xs
xsm
sm
md
lg

เนวินผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญ

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: สุรวิชช์ วีรวรรณ 



เรากำลังจะได้อนุทิน ชาญวีรกูล กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรี ถ้าไม่มีอะไรพลิกชนิดหักมุมจริงๆ เพราะทางที่บอกว่าจะทำให้เลือกตั้งเป็นโมฆะ เอาจริงมันยาก ยากมาก ต่อให้มีคนร้อง มีคนยื่น มีคนตีความกันไปมา สุดท้ายจะล้มทั้งกระดานไม่ใช่เรื่องที่เกิดกันง่ายๆ และต่อให้สมมติว่าเลือกใหม่จริง โครงสร้างอำนาจกับเครือข่ายของภูมิใจไทยตอนนี้ก็ยังแข็งแรงพอจะกลับมาชนะได้อีกอยู่ดี 

พูดกันตรงๆ ตอนนี้ตำแหน่งนายกฯ มันเหมือนล็อกไว้แล้ว ไม่ต้องอ้อม ไม่ต้องทำสุภาพ ภาพมันชัดไปทางนั้น เมื่อพรรคเพื่อไทยประกาศชัดว่าจะเข้าร่วมรัฐบาลกับภูมิใจไทย ภาพคณะรัฐมนตรีมันก็เริ่มลอยขึ้นมาเองโดยไม่ต้องมีใครประกาศ เราเริ่มนึกชื่อได้เลย สีหศักดิ์ ศุภจี เอกนิติ ของเพื่อไทย สมศักดิ์ สุริยะ ภูมิธรรม ชื่อพวกนี้มันวนอยู่ในหัวคนการเมืองอยู่แล้ว ที่หน้าใหม่ก็คือ ดร.เชน ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ 

แต่จะพูดถึงภูมิใจไทยแล้วไม่พูดถึงผู้นำทางจิตวิญญาณของพรรคไม่ได้ มันเลี่ยงไม่พ้น ชื่อเนวิน ชิดชอบ ไม่ว่าใครจะชอบหรือไม่ชอบก็ตาม เบื้องหลังพรรคนี้คือเขา ครูใหญ่ไม่ใช่แค่ฉายา มันคือสถานะทางการเมืองที่ทุกคนในพรรครู้ วันที่ 4 ตุลาคม วันเกิดครูใหญ่ ใครอยู่พรรคนี้แทบไม่มีใครกล้าขาด ถ้าช่วงนั้นเป็นรัฐบาล ข้าราชการในกระทรวงที่พรรคคุมก็ต้องไปถ้าจะเติบใหญ่ ถ้าเป็นรัฐมนตรีหรือนายกฯ ก็จะอาศัยจังหวะตรวจงานแถวนั้นแล้วแวะไปคารวะ ไม่มีในกฎหมาย แต่มีอยู่จริงในวัฒนธรรมพรรค 

ไม่มีใครไม่รู้ว่า เจ้าของพรรคตัวจริงคือเนวิน ถ้าไม่ใช่เขา นักการเมืองอ่อนพรรษาอย่างไชยชนกก็คงไม่ได้นั่งเลขาฯ พรรคง่ายๆ แต่นี่คือลูกชายของเนวิน แม้แต่อนุทินเอง ตอนจะขึ้นเป็นหัวหน้าพรรคยังต้องย้ายทะเบียนบ้านไปบุรีรัมย์ มันไม่ใช่เรื่องเอกสาร มันคือสัญลักษณ์ว่าใครคือศูนย์กลางอำนาจ วันนี้เนวินเลือกอยู่หลังม่านมากกว่าออกหน้า เป็น master mind ใช้คนอื่นเป็นมือเป็นไม้ เล่นการเมืองโดยที่ตัวเองไม่ต้องยื่นบัญชีทรัพย์สิน ไม่ต้องนั่งเก้าอี้ ไม่ต้องขึ้นเวที แต่มีอิทธิพลเต็มมือ และยิ่งอยู่นอกฉากก็ยิ่งขยับได้อิสระกว่าคนที่ยืนหน้ากล้อง อันนี้คนในวงการเข้าใจดี 

พอพูดถึงเนวิน คนการเมืองรุ่นเก่าจะนึกถึงคดียี่ห้อยร้อยยี่สิบ ปี 2538 ตำรวจบุกค้นบ้านหัวคะแนนในบุรีรัมย์ เจอเงินสดมัดเป็นปึก ปึกละ 120 บาท เย็บกับรูปถ่ายเขา กลายเป็นฉายาล้อเลียนติดตัวมานาน หลักฐานตอนนั้นมันดูชัด เงินก็มี รูปก็มี แต่สุดท้ายศาลฎีกายกฟ้อง เพราะพยานหลักฐานไม่พอจะเอาผิดตัวเขาตรงๆ เรื่องนี้กลายเป็นเรื่องติดตัวเขา แต่ในอีกมุม เขาก็ยังรักษาฐานบุรีรัมย์ไว้แน่น และค่อยๆ เปลี่ยนบทบาทจากมือขวานายกฯ หลายคน มาเป็นคนคุมเกมเบื้องหลัง โดยที่คดี 120 บาทก็ยังถูกหยิบมาพูดซ้ำทุกครั้งที่สังคมคุยเรื่องความโปร่งใส 

หลังพ้นมลทินจากคดีนั้น เนวินสร้างภาพใหม่เป็นจอมวางแผน เป็นมือประสานสิบทิศ พรรคใหญ่พรรคไหนก็เลี่ยงเขาไม่ได้ เขาเคยอยู่ข้างทักษิณถึงขั้นพูดว่ายอมตายแทนได้ แต่จุดเปลี่ยนจริงๆ คือปี 2551 วันที่เขาพากลุ่ม สส.พลิกขั้วไปหนุนประชาธิปัตย์ พร้อมประโยค “มันจบแล้วครับนาย” จากวันนั้นเขาไม่ใช่แค่นักการเมือง เขากลายเป็นผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญเต็มตัว และเรียนรู้บทเรียนสำคัญว่า บางทีการอยู่หลังม่านมันทรงพลังกว่าการนั่งเก้าอี้รัฐมนตรี 

เวลาผ่านไป เนวินค่อยๆ สลัดภาพนักการเมืองเก่า กลายเป็นคนปั้นบุรีรัมย์ให้เป็นเมืองกีฬา สนามฟุตบอล สนามแข่งรถ งานอีเวนต์ การท่องเที่ยวเชิงกีฬา สิ่งที่เรียกกันว่า Buriram Model มันไม่ใช่แค่เรื่องกีฬา มันคือการสร้างอำนาจรูปแบบใหม่ ไม่ต้องนั่งในสภาฯ แต่มีอิทธิพลได้กว้างกว่าเดิม การเมืองแบบผลงานจับต้องได้ นโยบายที่ลงถึงรากหญ้า ทำให้ภูมิใจไทยกลายเป็นพรรคตัวแปรที่ทุกขั้วต้องเกรงใจ จะตั้งรัฐบาลยุคไหนก็หนีไม่พ้น 

เดิมทีแนวคิดของเนวินคือทำพรรคให้เป็นพรรคขนาดกลาง ไม่ต้องใหญ่สุด แต่ต้องขาดไม่ได้ เป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์คือคมนาคม เพราะมันโยงกับการรถไฟฯ และโยงกับที่ดินเขากระโดง เมื่ออำนาจรัฐอยู่ในมือ เรื่องที่ควรเดินก็เดิน เรื่องที่ควรหยุดก็หยุดได้ แม้ผู้ว่าการรถไฟฯ คนล่าสุดก่อนพ้นตำแหน่งจะมีคำสั่งฟ้องที่ดินตระกูลชิดชอบแล้วก็ตาม แต่เมื่อโครงอำนาจยังอยู่ฝั่งเดียวกัน คดีก็ต้องรอดูว่าจะไปทางไหน นี่ไม่ใช่เรื่องจำนวน สส.อย่างเดียว นี่คือเรื่องปุ่มควบคุมกลไกรัฐ ใครกดปุ่มไหนได้ต่างหากที่สำคัญ 

แต่จุดเปลี่ยนใหญ่จริงๆ เกิดหลังพรรคประชาชนทำ MOA กับภูมิใจไทย ดันอนุทินขึ้นเป็นนายกฯ ในรัฐบาลเสียงข้างน้อย แม้รัฐบาลนั้นจะอยู่ไม่นาน เต็มไปด้วยแรงเสียดทาน แต่ผลสะเทือนมันใหญ่กว่าตัวอายุรัฐบาล เพราะมันปักภาพไว้ในหัวคนว่า ภูมิใจไทยขึ้นเป็นแกนได้จริง ไม่ใช่แค่พรรคตัวแปร จากพรรคที่ตั้งใจไม่ใหญ่เกินไป กลายเป็นพรรคที่คนมองว่า “พร้อมเป็นเจ้าภาพ” นี่แหละจุดหัก 

หลังจากนั้นการเมืองระดับจังหวัดเริ่มขยับ บ้านใหญ่หลายพื้นที่ที่เคยยืนดู เริ่มไหลเข้ามาอยู่ใต้ชายคาเดียวกัน เครือข่ายท้องถิ่นจับมือกับเครื่องจักรพรรคที่มีทรัพยากรและประสบการณ์ต่อรองระดับชาติ ภูมิใจไทยค่อยๆ ขยายตัว จากพรรคขนาดกลางกลายเป็นพรรคขนาดใหญ่แบบพฤตินัย ชัยชนะที่ออกมาไม่ใช่แค่จำนวนที่นั่ง แต่มันคือชัยชนะเชิงโครงสร้าง จากพรรคตัวแปรกลายเป็นพรรคแกนนำ  

แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีแผล ข้อกล่าวหาเรื่องฮั้ว สว.ปี 2567 กลายเป็นเงาตามตัวทันที เมื่อผลออกมาว่า สว.จำนวนมากเชื่อมโยงกับฐานอำนาจภูมิใจไทย จนถูกเรียกว่าสายสีน้ำเงิน หลายคนมาจากบุรีรัมย์หรือเคยเป็นผู้สมัคร ผู้ช่วยหาเสียง ทำให้ถูกมองว่ามีการวางแผนส่งคนลงเป็นระบบ พรรคก็ปฏิเสธ บอกว่าเป็นความนิยมส่วนบุคคล เป็นไปตามกฎหมาย กกต. แต่เสียงวิจารณ์ก็ยังดังอยู่ คนตั้งคำถามว่าสภาสูงควรเป็นกลางหรือไม่ 

คดีฮั้ว สว.ตอนนี้อยู่ในชั้นสอบสวนของ กกต.กับดีเอสไอ ยังไม่มีบทสรุป แต่แค่มีคดีก็พอแล้วที่จะทำให้การเมืองเดินไปพร้อมคำถามเรื่องความชอบธรรม บางครั้งเกมอำนาจมันไม่ได้อยู่ที่คำตัดสินสุดท้าย แต่อยู่ที่ว่าโครงสร้างยังยืนได้ไหมท่ามกลางแรงต้าน และภูมิใจไทยก็พิสูจน์มาหลายรอบว่ายังยืนได้ 

พอมองภาพรวม เส้นทางภูมิใจไทยมันไม่ใช่เส้นตรง มันเป็นเส้นโค้งที่ขยับตามจังหวะอำนาจ จากพรรคขนาดกลางที่ตั้งใจเป็นตัวแปร กลายเป็นพรรคขนาดใหญ่ที่มีศักยภาพเป็นแกน จากการเมืองเชิงต่อรอง กลายเป็นการเมืองเชิงกำหนดเกม  

และไม่ว่าจะมีคดีหรือเสียงวิจารณ์อะไรเกิดขึ้น สิ่งหนึ่งที่ปฏิเสธไม่ได้คือ ภาพนายกฯ อนุทินในทางการเมืองย่อมมีเงาครูใหญ่เนวินพาดอยู่เสมอ อำนาจหน้าฉากกับหลังฉากของพรรคนี้ไม่เคยแยกจากกัน และคนที่ตามการเมืองมานานจะรู้ดีว่า ใครคือตัวจริงที่กำหนดทิศลมของพรรคภูมิใจไทย และใครคือคนที่ทุกคนต้องยำเกรง 
 
ติดตามผู้เขียนได้ที่
https://www.facebook.com/surawich.verawan