เปิดฉากสัปดาห์นี้...คงต้องขออนุญาตชวนไปดู “กลยุทธ์” ใหม่ๆ หรือ “ลูกบ้า” ใหม่ๆ ของผู้นำอเมริกาอย่าง “ทรัมป์บ้า” ที่ยังมองโลก ยังคิดว่าโลกใบนี้เป็น “โลกของอเมริกา” หรือ “โลกขั้วอำนาจเดียว” ที่มีอเมริกาเป็นใหญ่ เป็นจ้าวโลก เป็นประมุขโลก อะไรทำนองนั้น แม้ว่าความเป็นจริง ข้อเท็จจริง จะเปลี่ยนไปแล้วขนาดไหน ไม่ใช่โลกเมื่อร้อยกว่าปีที่แล้ว อย่างยุค “ลัทธิมอนโร” ที่จะอาศัย “ลัทธิดอนโร” มาข่มขู่ บังคับ หันซ้าย-หันขวาใครต่อใครกันได้ง่ายๆ...
คือการถอยไปตั้งหลักอยู่ในอาณาบริเวณที่เรียกว่า “Western Hemisphere” ตามแนวคิดยุทธศาสตร์ฉบับใหม่ของอเมริกานั้น คงไม่ใช่การถอยรูด ถอยกรูด แบบคิดแยกตัวเองออกไปยิ่งใหญ่ภายในขอบเขต อาณาบริเวณของตัวเอง อย่างที่เรียกๆ กันว่า “Isolationist” อะไรประมาณนั้น แล้วปล่อยให้ขั้วอำนาจใหม่ๆ แบ่งส่วน ปันส่วนอำนาจกันไปตามสภาพ แบบที่อดีตประธานาธิบดี “James Monroe” ห้ามไม่ให้พวกนักล่าอาณานิคมในยุโรปเข้ามาแตะ “ซีกโลกใหม่” อันเป็นที่ตั้งของทวีปอเมริกาทั้งทวีป จนถูกเรียกขานกันในนาม “Monroe Doctrine”เมื่อร้อยกว่าปีที่แล้ว แต่ “Donroe Doctrine” ของ “ทรัมป์บ้า” นั้น...ยังคงมุ่งที่จะครองโลกทั้งโลก ไม่ว่าซีกโลกไหนต่อซีกโลกไหนไม่ใช่แต่เฉพาะ “ซีกโลกตะวันตก” แต่เพียงเท่านั้น
เพื่อให้ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นตามแบบฉบับที่ตัวเองเคยคุยโม้ คุยโต ว่าจะ “Make America Great Again” นั่นเอง...
หรืออย่างที่รัฐมนตรีต่างประเทศรัสเซีย “นายSergey Lavrov” ท่านได้เปิดอกให้สัมภาษณ์กับ “TV BRICS” เมื่อช่วงวันจันทร์ที่ผ่านมา(9 ก.พ.) นั่นแหละว่า “อเมริกาต้องการที่จะควบคุมเส้นทางพลังงานที่ป้อนเข้าสู่ประเทศที่เป็นแกนนำของโลกในทุกทวีป” หรือ “วัตถุประสงค์ของอเมริกาก็คือการครอบงำเศรษฐกิจโลกด้วยการข่มขู่ไม่ใช่ด้วยการแข่งขัน และเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์นี้ ผู้นำอเมริกาพยายามควบคุมเส้นทางทุกๆ เส้นทางในการขนส่งพลังงานให้กับบรรดาประเทศชั้นนำในโลกทุกๆ ทวีป” พูดง่ายๆ ว่า...พยายาม “เตะตัดขา”หรือถ้าภาษามวยก็อาจเรียกว่า “เตะให้เตี้ย” เพื่อไม่ให้ “ขั้วอำนาจอื่น” โดยเฉพาะ “มหาอำนาจคู่แข่ง” ของอเมริกา มีโอกาสผงาดขึ้นมาเบียดมาแซงมหาอำนาจสูงสุดแห่งโลกอย่างอเมริกาได้เลย!!!
ไม่ว่าด้วยการระเบิดท่อขนส่งน้ำมัน “Nord Stream” ของรัสเซียเมื่อ3 ปีที่แล้ว และเกลี้ยกล่อม โน้มน้าว กดดันให้บรรดาชาติยุโรปทั้งหลายที่ติดเชื้อโรค “Russophobia” หรือโรคกลัวรัสเซีย หันมาซื้อแก๊ส ซื้อน้ำมันจากอเมริกาในราคาที่แพงกว่าที่เคยซื้อจากรัสเซียไม่รู้กี่เท่าต่อกี่เท่า จากนั้นก็แปลงตัวเป็น “โจรเรียกค่าไถ่” บุกจับตัวประธานาธิบดีเวเนซุเอลา ประเทศที่มีแหล่งสำรองน้ำมันมากที่สุดในโลกมาเป็นตัวประกัน บีบบังคับให้รักษาการประธานาธิบดี “Delcy Rodriguez” ต้องดำเนินนโยบายด้านพลังงานตามที่อเมริกาต้องการ ชนิดถึงกับส่งรัฐมนตรีพลังงาน “นายChris Wright” เดินทางไปควบคุม กำกับ ถึงประเทศเวเนซุเอลาเมื่อไม่กี่วันมานี้เอาเลยถึงขั้นนั้น ดังที่รัฐมนตรีรายนี้ได้ออกมาป่าวประกาศแบบชนิดเสียงดัง-ฟังชัดว่า “ผมได้นำเอาสาสน์ของประธานาธิบดีทรัมป์ที่มีความกระตือรือร้นเป็นอันมาก ในการเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ และเวเนซุเอลา อันเป็นส่วนหนึ่งของความต้องการที่จะทำให้อเมริกากลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง”...
ดังนั้น...ไม่เพียงแต่ประเทศที่เคยมีอธิปไตยเป็นของตัวเองอย่างเวเนซุเอลา ต้องเลิกให้การอุดหนุนพลังงานต่อมิตรประเทศอย่างคิวบา ที่ถือเป็น “ศัตรู-คู่กัด” ของอเมริกามานานแสนนาน แม้จะพลีชีพ พลีชีวิต หน่วยทหารที่ปกป้องคุ้มครองประธานาธิบดี “Nicolas Maduro” ขณะถูกจับตัวไปเรียกค่าไถ่ไปนับสิบๆ ศพก็ตาม แต่ยังตามมาด้วยการ “ยึดเรือน้ำมัน” เวเนซุเอลาลำแล้ว-ลำเล่า โดยเฉพาะที่จะส่งไปยังประเทศที่อเมริกาไม่ชอบขี้หน้า ไม่ว่าอิหร่านหรือเลบานอน ฯลฯ แต่ให้หันมาขนน้ำมันจำนวนกว่า 470,000 บาร์เรล ไปส่งให้กับพันธมิตรอเมริกาอย่างอิสราเอล หรือให้กลุ่มบริษัท “Bazan Group”รวมทั้งส่งไปให้โรงกลั่น “Repsol” ในประเทศสเปนอีก 2 ล้านบาร์เรล ตลอดไปจนส่งให้ 2 โรงกลั่นในอินตะระเดียอีก 2 ล้านบาร์เรล เพื่อไม่ให้อินเดียต้องหันไปหาซื้อน้ำมันจากอิหร่าน หรือจากรัสเซียตามที่อเมริกาได้เคยข่มขู่ว่าจะขึ้นภาษีศุลกากรต่อสินค้าอินเดีย 20 เปอร์เซ็นต์ก่อนหน้านี้ อันนี้...ถ้าว่ากันตามรายงานข่าวของสำนักข่าว “Bloomberg” เมื่อช่วงวันอังคารที่ผ่านมา(3 ก.พ.)...
คือพูดง่ายๆ ว่า...ถ้าไม่ยอม “หันซ้าย-หันขวา” ตามที่อเมริกาต้องการ ก็มีอันต้องถูก “ยึดเรือ”หรือห้ามซื้อ-ห้ามขายโดยเด็ดขาด เรือน้ำมันที่ถูกยึดในน่านน้ำเวเนซุเอลานับจากประธานาธิบดีถูกจับตัวไปเรียกค่าไถ่ปาเข้าไปไม่รู้กี่ต่อกี่สิบลำไปแล้วในทุกวันนี้ ไม่ว่าจะติดธงรัสเซีย หรือที่ค้าๆ-ขายๆ กับจีน กับอิหร่าน ต่างโดนไล่ล่า โดนยึด ชนิดตามล่าไปถึงมหาสมุทรอินเดียเอาเลยก็มี แถมยังงัด “มาตรการแซก์ชั่นรอบใหม่” มาใช้เล่นงานประเทศที่ส่งออกน้ำมันมากที่สุดในโลกอย่างประเทศรัสเซีย ด้วยการคว่ำบาตรบริษัทน้ำมันรัสเซีย อย่างบริษัท “Lukoil” และ “Rosneft” ไปจนถึงความพยายาม “ต่อสาย” ให้ผู้นำอินเดีย นายกรัฐมนตรี “Narendra Modi” ประเทศที่เคยสั่งซื้อน้ำมันจากรัสเซียวันละ1.2 ล้านบาร์เรล หันมาพูดคุยกับ “นางDelcy Rodriguez”รักษาการประธานาธิบดีเวเนซุเอลา เมื่อช่วงวันศุกร์ที่ผ่านมา(6 ก.พ.) เพื่อหวังจะให้อินเดีย หันไปค้าไปลงทุนด้านพลังงานในประเทศสวนหลังบ้านอเมริกาแทนที่จะต้องพึ่งพาพลังจากรัสเซีย หรือหวังจะ “เตะรัสเซียให้เตี้ย” ให้จงได้!!! ส่วนประเทศ “มหาอำนาจคู่แข่ง” อีกรายอย่างคุณพี่จีนที่สั่งซื้อน้ำมันเวเนซุเอลาประมาณ5 เปอร์เซ็นต์ นอกจากเรือขนส่งน้ำมันอย่าง “Marinera” และ “VSatau” ของบริษัท “Tijian Oil Trading” จะถูกยึดไป 2 ลำเมื่อเดือนธันวาคมปีที่แล้ว การยึดเรือที่ขนน้ำมันมาจากอิหร่านไปยังประเทศจีนก็ยังคงเป็นไปในแบบลำแล้ว-ลำเล่า ยิ่งเมื่อมีการยกพหลพลโยธา ส่งเรือบรรทุกเครื่องบิน เรือดำน้ำนิวเคลียร์ เรือพิฆาตนับสิบๆ ลำ ตลอดไปจนเครื่องบินรบนานาชนิด ไปจ่ออยู่หน้าปากประตูบ้านอิหร่าน แถมทำท่าว่าจะเติมเรือบรรทุกเครื่องบินลำที่สองเข้าไปอีกต่างหาก การควบคุม กดดัน และปิดล้อมประเทศที่มีแหล่งน้ำมันสำรองอันดับ4 ของโลกอย่างอิหร่าน ก็ยิ่งเอาเรื่อง-เอาราวยิ่งขึ้นไปเท่านั้น ส่งผลให้คุณพี่จีนที่ต้องนำเข้าน้ำมันจากอิหร่านถึง 19.8 เปอร์เซ็นต์ อาจต้อง “หายใจทางเหงือก” แทนที่จะหายใจทางปากเอาเลยก็ไม่แน่!!! เมื่อต้องเจอกับพฤติกรรมที่รัฐมนตรีต่างประเทศรัสเซียท่านเรียกว่า “การทำสงครามกับเรือน้ำมันในทะเลเปิด” หรือ “A war against tanker in the open sea”ของคุณพ่ออเมริกาแบบชนิดจะจะจังๆ...
และคงต้องยอมรับว่า...การรับมือกับ “กลยุทธ์” ใหม่ๆ หรือ “ลูกบ้า”แบบใหม่ของ “ทรัมป์บ้า” เช่นนี้ คงไม่ใช่เรื่องง่ายๆ แม้ว่าทั้งรัสเซียและจีนจะประกาศต่อต้าน คัดค้าน การกระทำของอเมริกาไม่ว่าในกรณีการจับตัวประธานาธิบดีเวเนซุเอลาไปเรียกค่าไถ่ การข่มขู่คุกคามด้วยกำลังทหารต่ออิหร่าน ด้วยการส่งความช่วยเหลือทางทหารไปให้กับพันธมิตรทางยุทธศาสตร์รายนี้อย่างโจ่งแจ้ง ชัดเจน หรือแม้กระทั่งการประกาศจะขนน้ำมันรัสเซียไปให้กับประเทศคิวบาเพื่อ “ช่วยเหลือทางมนุษยธรรม” ของกระทรวงเศรษฐกิจและการพัฒนา ที่สำนักข่าว “Izvestia”ของรัสเซียได้รายงานไปเมื่อไม่กี่วันมานี้ ไปจนถึงการ “แก้แค้น-เอาคืน” ของอิหร่านด้วยการยึดเรือน้ำมันของประเทศพันธมิตรอเมริกา ฯลฯ แต่เมื่อคำนึงถึง “แสนยานุภาพทางทะเล” ของคุณพ่ออเมริกาแล้วคงมิอาจปฏิเสธได้เลยว่า...ออกจะทิ้งห่างไปจากมหาอำนาจคู่แข่งอย่างจีนและรัสเซียแบบแทบไม่เห็นฝุ่น-เห็นหาง!!!
คือขณะที่ “เรือบรรทุกเครื่องบิน” ของรัสเซียมีอยู่เพียงแค่ 1 ลำ ส่วนของจีนเพิ่งมีอยู่แค่ 3 ลำ แต่สำหรับอเมริกาแล้วปาเข้าไปถึง11 ลำอยู่จนทุกวันนี้ การสวมบทเป็น “โจรเรียกค่าไถ่” ก่อนที่จะค่อยๆ ยกระดับพัฒนาจนกลายมาเป็น “โจรสลัด” ภายในทะเลเปิด ออกไล่ล่า ยึดเรือขนส่งน้ำมันลำแล้ว-ลำเล่า พร้อมๆ กับใช้มาตรการ “แซงก์ชั่น” ไม่ว่าต่อประเทศจีน ประเทศรัสเซีย โดยตรง ไปจนถึงประเทศใดก็ตามที่ค้าขาย ลงทุน หรือมีสัมพันธภาพที่เหนียวแน่นกับมหาอำนาจคู่แข่งของตัวเอง ด้วยมาตรการทางภาษีแบบสุดแสนจะหฤโหด อะไรต่อมิอะไรเหล่านี้นี่เอง...ที่ทำให้สิ่งที่เรียกว่า “กฎแห่งสัตว์ป่า” กลายเป็นสิ่งที่น่าหวาดหวั่น น่าเกรงขาม และทำให้สิ่งที่ถูกต้อง-ชอบธรรม อย่างบรรดา “กฎหมายระหว่างประเทศ” ทั้งหลาย กลายเป็นสิ่งที่ไร้วอเตอร์ เมดิซีน หรือ “ไร้น้ำยา”เอาง่ายๆ และนั่นเองที่ทำให้ผู้ซึ่งพยายามจะดำรงรักษา ความถูกต้อง-ชอบธรรมให้อยู่ยั้งยืนยงไปอีกตราบนานเท่านาน อาจหนีไม่พ้นต้องหันไปวัดตัดสินกันด้วย “กำลังทางทหาร” หรือกำลังถูกบีบบังคับให้ต้องวัดตัดสินกันด้วย “สงคราม” ในขั้นตอนสุดท้าย เอาเลยก็ไม่แน่!!!


