ในที่สุดการเลือกตั้งทั่วไป สส.ได้ผ่านพ้นไป และผลออกมาว่า พรรคภูมิใจไทยได้รับเลือกตั้งเป็นอันดับหนึ่ง และพรรคประชาชนได้อันดับสอง ซึ่งสวนทางกับผลของโพลเป็นส่วนใหญ่ที่บอกว่า พรรคประชาชนจะได้รับเลือกเป็นอันดับหนึ่ง และเพื่อไทยได้รับเลือกเป็นอันดับ 3 พรรคกล้าธรรมได้รับเลือกเป็นอันดับ 4 และพรรคประชาธิปัตย์เป็นอันดับ 5
จากผลการเลือกตั้งครั้งนี้ พรรคที่ได้เพิ่มขึ้นใน 5 อันดับคือ พรรคภูมิใจไทย แต่พรรคที่ได้ลดลงคือ พรรคเพื่อไทย พรรคประชาชน และพรรคประชาธิปัตย์ ส่วนสาเหตุที่ทำให้พรรคเพื่อไทยและพรรคประชาชนได้ลดลงเป็นไปตามคาด แต่ที่ไม่เป็นไปตามคาดคือ พรรคประชาธิปัตย์ซึ่งได้รับเลือกเข้ามาแค่ 22 จากเดิมที่เคยได้รับเลือกเมื่อครั้งที่แล้ว 25 จึงเท่ากับลดลง 3 จึงทำให้เกิดข้อกังขาว่า อะไรเป็นเหตุทำให้พรรคประชาธิปัตย์ได้น้อยลง ทั้งๆ ที่ถ้าดูจากปัจจัยแวดล้อมในการปราศรัยหาเสียงก็ดี การดีเบตก็ดี พรรคประชาธิปัตย์น่าจะได้เพิ่ม
เกี่ยวกับประเด็นนี้ ในความเห็นส่วนตัวของผู้เขียนอนุมานได้ว่า จะเกิดจากเหตุปัจจัยดังต่อไปนี้
1. เสียงของฝ่ายอนุรักษนิยมแตก เนื่องจากแข่งกันเองระหว่างพรรคภูมิใจไทยและพรรคประชาธิปัตย์ โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ
2. ส่วนหนึ่งเกิดจากความกลัวว่า ถ้าเลือกพรรคประชาธิปัตย์ไม่ชนพรรคประชาชนจะทำให้คะแนนสูญเปล่า จึงหันไปเทให้พรรคภูมิใจไทย ซึ่งเป็นฝ่ายอนุรักษนิยมและมีโอกาสชนะพรรคประชาชน
3. ในการเลือกตั้งครั้งนี้ได้มีการใช้เงินเพื่อการได้มาเป็นจำนวนมาก จึงทำให้พรรคประชาธิปัตย์ซึ่งเน้นการเมืองสุจริตอาศัยเพียงกระแส และกระแสที่ว่านี้ก็ต้องไปแข่งกับพรรคภูมิใจไทยซึ่งเป็นฝ่ายอนุรักษนิยมด้วยกัน จึงทำให้ได้น้อยลง
4. สิ่งสำคัญที่สุดคือ การประกาศจุดยืนทางการเมืองจะต่อต้านทุนเทาในท่ามกลางทุนเทา จึงทำให้พรรคประชาธิปัตย์ถูกต่อต้านจากทุนเทา
อันที่จริงการประกาศไม่เอาทุนเทาเป็นเรื่องถูกต้อง แต่มาก่อนกาลเวลาคือมาในขณะที่ทุนเทากำลังครอบงำวงการเมืองไทย และประชาชนไม่พร้อมที่จะร่วมอุดมการณ์กับพรรคประชาธิปัตย์ จึงทำให้พรรคประชาธิปัตย์โดดเดี่ยวและถูกลอยแพจากการเมืองสีเทา
อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนหวังว่า พรรคประชาธิปัตย์จะไม่ท้อและสู้ต่อไปจนกว่าผู้คนในสังคมจะตื่นขึ้นมา และร่วมอุดมการณ์กับพรรคประชาธิปัตย์ เมื่อวันนั้นมาถึงพรรคประชาธิปัตย์คงจะได้ชัยชนะแน่นอน


