รศ.ดร.เดือนเพ็ญ ธีรวรรณวิวัฒน์
รศ.ดร.อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์
ผศ. ดร. ดารารัตน์ อานันทนสุวงศ์
รศ.ดร. พาชิตชนัต ศิริพานิช
ผศ. ดร. ปรีชา วิจิตรธรรมรส
ผศ. ดร. รติพร ถึงฝั่ง
รศ. ดร.อุดมศักดิ์ ศีลประชาวงศ์
ไพลิน เชื้อหยก
ดนุพล ทองคำ
วศิน แก้วชาญค้า
ศูนย์วิจัยสังคมสูงอายุ
ศูนย์คลังปัญญาและสารสนเทศ
สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์
โครงสร้างอายุของประชากรไทยมีแนวโน้มของการเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน ในภาพรวมกลุ่มวัยเด็ก (อายุ 0-14 ปี) มีสัดส่วนลดลง และวัยสูงอายุ (มากกว่าหรือเท่ากับ 60 ปี) มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
โดยใน พ.ศ. 2533 หนึ่งในสามของประชากรเป็นเด็ก ลดลงเหลือ 15.2%
ในพ.ศ. 2567 สัดส่วนวัยสูงอายุก็เพิ่มขึ้นจากประมาณ 7% เป็น 20.8%
เราเห็นได้ว่าปัจจุบันสัดส่วนวัยสูงอายุสูงกว่าวัยเด็กแล้ว
ส่วนสัดส่วนของวัยทำงานในช่วงหลัง ๆ ตั้งแต่ปีสำมะโน 2553 เป็นต้นมามีแนวโน้มค่อย ๆ ลดลง ปัจจุบันมีสัดส่วนอยู่ที่ 64% ซึ่งคนในกลุ่มวัยนี้ทยอยเข้าสู่กลุ่มวัยสูงอายุอย่างต่อเนื่อง ทำให้สัดส่วนผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นเนื่องจากคนมีอายุขัยเฉลี่ยเพิ่มสูงขึ้น
จำนวนผู้เข้าไปเติมใหม่จึงมากกว่าจำนวนที่ออกจากกลุ่ม (เสียชีวิต) จึงเกิดการสะสมพอกพูน ส่งผลให้สังคมไทยก้าวเข้าสู่สังคมสูงอายุอย่างรวดเร็ว และในอนาคตเราก็จะเห็นการลดลงของกำลังแรงงาน โดยมีเหตุผลคล้ายกลุ่มวัยสูงอายุเสมือนคลื่นสึนามิ แต่เป็นกรณีที่ผู้เข้าไปเติมใหม่ที่เป็นกลุ่มเด็กมีจำนวนน้อยกว่าจำนวนที่เคลื่อนออกเพื่อเข้าสู่กลุ่มวัยสูงอายุ
ดังนั้นจึงมีความพยายามที่จะเพิ่มจำนวนเด็กเกิดใหม่หรือเพิ่มกำลังแรงงานจากการย้ายถิ่นที่เป็นนโยบายระยะสั้นที่ในหลายๆประเทศทำกัน เพื่อไม่ให้เกิดวิกฤตแรงงานขาดแคลน แต่แทบจะไม่ได้ผลหรือได้ผลช้ามากต้องใช้เวลาอย่างน้อย 30-40 ปี จึงจะเห็นผลในการเปลี่ยนโครงสร้างประชากร
การเปลี่ยนผ่านของสังคมไทยดังกล่าวข้างต้นมีผลกระทบโดยตรงต่อโครงสร้างครอบครัวและรูปแบบการอยู่อาศัย โดยครอบครัวจะเปลี่ยนโครงสร้างจาก “การขยายในแนวราบ” มาเป็น “การขยายในแนวดิ่ง” หรือเรียกว่า “เส้นถั่ว” (Bean pole) ที่สมาชิกครอบครัวในแต่ละรุ่นอายุ (Generation) มีจำนวนพอๆกัน ในอดีต
ณ ช่วงเวลาหนึ่งของวงจรชีวิตครอบครัว เราอาจอาศัยอยู่ในครัวเรือนที่มีหลายรุ่นอายุ ตั้งแต่รุ่นบนสุดของ “เส้นถั่ว” คือ ปู่-ย่า/ตา-ยาย (รุ่นที่ 1) ถัดลงมา คือรุ่นพ่อ-แม่ (รุ่นที่ 2 ) ถัดลงมา คือ รุ่นลูก (รุ่นที่ 3) จนถึงรุ่นหลาน (รุ่นที่ 4) และในบางครอบครัวอาจลงมาถึงรุ่นเหลน
ข้อมูลจากการสำรวจแรงงานและการสำรวจภาวะเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือนโดยสำนักงานสถิติแห่งชาติพบว่าในช่วงปีก่อนพ.ศ. 2558 มีประมาณหนึ่งในสาม (33.3%) ของครัวเรือนที่มีสมาชิกมากกว่า 2 เจเนเรชัน (ไม่รวมครัวเรือนข้ามรุ่น) อาศัยอยู่ร่วมกัน แต่พบว่าในพ.ศ. 2567 สัดส่วนนี้ลดลงเหลือประมาณ 23% เนื่องด้วยบริบทของสังคมปัจจุบัน เมื่อรุ่นลูกแต่งงานมีครอบครัว มักแยกบ้านไปอยู่อย่างอิสระตั้งครอบครัวของตนเอง เปรียบเสมือนตัด “เส้นถั่ว” ออกเป็น 2 ท่อน ทำให้จำนวนครัวเรือนไทยเพิ่มขึ้น เพราะเดิมเป็นครอบครัวขยาย (Extended family) แล้วแตกออกเป็นครอบครัวเดี่ยว (Nuclear family)
จากรายงานของกองทุนประชากรแห่งสหประชาชาติ (United Nations Population Fund: UNFPA) ในพ.ศ. 2558 ระบุว่าประเทศไทยระหว่างพ.ศ. 2533 และ 2553 จำนวนครัวเรือนเพิ่มขึ้นจาก 12.3 ล้าน เป็น 20.3 ล้านครัวเรือน คิดเป็นเพิ่มขึ้น 65%
โดยท่อนบนจะมีรุ่นที่ 1 ปู่-ย่า/ตา-ยาย และ รุ่นที่ 2 พ่อ-แม่ อาศัยอยู่ร่วมกัน ซึ่งมีแนวโน้มที่จะเป็นครัวเรือนสูงอายุ อย่างไรก็ตามอาจมีลูกของรุ่นที่ 2 ที่ยังไม่ได้สมรสอาศัยอยู่ด้วย
ส่วนท่อนล่างจะเป็นครัวเรือนที่ประกอบด้วยรุ่นที่ 3 ลูก และรุ่นที่ 4 หลาน ด้วยเหตุดังกล่าวนี้จึงทำให้ครัวเรือนไทยมีขนาดเล็กลง โดยมีขนาดครอบครัว (Family size) ลดลงอย่างต่อเนื่อง ดังจะเห็นได้จากข้อมูลสำมะโนประชากรและเคหะ 3 ครั้งล่าสุด พบว่าในพ.ศ. 2533 เฉลี่ยประมาณ 4.4 คนต่อครัวเรือน ลดลงมาเป็น 3.8 คน ในพ.ศ. 2543 และ 3.1 คน ในพ.ศ. 2553
ท่อนบนของเส้นถั่วซึ่งประกอบด้วยรุ่นที่ 1 ปู่-ย่า/ตา-ยาย และ รุ่นที่ 2 พ่อ-แม่มีแนวโน้มที่จะเป็นครัวเรือนผู้สูงอายุ จากการศึกษาของ ศ. ดร. ปราโมทย์ ปราสาทกุลและคณะจากสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล พบว่าสัดส่วนครัวเรือนที่มีสมาชิกอย่างน้อย 1 คน หรือส่วนใหญ่ (รุ่นที่อยู่ล่างสุดของเส้นถั่วท่อนบน คือ รุ่นที่ 2 อาจยังอยู่ในวัยเตรียมเกษียณ คืออายุไม่ถึง 60 ปี) หรือทั้งหมดเป็นผู้สูงอายุ (ซึ่งก็อาจจะมีทั้งผู้สูงอายุวัยต้น และ/หรือวัยกลาง และ/หรือวัยปลาย) เพิ่มจาก 29% เป็น 34% และ 41% ของครัวเรือนทั้งหมดในพ.ศ. 2539 พ.ศ. 2549 และพ.ศ. 2560 ตามลำดับ

การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของครัวเรือนจะเกิดขึ้นเมื่อสมาชิกในครัวเรือนเสียชีวิตลง วงจรชีวิตของครัวเรือนสูงอายุนี้จะถูกแบ่งออกเป็น 2 ระยะ
ระยะแรกเมื่อรุ่นที่ 1 ปู่-ย่า/ตา-ยายเสียชีวิต เหลือรุ่นที่ 2 พ่อ-แม่สูงอายุอยู่ด้วยกันตามลำพัง
ระยะถัดมาเมื่อคนใดคนหนึ่งในรุ่นที่ 2 พ่อ-แม่เสียชีวิตลง อีกคนที่เหลืออยู่ก็อาจจะกลับไปอยู่กับครอบครัวของลูก (รุ่นที่ 3) ที่สมรส หรือถ้ามีลูก (รุ่นที่ 3) ที่ไม่สมรสอยู่ด้วยก็จะอยู่กับลูกคนนี้ หรือถ้าเดิมอาศัยอยู่ด้วยกันกับคู่สมรสตามลำพังก็อาจจะเลือกที่จะอยู่ลำพังคนเดียวซึ่งมีอยู่ไม่น้อย
ข้อมูลจากโครงการ The Health, Aging, and Retirement in Thailand (HART) โดยศูนย์วิจัยผู้สูงอายุและศูนย์คลังปัญญาและสารสนเทศ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ได้สำรวจและเก็บข้อมูลเกี่ยวกับผู้สูงอายุไทยในลักษณะของการเก็บข้อมูลซ้ำจากผู้สูงอายุไทยคนเดิม เป็นข้อมูลระยะยาวและข้อมูลพาเนล (Longitudinal and panel data) ชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนถึงการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของครัวเรือนที่ผู้สูงอายุอาศัยอยู่ กล่าวคือ “อาศัยอยู่ในครัวเรือนที่มีขนาดเล็กลงและมีแนวโน้มที่จะอยู่ลำพังมากขึ้นไม่ว่าจะอยู่ลำพังคนเดียวหรืออยู่กับคู่สมรส”
ข้อมูลของ HART ในพ.ศ. 2565 (รอบที่ 4) ระบุว่าจำนวนสมาชิกเฉลี่ยในครัวเรือนเหลือเพียง 3.4 คน สัดส่วนผู้สูงอายุที่อยู่ตามลำพังคนเดียวเพิ่มขึ้นเป็น 12.5% และครัวเรือนที่คู่สมรสสูงอายุอาศัยอยู่ด้วยกันตามลำพังเพิ่มเป็น 31.4% ขณะที่การอยู่อาศัยแบบครอบครัวใหญ่ลดลงเหลือเพียง 28.9%

ระยะเวลาของวงจรชีวิตของครัวเรือนสูงอายุในแต่ละระยะจะยาวนานเพียงใดไม่สามารถชี้ชัดลงไปได้ แต่ในภาพรวมมีแนวโน้มว่าระยะเวลาที่จะต้องใช้ชีวิตอยู่ในวงจรนี้ยาวนานกว่าในอดีต อยู่ลำพังสองคนตายายจนกว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะตายไปก่อน เนื่องจากเรามีชีวิตที่ยืนยาวขึ้น โดยเฉพาะเพศหญิง เมื่อประมาณ 50 ปีที่ผ่านมา คือ ในพ.ศ. 2513 อายุขัยเฉลี่ยของคนไทยอยู่ที่ 60.7 ปี แต่จากข้อมูลล่าสุดขององค์การอนามัยโลกระบุว่าในพ.ศ. 2563 อายุขัยเฉลี่ยของคนไทยเพิ่มขึ้นเป็น 77.7 ปี โดยเพศชาย 74.4 ปี และเพศหญิง 81.0 ปี เพศหญิงไทยมีอายุกว่าเพศชายมาตลอด ดังนั้นมีแนวโน้มที่จะมีหญิงชราต้องอยู่คนเดียว ไร้คนเหลียวแลไปจนเสียชีวิตในประเทศไทยเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ดังที่เกิดขึ้นแล้วในสังคมญี่ปุ่น
ท่อนล่างของเส้นถั่วโดยปกติจะเป็นครอบครัวเดี่ยวที่ประกอบด้วยรุ่นที่ 3 ลูก และรุ่นที่ 4 หลาน จากรายงานสถานการณ์ผู้สูงอายุไทยของสถาบันวิจัยประชากรและสังคม ม.มหิดล ระบุว่าในพ.ศ. 2563 มีครัวเรือนประเภทนี้อยู่ 31% ของครัวเรือนทั้งหมด มีบางครัวเรือนอาจมีรุ่นที่ 2 คือ รุ่นพ่อ-แม่ อาศัยอยู่ด้วย ชี้ให้เห็นว่าครอบครัวขยายยังคงมีบทบาทสำคัญ ในช่วงกว่า 2 ทศวรรษที่ผ่านมาครอบครัวขยายมีสัดส่วนเพิ่มขึ้น สะท้อนการปรับตัวของครัวเรือนไทยต่อสังคมสูงวัยและแรงกดดันทางเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตามยังคงเป็นรูปแบบการขยายในแนวดิ่งแบบเส้นถั่ว ไม่ใช่ในแนวราบ และข้อค้นพบที่สำคัญอีกประการ คือโครงสร้างครัวเรือนไทยมีความซับซ้อนหลากหลายมากขึ้น นอกจากครอบครัวเดี่ยว และครอบครัวขยายแล้ว ยังมีครัวเรือนคนเดียว ครอบครัวเลี้ยงเดี่ยว และครัวเรือนข้ามรุ่นอีกด้วย โดยเฉพาะครัวเรือนคนเดียวและครัวเรือนข้ามรุ่นมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม ถ้ามีการตัดเส้นถั่วออกเป็น 2 ท่อน ไม่ได้หมายถึงการแยกที่อยู่อาศัยเพียงอย่างเดียว หากแต่เป็นกระบวนการเปลี่ยนผ่านเชิงความสัมพันธ์ในหลายมิติพร้อมกัน ทั้งด้านเศรษฐกิจครัวเรือน อำนาจการตัดสินใจ การดูแล และอารมณ์ความผูกพัน โดยเฉพาะในมิติเศรษฐกิจ ครัวเรือนในแต่ละ “ท่อน” จำเป็นต้องมีความสามารถในการพึ่งพาตนเองมากขึ้น รายได้หลักต้องเกิดจากสมาชิกภายในครัวเรือนเดียวกัน การบริโภคและการออมต้องบริหารจัดการกันเอง และการดูแลช่วยเหลือในชีวิตประจำวันไม่อาจพึ่งพาเครือญาติได้ในระดับเดียวกับอดีต

ความเป็นจริงดังกล่าวนี้ยิ่งทวีความสำคัญขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้สำหรับครัวเรือนสูงอายุ “ท่อนบน” ที่ข้อมูลจาก HART พบว่าผู้สูงอายุไทยมีแนวโน้มที่จะอาศัยอยู่ในครัวเรือนขนาดเล็ก และเกือบครึ่งอาศัยอยู่ลำพังหรืออยู่กับคู่สมรส ถึงแม้ผู้สูงอายุเหล่านี้ยังคงมีความเชื่อมโยงกับบุตรหลาน แต่การดำรงชีวิตของครัวเรือนสูงอายุต้องพึ่งพารายได้จากการทำงาน เงินออม และการจัดการตนเอง ไม่ว่าจะเป็นค่าใช้จ่ายประจำ ค่าดูแลสุขภาพ หรือค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้นตามอายุที่ยืนยาวขึ้น
ข้อที่น่ากังวลใจคือสังคมสูงอายุของไทยเป็นสังคมแก่แต่จน เรามีการสะสมความมั่งคั่งไว้ไม่เพียงพอ ขาดการวางแผนการเงิน ขาดความแตกฉานทางการเงิน และขาดวินัยในการออม ไม่มีการวางแผนการเกษียณ และหวังจะได้รับสวัสดิการแห่งรัฐในการดูแลเมื่อสูงวัย ไม่คิดพึ่งพอตนเองมากนัก แต่กลับมีโครงสร้างครอบครัวที่เส้นถั่วถูกตัด ทำให้แก่แต่จน อยู่คนเดียว ไร้คนเหลียวแล อันเป็นสภาพที่หดหู่ เหงา โดดเดี่ยว ลำบาก และยากจน นี่คือสิ่งที่สังคมไทยจะต้องเผชิญ และหากเราคนไทยในวัยหนุ่มสาวตั้งอยู่บนความประมาทไม่วางแผนชีวิตหรือวางแผนการเกษียณ ไม่มีวินัยในการออม ก็จะต้องใช้ชีวิต อย่างโดดเดี่ยว ยากลำบาก และต้องกระเสือกกระสนในการหาเลี้ยงชีพหรือหางานทำเพื่อให้สามารถดำรงชีวิตต่อไปได้ตามลำพังตามความจำเป็นทางเศรษฐกิจ อันเป็นชราภาพที่ขาดคุณภาพหรือเรียกว่า แก่แบบไร้คุณภาพ และจะเป็นภาระของสังคมได้
ในบริบทเช่นนี้ การขยายอายุเกษียณจึงไม่ใช่เรื่องของการ “ทำงานนานขึ้น” เพียงอย่างเดียว แต่เป็นการตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลง ขนาดและโครงสร้างครอบครัว ที่ทำให้ผู้สูงอายุพึ่งพาลูกหลานได้น้อยลง และ ความต้องการรายได้ของผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากต้องเตรียมเงินออมและรายได้สำหรับระยะยาวมากขึ้น ประกอบกับค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพและการดำรงชีพที่มีแนวโน้มสูงขึ้น การเปิดโอกาสให้ผู้สูงอายุที่ยังมีศักยภาพทำงานต่อ ช่วยให้มีรายได้สม่ำเสมอ ลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาเงินออมเพียงอย่างเดียว และเพิ่มความมั่นคงในชีวิตตลอดช่วงวัยที่ยาวนานขึ้น การขยายอายุเกษียณจึงเป็นการปรับระบบการทำงานให้สอดคล้องกับความเป็นจริงทางสังคม ที่ผู้สูงอายุต้องรับผิดชอบชีวิตของตนเองมากขึ้นและยาวนานขึ้น ลดภาระของลูกหลาน และยังสามารถเสริมความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจครัวเรือน รายได้จากการทำงานของผู้สูงอายุมีบทบาทช่วยสนับสนุนบุตรหลานด้านค่าใช้จ่าย การดูแลหลาน หรือการเป็นแหล่งกันชนทางเศรษฐกิจในช่วงที่บุตรหลานเผชิญกับความไม่มั่นคงในตลาดแรงงาน
“การขยายอายุเกษียณ” ไม่ใช่เพียงประเด็นปัจเจกบุคคลในระดับครัวเรือนเท่านั้น แต่เป็นมาตรการสำคัญในระดับประเทศด้วย ประสบการณ์ของหลายประเทศที่ก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยสะท้อนบทเรียนร่วมกันอย่างชัดเจนว่า เมื่อประชากรอายุยืนยาวขึ้นและแรงงานวัยหนุ่มสาวลดลง การขยายช่วงอายุการทำงานกลายเป็นทางเลือกที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นญี่ปุ่น สิงคโปร์ หรือประเทศในยุโรปจำนวนมาก ล้วนค่อย ๆ ปรับโครงสร้างตลาดแรงงานให้เอื้อต่อการทำงานของผู้สูงอายุ ทั้งการขยายอายุเกษียณ การจ้างงานแบบยืดหยุ่น การปรับสภาพงานให้เหมาะกับวัย และการส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต แนวทางเหล่านี้เกิดจากการเผชิญกับข้อจำกัดของสังคมสูงวัย ทั้งปัญหาการขาดแคลนแรงงาน ภาระสวัสดิการที่เพิ่มขึ้น และความจำเป็นในการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ

ประเทศไทยกำลังเผชิญกับแรงกดดันจากโครงสร้างประชากรสูงวัย เมื่อจำนวนประชากรวัยแรงงานลดลงอย่างต่อเนื่อง ครัวเรือนมีลูกน้อยลง และเศรษฐกิจสมัยใหม่ต้องพึ่งพาความรู้และประสบการณ์มากกว่ากำลังแรงงานเพียงอย่างเดียว การใช้ศักยภาพของแรงงานผู้สูงอายุจึงไม่ใช่ทางเลือกเฉพาะหน้า แต่เป็นกลไกสำคัญในระดับเศรษฐกิจมหภาค ที่ช่วยให้สังคมไทยปรับตัวเข้าสู่ยุคสูงวัยได้อย่างยั่งยืน
รายการอ้างอิง
การสำรวจประชากรสูงอายุในประเทศไทย พ.ศ. 2560, สำนักงานสถิติแห่งชาติ.
การสำรวจภาวะเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือน พ.ศ. 2558 พ.ศ. 2567, สำนักงานสถิติแห่งชาติ.
การสํารวจสุขภาพ การสูงอายุและการเกษียณในประเทศไทยโดยใช้ตัวอย่างซ้ำ (HART), ศูนย์วิจัยสังคมสูงอายุ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์.
สถานการณ์ผู้สูงอายุไทย พ.ศ. 2560, มูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุไทย และสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล.
สถานการณ์ผู้สูงอายุไทย พ.ศ. 2563, มูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุไทย และสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล.
สำมะโนประชากรและเคหะ พ.ศ. 2533 พ.ศ. 2543 พ.ศ. 2553, สำนักงานสถิติแห่งชาติ.
Economic Research Institute for ASEAN and East Asia (ERIA) Life expectancy and population health indicators, World Health Organization.
Social indicators 2025: Household structure, Thailand: National Statistical Office.
State of Thailand population reports 1980, 1990, 2010, United Nations Population Fund.
State of Thailand’s population report 2015: Features of Thai families in the era of low fertility and longevity, United Nations Population Fund
Statistical yearbook Thailand 2023, 2025, Thailand: National Statistical Office.
Traditional family structures no longer the norm in Thailand, UNFPA Asia-Pacific, Retrieved from https://asiapacific.unfpa.org/en/news/traditional-family-structures-no-longer-norm-thailand
รศ.ดร.อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์
ผศ. ดร. ดารารัตน์ อานันทนสุวงศ์
รศ.ดร. พาชิตชนัต ศิริพานิช
ผศ. ดร. ปรีชา วิจิตรธรรมรส
ผศ. ดร. รติพร ถึงฝั่ง
รศ. ดร.อุดมศักดิ์ ศีลประชาวงศ์
ไพลิน เชื้อหยก
ดนุพล ทองคำ
วศิน แก้วชาญค้า
ศูนย์วิจัยสังคมสูงอายุ
ศูนย์คลังปัญญาและสารสนเทศ
สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์
โครงสร้างอายุของประชากรไทยมีแนวโน้มของการเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน ในภาพรวมกลุ่มวัยเด็ก (อายุ 0-14 ปี) มีสัดส่วนลดลง และวัยสูงอายุ (มากกว่าหรือเท่ากับ 60 ปี) มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
โดยใน พ.ศ. 2533 หนึ่งในสามของประชากรเป็นเด็ก ลดลงเหลือ 15.2%
ในพ.ศ. 2567 สัดส่วนวัยสูงอายุก็เพิ่มขึ้นจากประมาณ 7% เป็น 20.8%
เราเห็นได้ว่าปัจจุบันสัดส่วนวัยสูงอายุสูงกว่าวัยเด็กแล้ว
ส่วนสัดส่วนของวัยทำงานในช่วงหลัง ๆ ตั้งแต่ปีสำมะโน 2553 เป็นต้นมามีแนวโน้มค่อย ๆ ลดลง ปัจจุบันมีสัดส่วนอยู่ที่ 64% ซึ่งคนในกลุ่มวัยนี้ทยอยเข้าสู่กลุ่มวัยสูงอายุอย่างต่อเนื่อง ทำให้สัดส่วนผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นเนื่องจากคนมีอายุขัยเฉลี่ยเพิ่มสูงขึ้น
จำนวนผู้เข้าไปเติมใหม่จึงมากกว่าจำนวนที่ออกจากกลุ่ม (เสียชีวิต) จึงเกิดการสะสมพอกพูน ส่งผลให้สังคมไทยก้าวเข้าสู่สังคมสูงอายุอย่างรวดเร็ว และในอนาคตเราก็จะเห็นการลดลงของกำลังแรงงาน โดยมีเหตุผลคล้ายกลุ่มวัยสูงอายุเสมือนคลื่นสึนามิ แต่เป็นกรณีที่ผู้เข้าไปเติมใหม่ที่เป็นกลุ่มเด็กมีจำนวนน้อยกว่าจำนวนที่เคลื่อนออกเพื่อเข้าสู่กลุ่มวัยสูงอายุ
ดังนั้นจึงมีความพยายามที่จะเพิ่มจำนวนเด็กเกิดใหม่หรือเพิ่มกำลังแรงงานจากการย้ายถิ่นที่เป็นนโยบายระยะสั้นที่ในหลายๆประเทศทำกัน เพื่อไม่ให้เกิดวิกฤตแรงงานขาดแคลน แต่แทบจะไม่ได้ผลหรือได้ผลช้ามากต้องใช้เวลาอย่างน้อย 30-40 ปี จึงจะเห็นผลในการเปลี่ยนโครงสร้างประชากร
การเปลี่ยนผ่านของสังคมไทยดังกล่าวข้างต้นมีผลกระทบโดยตรงต่อโครงสร้างครอบครัวและรูปแบบการอยู่อาศัย โดยครอบครัวจะเปลี่ยนโครงสร้างจาก “การขยายในแนวราบ” มาเป็น “การขยายในแนวดิ่ง” หรือเรียกว่า “เส้นถั่ว” (Bean pole) ที่สมาชิกครอบครัวในแต่ละรุ่นอายุ (Generation) มีจำนวนพอๆกัน ในอดีต
ณ ช่วงเวลาหนึ่งของวงจรชีวิตครอบครัว เราอาจอาศัยอยู่ในครัวเรือนที่มีหลายรุ่นอายุ ตั้งแต่รุ่นบนสุดของ “เส้นถั่ว” คือ ปู่-ย่า/ตา-ยาย (รุ่นที่ 1) ถัดลงมา คือรุ่นพ่อ-แม่ (รุ่นที่ 2 ) ถัดลงมา คือ รุ่นลูก (รุ่นที่ 3) จนถึงรุ่นหลาน (รุ่นที่ 4) และในบางครอบครัวอาจลงมาถึงรุ่นเหลน
ข้อมูลจากการสำรวจแรงงานและการสำรวจภาวะเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือนโดยสำนักงานสถิติแห่งชาติพบว่าในช่วงปีก่อนพ.ศ. 2558 มีประมาณหนึ่งในสาม (33.3%) ของครัวเรือนที่มีสมาชิกมากกว่า 2 เจเนเรชัน (ไม่รวมครัวเรือนข้ามรุ่น) อาศัยอยู่ร่วมกัน แต่พบว่าในพ.ศ. 2567 สัดส่วนนี้ลดลงเหลือประมาณ 23% เนื่องด้วยบริบทของสังคมปัจจุบัน เมื่อรุ่นลูกแต่งงานมีครอบครัว มักแยกบ้านไปอยู่อย่างอิสระตั้งครอบครัวของตนเอง เปรียบเสมือนตัด “เส้นถั่ว” ออกเป็น 2 ท่อน ทำให้จำนวนครัวเรือนไทยเพิ่มขึ้น เพราะเดิมเป็นครอบครัวขยาย (Extended family) แล้วแตกออกเป็นครอบครัวเดี่ยว (Nuclear family)
จากรายงานของกองทุนประชากรแห่งสหประชาชาติ (United Nations Population Fund: UNFPA) ในพ.ศ. 2558 ระบุว่าประเทศไทยระหว่างพ.ศ. 2533 และ 2553 จำนวนครัวเรือนเพิ่มขึ้นจาก 12.3 ล้าน เป็น 20.3 ล้านครัวเรือน คิดเป็นเพิ่มขึ้น 65%
โดยท่อนบนจะมีรุ่นที่ 1 ปู่-ย่า/ตา-ยาย และ รุ่นที่ 2 พ่อ-แม่ อาศัยอยู่ร่วมกัน ซึ่งมีแนวโน้มที่จะเป็นครัวเรือนสูงอายุ อย่างไรก็ตามอาจมีลูกของรุ่นที่ 2 ที่ยังไม่ได้สมรสอาศัยอยู่ด้วย
ส่วนท่อนล่างจะเป็นครัวเรือนที่ประกอบด้วยรุ่นที่ 3 ลูก และรุ่นที่ 4 หลาน ด้วยเหตุดังกล่าวนี้จึงทำให้ครัวเรือนไทยมีขนาดเล็กลง โดยมีขนาดครอบครัว (Family size) ลดลงอย่างต่อเนื่อง ดังจะเห็นได้จากข้อมูลสำมะโนประชากรและเคหะ 3 ครั้งล่าสุด พบว่าในพ.ศ. 2533 เฉลี่ยประมาณ 4.4 คนต่อครัวเรือน ลดลงมาเป็น 3.8 คน ในพ.ศ. 2543 และ 3.1 คน ในพ.ศ. 2553
ท่อนบนของเส้นถั่วซึ่งประกอบด้วยรุ่นที่ 1 ปู่-ย่า/ตา-ยาย และ รุ่นที่ 2 พ่อ-แม่มีแนวโน้มที่จะเป็นครัวเรือนผู้สูงอายุ จากการศึกษาของ ศ. ดร. ปราโมทย์ ปราสาทกุลและคณะจากสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล พบว่าสัดส่วนครัวเรือนที่มีสมาชิกอย่างน้อย 1 คน หรือส่วนใหญ่ (รุ่นที่อยู่ล่างสุดของเส้นถั่วท่อนบน คือ รุ่นที่ 2 อาจยังอยู่ในวัยเตรียมเกษียณ คืออายุไม่ถึง 60 ปี) หรือทั้งหมดเป็นผู้สูงอายุ (ซึ่งก็อาจจะมีทั้งผู้สูงอายุวัยต้น และ/หรือวัยกลาง และ/หรือวัยปลาย) เพิ่มจาก 29% เป็น 34% และ 41% ของครัวเรือนทั้งหมดในพ.ศ. 2539 พ.ศ. 2549 และพ.ศ. 2560 ตามลำดับ
การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของครัวเรือนจะเกิดขึ้นเมื่อสมาชิกในครัวเรือนเสียชีวิตลง วงจรชีวิตของครัวเรือนสูงอายุนี้จะถูกแบ่งออกเป็น 2 ระยะ
ระยะแรกเมื่อรุ่นที่ 1 ปู่-ย่า/ตา-ยายเสียชีวิต เหลือรุ่นที่ 2 พ่อ-แม่สูงอายุอยู่ด้วยกันตามลำพัง
ระยะถัดมาเมื่อคนใดคนหนึ่งในรุ่นที่ 2 พ่อ-แม่เสียชีวิตลง อีกคนที่เหลืออยู่ก็อาจจะกลับไปอยู่กับครอบครัวของลูก (รุ่นที่ 3) ที่สมรส หรือถ้ามีลูก (รุ่นที่ 3) ที่ไม่สมรสอยู่ด้วยก็จะอยู่กับลูกคนนี้ หรือถ้าเดิมอาศัยอยู่ด้วยกันกับคู่สมรสตามลำพังก็อาจจะเลือกที่จะอยู่ลำพังคนเดียวซึ่งมีอยู่ไม่น้อย
ข้อมูลจากโครงการ The Health, Aging, and Retirement in Thailand (HART) โดยศูนย์วิจัยผู้สูงอายุและศูนย์คลังปัญญาและสารสนเทศ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ได้สำรวจและเก็บข้อมูลเกี่ยวกับผู้สูงอายุไทยในลักษณะของการเก็บข้อมูลซ้ำจากผู้สูงอายุไทยคนเดิม เป็นข้อมูลระยะยาวและข้อมูลพาเนล (Longitudinal and panel data) ชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนถึงการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของครัวเรือนที่ผู้สูงอายุอาศัยอยู่ กล่าวคือ “อาศัยอยู่ในครัวเรือนที่มีขนาดเล็กลงและมีแนวโน้มที่จะอยู่ลำพังมากขึ้นไม่ว่าจะอยู่ลำพังคนเดียวหรืออยู่กับคู่สมรส”
ข้อมูลของ HART ในพ.ศ. 2565 (รอบที่ 4) ระบุว่าจำนวนสมาชิกเฉลี่ยในครัวเรือนเหลือเพียง 3.4 คน สัดส่วนผู้สูงอายุที่อยู่ตามลำพังคนเดียวเพิ่มขึ้นเป็น 12.5% และครัวเรือนที่คู่สมรสสูงอายุอาศัยอยู่ด้วยกันตามลำพังเพิ่มเป็น 31.4% ขณะที่การอยู่อาศัยแบบครอบครัวใหญ่ลดลงเหลือเพียง 28.9%
ระยะเวลาของวงจรชีวิตของครัวเรือนสูงอายุในแต่ละระยะจะยาวนานเพียงใดไม่สามารถชี้ชัดลงไปได้ แต่ในภาพรวมมีแนวโน้มว่าระยะเวลาที่จะต้องใช้ชีวิตอยู่ในวงจรนี้ยาวนานกว่าในอดีต อยู่ลำพังสองคนตายายจนกว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะตายไปก่อน เนื่องจากเรามีชีวิตที่ยืนยาวขึ้น โดยเฉพาะเพศหญิง เมื่อประมาณ 50 ปีที่ผ่านมา คือ ในพ.ศ. 2513 อายุขัยเฉลี่ยของคนไทยอยู่ที่ 60.7 ปี แต่จากข้อมูลล่าสุดขององค์การอนามัยโลกระบุว่าในพ.ศ. 2563 อายุขัยเฉลี่ยของคนไทยเพิ่มขึ้นเป็น 77.7 ปี โดยเพศชาย 74.4 ปี และเพศหญิง 81.0 ปี เพศหญิงไทยมีอายุกว่าเพศชายมาตลอด ดังนั้นมีแนวโน้มที่จะมีหญิงชราต้องอยู่คนเดียว ไร้คนเหลียวแลไปจนเสียชีวิตในประเทศไทยเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ดังที่เกิดขึ้นแล้วในสังคมญี่ปุ่น
ท่อนล่างของเส้นถั่วโดยปกติจะเป็นครอบครัวเดี่ยวที่ประกอบด้วยรุ่นที่ 3 ลูก และรุ่นที่ 4 หลาน จากรายงานสถานการณ์ผู้สูงอายุไทยของสถาบันวิจัยประชากรและสังคม ม.มหิดล ระบุว่าในพ.ศ. 2563 มีครัวเรือนประเภทนี้อยู่ 31% ของครัวเรือนทั้งหมด มีบางครัวเรือนอาจมีรุ่นที่ 2 คือ รุ่นพ่อ-แม่ อาศัยอยู่ด้วย ชี้ให้เห็นว่าครอบครัวขยายยังคงมีบทบาทสำคัญ ในช่วงกว่า 2 ทศวรรษที่ผ่านมาครอบครัวขยายมีสัดส่วนเพิ่มขึ้น สะท้อนการปรับตัวของครัวเรือนไทยต่อสังคมสูงวัยและแรงกดดันทางเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตามยังคงเป็นรูปแบบการขยายในแนวดิ่งแบบเส้นถั่ว ไม่ใช่ในแนวราบ และข้อค้นพบที่สำคัญอีกประการ คือโครงสร้างครัวเรือนไทยมีความซับซ้อนหลากหลายมากขึ้น นอกจากครอบครัวเดี่ยว และครอบครัวขยายแล้ว ยังมีครัวเรือนคนเดียว ครอบครัวเลี้ยงเดี่ยว และครัวเรือนข้ามรุ่นอีกด้วย โดยเฉพาะครัวเรือนคนเดียวและครัวเรือนข้ามรุ่นมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม ถ้ามีการตัดเส้นถั่วออกเป็น 2 ท่อน ไม่ได้หมายถึงการแยกที่อยู่อาศัยเพียงอย่างเดียว หากแต่เป็นกระบวนการเปลี่ยนผ่านเชิงความสัมพันธ์ในหลายมิติพร้อมกัน ทั้งด้านเศรษฐกิจครัวเรือน อำนาจการตัดสินใจ การดูแล และอารมณ์ความผูกพัน โดยเฉพาะในมิติเศรษฐกิจ ครัวเรือนในแต่ละ “ท่อน” จำเป็นต้องมีความสามารถในการพึ่งพาตนเองมากขึ้น รายได้หลักต้องเกิดจากสมาชิกภายในครัวเรือนเดียวกัน การบริโภคและการออมต้องบริหารจัดการกันเอง และการดูแลช่วยเหลือในชีวิตประจำวันไม่อาจพึ่งพาเครือญาติได้ในระดับเดียวกับอดีต
ความเป็นจริงดังกล่าวนี้ยิ่งทวีความสำคัญขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้สำหรับครัวเรือนสูงอายุ “ท่อนบน” ที่ข้อมูลจาก HART พบว่าผู้สูงอายุไทยมีแนวโน้มที่จะอาศัยอยู่ในครัวเรือนขนาดเล็ก และเกือบครึ่งอาศัยอยู่ลำพังหรืออยู่กับคู่สมรส ถึงแม้ผู้สูงอายุเหล่านี้ยังคงมีความเชื่อมโยงกับบุตรหลาน แต่การดำรงชีวิตของครัวเรือนสูงอายุต้องพึ่งพารายได้จากการทำงาน เงินออม และการจัดการตนเอง ไม่ว่าจะเป็นค่าใช้จ่ายประจำ ค่าดูแลสุขภาพ หรือค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้นตามอายุที่ยืนยาวขึ้น
ข้อที่น่ากังวลใจคือสังคมสูงอายุของไทยเป็นสังคมแก่แต่จน เรามีการสะสมความมั่งคั่งไว้ไม่เพียงพอ ขาดการวางแผนการเงิน ขาดความแตกฉานทางการเงิน และขาดวินัยในการออม ไม่มีการวางแผนการเกษียณ และหวังจะได้รับสวัสดิการแห่งรัฐในการดูแลเมื่อสูงวัย ไม่คิดพึ่งพอตนเองมากนัก แต่กลับมีโครงสร้างครอบครัวที่เส้นถั่วถูกตัด ทำให้แก่แต่จน อยู่คนเดียว ไร้คนเหลียวแล อันเป็นสภาพที่หดหู่ เหงา โดดเดี่ยว ลำบาก และยากจน นี่คือสิ่งที่สังคมไทยจะต้องเผชิญ และหากเราคนไทยในวัยหนุ่มสาวตั้งอยู่บนความประมาทไม่วางแผนชีวิตหรือวางแผนการเกษียณ ไม่มีวินัยในการออม ก็จะต้องใช้ชีวิต อย่างโดดเดี่ยว ยากลำบาก และต้องกระเสือกกระสนในการหาเลี้ยงชีพหรือหางานทำเพื่อให้สามารถดำรงชีวิตต่อไปได้ตามลำพังตามความจำเป็นทางเศรษฐกิจ อันเป็นชราภาพที่ขาดคุณภาพหรือเรียกว่า แก่แบบไร้คุณภาพ และจะเป็นภาระของสังคมได้
ในบริบทเช่นนี้ การขยายอายุเกษียณจึงไม่ใช่เรื่องของการ “ทำงานนานขึ้น” เพียงอย่างเดียว แต่เป็นการตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลง ขนาดและโครงสร้างครอบครัว ที่ทำให้ผู้สูงอายุพึ่งพาลูกหลานได้น้อยลง และ ความต้องการรายได้ของผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากต้องเตรียมเงินออมและรายได้สำหรับระยะยาวมากขึ้น ประกอบกับค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพและการดำรงชีพที่มีแนวโน้มสูงขึ้น การเปิดโอกาสให้ผู้สูงอายุที่ยังมีศักยภาพทำงานต่อ ช่วยให้มีรายได้สม่ำเสมอ ลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาเงินออมเพียงอย่างเดียว และเพิ่มความมั่นคงในชีวิตตลอดช่วงวัยที่ยาวนานขึ้น การขยายอายุเกษียณจึงเป็นการปรับระบบการทำงานให้สอดคล้องกับความเป็นจริงทางสังคม ที่ผู้สูงอายุต้องรับผิดชอบชีวิตของตนเองมากขึ้นและยาวนานขึ้น ลดภาระของลูกหลาน และยังสามารถเสริมความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจครัวเรือน รายได้จากการทำงานของผู้สูงอายุมีบทบาทช่วยสนับสนุนบุตรหลานด้านค่าใช้จ่าย การดูแลหลาน หรือการเป็นแหล่งกันชนทางเศรษฐกิจในช่วงที่บุตรหลานเผชิญกับความไม่มั่นคงในตลาดแรงงาน
“การขยายอายุเกษียณ” ไม่ใช่เพียงประเด็นปัจเจกบุคคลในระดับครัวเรือนเท่านั้น แต่เป็นมาตรการสำคัญในระดับประเทศด้วย ประสบการณ์ของหลายประเทศที่ก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยสะท้อนบทเรียนร่วมกันอย่างชัดเจนว่า เมื่อประชากรอายุยืนยาวขึ้นและแรงงานวัยหนุ่มสาวลดลง การขยายช่วงอายุการทำงานกลายเป็นทางเลือกที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นญี่ปุ่น สิงคโปร์ หรือประเทศในยุโรปจำนวนมาก ล้วนค่อย ๆ ปรับโครงสร้างตลาดแรงงานให้เอื้อต่อการทำงานของผู้สูงอายุ ทั้งการขยายอายุเกษียณ การจ้างงานแบบยืดหยุ่น การปรับสภาพงานให้เหมาะกับวัย และการส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต แนวทางเหล่านี้เกิดจากการเผชิญกับข้อจำกัดของสังคมสูงวัย ทั้งปัญหาการขาดแคลนแรงงาน ภาระสวัสดิการที่เพิ่มขึ้น และความจำเป็นในการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ
ประเทศไทยกำลังเผชิญกับแรงกดดันจากโครงสร้างประชากรสูงวัย เมื่อจำนวนประชากรวัยแรงงานลดลงอย่างต่อเนื่อง ครัวเรือนมีลูกน้อยลง และเศรษฐกิจสมัยใหม่ต้องพึ่งพาความรู้และประสบการณ์มากกว่ากำลังแรงงานเพียงอย่างเดียว การใช้ศักยภาพของแรงงานผู้สูงอายุจึงไม่ใช่ทางเลือกเฉพาะหน้า แต่เป็นกลไกสำคัญในระดับเศรษฐกิจมหภาค ที่ช่วยให้สังคมไทยปรับตัวเข้าสู่ยุคสูงวัยได้อย่างยั่งยืน
รายการอ้างอิง
การสำรวจประชากรสูงอายุในประเทศไทย พ.ศ. 2560, สำนักงานสถิติแห่งชาติ.
การสำรวจภาวะเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือน พ.ศ. 2558 พ.ศ. 2567, สำนักงานสถิติแห่งชาติ.
การสํารวจสุขภาพ การสูงอายุและการเกษียณในประเทศไทยโดยใช้ตัวอย่างซ้ำ (HART), ศูนย์วิจัยสังคมสูงอายุ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์.
สถานการณ์ผู้สูงอายุไทย พ.ศ. 2560, มูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุไทย และสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล.
สถานการณ์ผู้สูงอายุไทย พ.ศ. 2563, มูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุไทย และสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล.
สำมะโนประชากรและเคหะ พ.ศ. 2533 พ.ศ. 2543 พ.ศ. 2553, สำนักงานสถิติแห่งชาติ.
Economic Research Institute for ASEAN and East Asia (ERIA) Life expectancy and population health indicators, World Health Organization.
Social indicators 2025: Household structure, Thailand: National Statistical Office.
State of Thailand population reports 1980, 1990, 2010, United Nations Population Fund.
State of Thailand’s population report 2015: Features of Thai families in the era of low fertility and longevity, United Nations Population Fund
Statistical yearbook Thailand 2023, 2025, Thailand: National Statistical Office.
Traditional family structures no longer the norm in Thailand, UNFPA Asia-Pacific, Retrieved from https://asiapacific.unfpa.org/en/news/traditional-family-structures-no-longer-norm-thailand


