายตาผม Baby Boomers ที่ล้มเหลวก็คือตัวเขาเอง 
 
เมื่อคิดว่าเลือกตั้งเที่ยวนี้ชนะแน่และจะได้จัดตั้งรัฐบาล พวกที่เป็นมืออาชีพที่ถูกดึงมาเปิดตัวเพื่อแก้ครหาว่าพรรคมีแต่คนรุ่นใหม่ที่ไม่เคยมีประสบการณ์ ก็เริ่มฝันกันแล้วว่าใครจะได้นั่งกระทรวงไหน จะเข้าไปจัดการประเทศนี้อย่างไร หลายคนแสดงท่าทีเหมือนพร้อมจะเป็นรัฐมนตรี ทั้งที่บางคนไม่ได้เป็นที่รู้จักของสังคมมากนัก และก็ไม่ได้เป็นตัวจริงชนิดที่ไม่มีใครเทียบได้ในวิชาชีพของตัวเอง แต่พวกเขาก็กล้าเปิดหน้าเข้าร่วม เพราะมั่นใจนั่นแหละว่าพรรคประชาชนจะชนะและได้จัดตั้งรัฐบาลอย่างแน่นอน เกียรติยศและศักดิ์ศรีลอยอยู่ข้างหน้า คุ้มค่าพอที่จะโดดลงมาเสี่ยง

ลองคิดดู คนมีชื่อเสียงในสังคมจำนวนมาก สื่อมวลชนจำนวนไม่น้อยออกหน้าออกตาเชียร์พรรคส้ม นักเขียนใหญ่ อินฟลูเอนเซอร์ นักวิชาการ พากันใช้ลีลากล่อมผู้ติดตามให้เห็นดีเห็นงามกับพรรคส้มว่าเป็นพรรคเดียวที่จะกอบกู้ประเทศไทยได้ ไม่เช่นนั้นประเทศไทยจะล่มสลายอะไรทำนองนั้น โพลหลายโพลยิ่งเติมความหวังให้พวกเขาว่าจะชนะอย่างแน่นอน แม้จะรู้ว่าโพลออนไลน์บางแห่งใช้บอทหรือโปรแกรมในการโหวต แต่มันก็มีผลทางจิตวิทยา ทำให้สังคมเชื่อว่าคนส่วนใหญ่จะเลือกพรรคส้ม เมื่อผสมกับเสียงของคนมีชื่อเสียง ปัญญาชน หมอที่บอกว่ารักในหลวง ร.9 ภาพทั้งหมดก็ยิ่งหลอมรวมกันจนเกิดความเชื่อว่าพรรคส้มคือความหวังเดียวของสังคม

แต่เมื่อผลการเลือกตั้งออกมา พวกเขาไม่คิดเลยว่าจะพ่ายแพ้กันขนาดนี้ สิ่งที่ตามมาก็คือเสียงโวยวายเรื่องกติกาที่ไม่เป็นธรรม ทั้งที่เป็นกติกาเดียวกันกับที่พวกเขาเคยชนะในปี 2566 แสงแห่งความหวังดับวูบลง และเริ่มรับรู้ว่าเข็มนาฬิกาที่หมุนไปข้างหน้า ไม่ได้เป็นโอกาสและความหวังของพวกเขาเพียงฝ่ายเดียวอย่างที่เคยเข้าใจกัน

แม้ตอนนี้ยังเป็นพรรคอันดับสอง แต่แนวโน้มที่ถดถอยก็เป็นสัญญาณเตือนว่า อนาคตเป็นสิ่งไม่แน่นอน สายลมที่เคยหวังว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลง อาจกลายเป็นพายุที่กระหน่ำพวกเขาเองให้จมหายไป เข็มนาฬิกาหมุนไปข้างหน้าก็จริง แต่มันไม่เคยบอกว่าใครจะเป็นผู้ยึดกุมอนาคตได้ตลอดไป อย่างที่พวกเขาเคยเชื่อว่ามันอยู่ในมือของตนฝ่ายเดียว

ในปี 2573 ธนาธรจะพ้นโทษกลับมา ถึงวันนั้นเขาก็ไม่ใช่ของสดใหม่อีกแล้ว เห็นได้ชัดว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ แม้เขาจะทุ่มเทอย่างหนักในฐานะผู้ช่วยหาเสียง ก็ไม่มีพลังมากพอจะนำพาพรรคไปสู่ชัยชนะ พวกเขาคงต้องยอมรับความจริงว่า แม้จะมีคนจำนวนไม่น้อยนิยมพรรคของพวกเขา แต่ก็มีคนที่มากกว่าซึ่งหวั่นใจว่าพรรคนี้อาจพาประเทศไปสู่ความขัดแย้งและวิกฤตที่สังคมไม่อยากให้เกิดขึ้นอีก หลังจากอยู่ท่ามกลางความขัดแย้งมาเกือบสองทศวรรษ

ก็ต้องรอดูว่า ปี 2573 ที่ธนาธรพ้นโทษ เขาจะเล่นในบทบาทไหน กลับมาเป็นหัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี หรือจะเล่นบทบาทเจ้าของพรรคอย่างที่นิยมกัน เช่น เนวิน ชิดชอบ กับพรรคภูมิใจไทย หรือ ทักษิณ ชินวัตร กับพรรคเพื่อไทย คือเป็นคนกำกับอยู่หลังฉากแล้วหาคนอื่นมาเล่นแทน เพราะอย่างที่บอก ถึงตอนนั้นธนาธรก็กลายเป็นของเก่าแล้ว จุดขายไม่เหมือนเดิม และก็เห็นตัวอย่างแล้วว่าการเล่นบทหัวหน้าพรรคที่หลบอยู่หลังฉากนั้นปลอดภัยและทรงพลังกว่า เพราะไม่มีสปอตไลต์มาฉายตรง ๆ

ผมเชื่อว่าพรรคของพวกเขาจะค่อย ๆ ถดถอย เพราะในความเป็นจริงพวกเขาไม่สามารถสะกดเด็กทุกคนให้คิดและเชื่อเหมือนกันได้ทั้งหมด ต่อให้เชี่ยวชาญโซเชียล มีระบบไอโอ มีลีลาการสื่อสารที่แหลมคมแค่ไหน มนุษย์ก็ไม่ใช่แป้นพิมพ์ที่กดปุ่มเดียวแล้วจะพิมพ์ออกมาเหมือนกันทั้งประเทศ เด็กแต่ละคนเติบโตจากบ้านคนละแบบ ประสบการณ์คนละชุด เห็นโลกคนละมุม ไม่มีใครสามารถทำให้ความคิดของคนทั้งรุ่นเรียงแถวตรงเหมือนทหารได้ตลอดไป

ภาพมันไม่ง่ายเหมือนนิยาย กาเหว่าที่บางเพลง ของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ที่คนเคยอ่านจะนึกออก — เด็กที่เกิดพร้อมกันเหมือนถูกกำหนดชะตาเดียวกันทั้งหมู่บ้าน เหมือนโลกทั้งใบถูกสะกดไว้ชั่วขณะ แต่สุดท้ายมันก็เป็นเพียงปรากฏการณ์หนึ่งในคืนหนึ่ง เรื่องที่ดูยิ่งใหญ่ในเวลานั้น พอวันเวลาผ่านไปก็กลายเป็นเพียงเรื่องเล่าในอีกวันหนึ่งเท่านั้นเอง

และเมื่อไม่สามารถเติมโหวตเตอร์ใหม่ ๆ เข้ามาได้ วงก็จะแคบลง คนที่ร่วมต่อสู้ก็จะเติบโตตามวัยและประสบการณ์ เข้าใจความเป็นจริงของสังคมไทยมากขึ้น ว่าไม่สามารถทำลายทุกอย่างหรือพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินเพื่อเปลี่ยนประเทศให้เป็นอย่างอื่นได้ในพริบตา ทุกอย่างต้องค่อย ๆ เปลี่ยน และอยู่กับความจริงมากขึ้น

อาจมีคนแก่จำนวนหนึ่งที่ฝังใจกับบาดแผลทางประวัติศาสตร์ 6 ตุลา 2519 ที่ตายตาไม่หลับเพราะความคั่งแค้นในอก และมีคนแก่อีกบางจำพวกที่มีสถานะทางสังคม แต่พยายามแสดงตัวว่าก้าวหน้า เข้าใจคนรุ่นใหม่ เพื่อไม่ให้ถูกมองว่าสิ้นคิด คนกลุ่มนี้ไม่เดือดร้อนอะไร เพราะมีฐานะ มีพื้นที่ยืนอยู่แล้ว และยังมองหาคนรุ่นใหม่มาประดับความคิดของตนเองเพื่อยกฐานะให้ดูร่วมสมัยต่อไป

กาลเวลาเดินไปข้างหน้าแน่ สายลมไม่เคยหยุดพัด การเปลี่ยนแปลงที่ดีเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องการ แต่ถ้าการเปลี่ยนแปลงนั้นต้องแลกมาด้วยความขัดแย้งหรือความรุนแรง ผมก็ไม่เชื่อหรอกว่านั่นคือสิ่งที่ทุกคนอยากให้เกิดขึ้น

ติดตามผู้เขียนได้ที่

https://www.facebook.com/surawich.verawan