xs
xsm
sm
md
lg

ยิงยาซึมช้างทำอย่างไรให้ถูกวิธี : บทเรียนจากกรณีสีดอหูพับล้ม

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: น.สพ.เผด็จ ศิริดำรง และ รศ.ดร.อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์

นายสัตวแพทย์เผด็จ ศิริดำรง
ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสัตว์เนินพลับหวาน
คณะทำงานบริหารจัดการช้างป่าและคณะทำงานด้านบริหารสาธารณภัยจากช้าง
กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช
และ
รองศาสตราจารย์ ดร. อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์
สาขาวิชาสถิติศาสตร์ สาขาวิชาพลเมืองวิทยาการข้อมูล
สาขาวิชาวิทยาการประกันภัยและการบริหารความเสี่ยง
คณะสถิติประยุกต์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์


การยิงยาซึมช้างที่แสดงพฤติกรรมก้าวร้าว มีความเสี่ยงสูงมากที่จะทำอันตรายให้กับคนหรือชุมชน ในบางครั้งช้างป่าได้ฆ่าคนตายไปแล้วและยังมีพฤติกรรมก้าวร้าวจนควบคุมไม่ได้เลยย่อมเป็นอันตรายต่อคนและชุมชน ดังนั้นการยิงยาซึมยังมีความจำเป็นอยู่ แต่ต้องทำให้ถูกวิธีการเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการสูญเสียอย่างเช่นกรณี สีดอหูพับ ได้อีก เราไม่กล่าวโทษใคร เราเห็นใจและเข้าใจคนหน้างาน สัตวแพทย์สัตว์ป่าที่ทำงานในสภาพแวดล้อมอันยากลำบาก และเสียสละยิ่ง แต่อยากวิเคราะห์และตั้งข้อสังเกตเพื่อให้สังคมไทยและคนไทยได้เรียนรู้ร่วมกัน เพื่อให้สามารถจัดการและควบคุมพฤติกรรมช้างได้อย่างถูกต้องเหมาะสมเพื่อให้คนก็ปลอดภัย และช้างก็ปลอดภัยทั้งคู่

ยิงยาซึมช้างป่าอย่างไร ให้เสี่ยงน้อยที่สุด

สีดอหูพับได้ล้มลงไปแล้ว คงแก้ไขให้กลับมาฟื้นไม่ได้อีก ขอให้หูพับเดินทางไปสู่สัมปรายภพที่ดี

วันนี้ขอเล่าเรื่องข้อคำนึงถึง "การยิงยา" เพื่อควบคุมช้างให้ฟังกัน

การยิงยาซึมช้าง จะมีโอกาสเสี่ยงอยู่เสมอ เป้าหมายที่ทีมสัตวแพทย์จะทำ ไม่ใช่ปลอดภัย 100% แต่คือ “ลดโอกาสตายให้ต่ำที่สุด”

1. ก่อนตัดสินใจยิงยาซึม (Decision phase)

ถ้าผ่านข้อนี้ไม่ได้ ก็อย่ายิง มีสิ่งที่ต้องพิจารณาหลายประการ

1.1 มีความจำเป็นจะต้องยิงยาซึมจริงหรือไม่
ไม่ใช่แค่ “ช้างออกมาแล้วดูไม่สวย” ต้องมีความเสี่ยง ต่อชีวิตคน / ช้าง / การจราจร ก่อนจึงจะยิงยาซึม หากไม่จำเป็นต้องยิงยาซึมจริง ๆ ก็ไม่ควรจะยิงยาซึมโดยเด็ดขาด

1.2 สภาพพื้นที่ ทำให้ยากลำบากในการยิงยาซึมหรือไม่
พื้นที่ที่ยิงยาซึมมีความลาดชันหรือไม่ จะเกิดอันตรายเวลาช้างซึมด้วยฤทธิ์ยาแล้วหรือไม่ อันรวมไปถึงพื้นโคลน / พื้นแข็ง / คูน้ำ ช้างที่ยาซึมออกฤทธิ์แล้วอาจจะหกล้ม หรือ ตกน้ำได้ ต้องพิจารณาให้รอบคอบอย่างยิ่ง

1.3 เวลาที่เลือกยิงยาซึม
ไม่ควรยิงยาซึมในเวลากลางคืน ช้างมองไม่เห็นชัดเจนจะเกิดความระแวงตกใจกลัวได้ง่าย หรือยิงยาซึมใส่ช้างที่เพิ่งกินอาหาร คือ เสี่ยงสูง เพราะจะสำลักอาหารจนหายใจไม่ออก ล้มได้เช่นกรณีของสีดอหูพับ

1.4 ความพร้อมของทีมยิงยาซึม
ต้องมีรายการตรวจสอบ (Checklist) ความพร้อม ไม่ว่าจะเป็น สัตวแพทย์ + ทีมงานผู้ช่วย + เครื่องมือ ยาควบคุมช้าง ยาแก้ฤทธิ์ของการซึม อุปกรณ์ต่างๆ อยู่ครบจริงหรือไม่ หากเกินอันตราย เช่น หัวใจหยุดเต้น หรือสำลักอาหารจนหายใจไม่ออก หรือล้มจนกระดูกหัก หรือซึมจนจมน้ำ ต้องมีอุปกรณ์ให้ครบ

ไม่ใช่ “ยิงก่อน เดี๋ยวทีมตามมา” ถ้ายังต้อง “หวังว่าไม่เป็นอะไร” แปลว่า ยังไม่พร้อมยิง

2. การประเมินภาคสนามอย่างรวดเร็ว (Rapid field assessment)
การประเมินช้างจากภาคสนามก่อนยิงอย่างรวดเร็วนั้นไม่ต้องละเอียดแบบการตรวจสุขภาพที่โรงพยาบาล แต่ต้องรู้ 5 อย่างนี้

2.1 เพศ / อายุโดยประมาณ เพื่อจะได้ทราบน้ำหนักตัว และเงื่อนไขอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องและใช้เป็นแนวทางในการคำนวณโดสของยาซีม

2.2 สภาพร่างกาย (Body condition) ว่าช้างมีความเจ็บป่วย พิการ หรือมีโรคอื่น ๆ หรือไม่ นอกจากนี้ช้างหากมีภาวะอ้วนมากจะเพิ่มความเสี่ยงต่อการถูกกดการหายใจ เกิดอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ง่ายมากหากยิงยาซึม

2.3 สถานะการกินอาหารหรือน้ำ (Feeding status) เป็นสิ่งที่สำคัญมาก วิสัญญีแพทย์สำหรับมนุษย์ต้องมั่นใจว่าท้องว่าง ไม่มีน้ำไม่มีอาหารก่อนวางยาสลบหรือยาซึม (Sedate) ไม่เช่นนั้นจะสำลักเป็นอันตรายถึงชีวิตผู้ถูกวางยาสลบได้ สำหรับช้าง สถานะการกินอาหารหรือน้ำก็มีความสำคัญมากเช่นกันที่ต้องประเมินก่อนยิงยาซึม หากช้างเพิ่งกินอิ่ม / กินพืชน้ำ / พืชไร่ จะมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว กรณีของสีดอหูพับนั้นมีความเสี่ยงค่อนข้างสูง บวกกับมีสภาพร่างกายที่ค่อนข้างอ้วนด้วย

2.4 พฤติกรรมหายใจ (Respiratory behavior) หากช้างมีอาการหอบ / หายใจเสียงดัง / ใช้งวงพยุง ย่อมถือว่ามีความเสี่ยงสูงมากในการยิงยาซึม

2.5 ประวัติการเคลื่อนที่ผิดปกติ เมื่อยิงยาซึม ช้างจะมีความเสี่ยงที่จะล้ม หรือบาดเจ็บจากการหกล้ม ช้างเป็นสัตว์ที่มีน้ำหนักตัวเยอะมาก หากกระดูกหักจะรักษาได้ยากมาก เราจำเป็นต้องประเมินประวัติเดินเอียง / ช้า / ซึมก่อนยิง คาดการณ์ได้ว่า อาจจะมีโรคบางอย่างแอบแฝง มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นไปอีก

3. การเลือกตำแหน่งสถานที่ในการยิงยาซึม
การเลือกตำแหน่งหรือสถานที่ในการยิงยาซึมถือว่าเป็นประเด็นสำคัญวิกฤติมาก (Critical) เพราะการยิงยาซึมถูกตัว แต่ช้างซึมผิดที่ผิดตำแหน่ง ทำให้ช้างล้มหรือช้างตายได้

- ห้ามยิงใกล้คูน้ำ / พื้นเอียง โดยเด็ดขาด ใกล้น้ำ เมื่อช้างซึมจะตกน้ำและจมน้ำตายได้ บริเวณพื้นเอียงหรือที่สูงต่ำ ช้างซึมแล้วจะล้มลงกระแทกได้รับบาดเจ็บได้ง่าย หากกระดูกช้างหักจะรักษาได้ยามาก
- ปกติจะพยายามยิง เพื่อควบคุมซึมในท่ายืนซึมเท่านั้น ไม่ให้ช้างล้มนอน เพราะถ้าล้มนอน มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นไปอีกหลายเท่าตัว เพราะจะเกิดการกดทับทางเดินหายใจได้โดยง่าย และจะเกิดการขาดอากาศ หยุดหายใจ เสียชีวิตได้

4. ถ้าช้างถึงขั้นล้มนอน หลังยิงยาซีม
หากยิงยาซึมโดสแรงมากเกินไปจนช้างถึงขั้นต้องล้มตัวลงนอน หลังยิงยาซึม ไม่มีเรี่ยวแรงพอที่จะยืนพยุงร่างกายของตนเองได้ ถือว่าเป็นเป็นเรื่องที่อันตรายมาก ส่วนมากหมอผู้ยิง มักไม่อยากจะให้เกิดขึ้นเลย

- ต้องเลือกสถานที่ยิงยาซึมให้ดี ต้องวางแผนเผื่อไว้ว่า หากช้างซึมจนหมดแรงล้มตัวลงนอน ต้องมีพื้นที่ให้ ล้มตะแคงอย่างควบคุมได้อย่างนิ่มนวล ไม่เกิดการบาดเจ็บหรือกระดูกหัก ต้องมีเตรียมคนและอุปกรณ์ให้พร้อม และจัดท่าที่เหมาะสมทันทีเพื่อไม่ให้เกิดการหยุดหายใจ
- ห้ามปล่อยช้างให้ล้มเองแบบไม่ควบคุม จนเกิดการบาดเจ็บ เช่น กระดูกหัก โดยเด็ดขาด
- ต้องมีการจัดท่าการนอน โดยที่กระดูกอก (sternal) ไม่ถูกกดทับด้วยน้ำหนักตัวของช้าง หรือท่านอนตะแคง (Lateral position) ที่ไม่กดอกช้างเพื่อให้ช้างหายใจได้สะดวก
- ต้องดันงวงให้มีอากาศเข้าได้ (Air flow) งวงช้างคือช่องอากาศ (airway) หรือจมูกช้าง ต้องเปิดโล่ง
- ห้ามงวงพับ ห้ามงวงทับอก โดยเด็ดขาดจะขาดอากาศหายใจ
- ต้องจัดให้มีคนเฝ้า “ลมหายใจ” ตลอดเวลาที่ช้างซึม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการดูแค่ว่า “ยังขยับ” ที่หน้าอกนั้นไม่พอ ต้องมั่นใจว่า “อากาศเข้าออกได้อย่างสะดวกจริงไหม”

5. การบริบาลระหว่างที่ช้างซึม (Maintenance phase)
การบริบาลระหว่างที่ช้างซึม ถ้าข้อนี้หลุดคือทำได้ไม่ดีหรือไม่รอบคอบ ช้างจะเสียชีวิตเงียบ ๆ

- ต้องสังเกตุอัตราการหายใจ (Respiratory rate) ทุก 1–2 นาที
- สีเยื่อบุ (ถ้าเข้าถึงได้) เช่น ลิ้นช้าง กระพุ้งแก้ม หรือเยื่อบุในงวงเป็นต้น ต้องมีสดใส แดงระเรื่อหรือชมพูแสดงว่ามีเลือดมาหมุนเวียนหล่อเลี้ยง หากซีดขาวแสดงว่าการหมุนเวียนโลหิตล้มเหลวแล้ว เป็นอันตรายถึงชีวิตได้ ต้องรีบแก้ไขทันที เช่น การกู้ชีพ
- ต้องสังเกตอัตราการเคลื่อนไหวของหน้าอก (chest movement)
- ถ้าซึมแล้วล้มลงนอนนานมาก ก็ต้องพลิกท่าเป็นระยะ ไม่เช่นนั้นจะเกิดปัญหาได้
- ต้องระวังความดันในช่องท้องเพิ่มสูงขึ้น (abdominal pressure) เพราะช้างไม่ต้องสำลักก็สามารถขาดอากาศหายใจได้ด้วยเหตุนี้

6. สิ่งที่ควรมี (แต่มักจะไม่มี) ในการวางยาซึมช้าง
การวางยาซึมช้าง โดยเฉพาะช้างป่า มักอยู่ในสถานที่ ที่อุปกรณ์กู้ชีพหรืออุปกรณ์ทางการสัตวแพทย์ไม่ครบถ้วน ภาคสนามมักไม่มีอุปกรณ์ที่เหมาะสมถูกต้องเพียงพอ

สิ่งที่ควรมีได้แก่
- เครื่องผลิตออกซิเจน (Oxygen source)
- ท่อเอ็นโดรฯ สอดเข้าหลอดลม เพื่อช่วยหายใจ (Airway adjunct) ทั้งแบบ tube / manual support

หากเกิดการหยุดหายใจจำเป็นต้องใช้
- เครื่องมือยกช้าง สำหรับขยับเปลี่ยนท่า (reposition) หากช้างล้มลงนอนนานมากเพราะฤทธิ์ยาซึม
- ยาแก้ฤทธิ์ยาซึม ต้องมีเตรียมไว้พร้อมใช้ ก่อนยิงยาซึมช้าง หากยิงยาซึมไปแล้วเกิดวิกฤติ จึงค่อยไปหายาแก้ฤทธิ์ยาซึม = ช้าไปแล้ว ช้างจะเสียชีวิต

7. การตัดสินใจ “ยุติหรือปลุก” จากฤทธิ์ยาซึม
หากฤทธิ์ยาซึมรุนแรง หลับไม่ตื่น หรือมีแนวโน้มจะหยุดหายใจ อันสังเกตได้จากสัญญาณชีพ (Vital signs)ต่าง ๆ จำเป็นต้องรีบปลุกหรือยุติการออกฤทธิ์ยาซึมให้ทันท่วงที ก่อนที่จะสายเกินไป

วินาทีนี้ต้องเด็ดขาด ตัดสินใจทันที สังเกตได้จาก สัญญาณชีพเหล่านี้
- อัตราการหายใจ (Respiratory rate: RR) ลดลงเรื่อย ๆ
- หน้าอกแทบไม่ขยับ
- ภาวะผิวเยื่อบุ ม่วงคล้ำ (Cyanosis) เริ่มมา
- ไม่ตอบสนองต่อการเปลี่ยนท่า

ต้องแก้ไขทันที อย่ารอ “อีกนิด” จะสายเกินไปและจะนำมาสู่ความสูญเสียและเสียใจ

8. ข้อห้ามเด็ดขาดในการยิงยาซึม
ข้อห้ามเด็ดขาดในการยิงยาซึมที่สัตวแพทย์ต้องระมัดระวังอย่างยิ่งมีดังนี้

- ยิงช้างที่เพิ่งกินอิ่มโดยไม่จำเป็น
- ยิงในพื้นที่ไม่เหมาะสม
- ยิงโดยไม่มีทีมช่วยเหลือ เพื่อควบคุมการหายใจของช้างระหว่างฤทธิ์ยาซึมมีผล (airway control)
- ยิงแล้วปล่อยให้นอนนิ่ง
- ยิงเพราะแรงกดดันทางสังคมหรือคำสั่งของผู้มีอำนาจ นักการเมืองหรือนักการเมืองท้องถิ่น ผู้ที่ไม่ได้อยู่หน้างานและปราศจากความรู้และความเข้าใจในสถานการณ์หรือสภาพร่างกายของช้าง สัตวแพทย์ต้องใช้วิจารณญาณและความรู้ในวิชาชีพตลอดจนจรรยาบรรณในวิชาชีพ ที่ต้องเคารพตนเองและหลักวิชาการ โดยคำนึงถึงสวัสดิภาพและความปลอดภัยของทั้งคนและช้าง

ข้อสรุปที่น่าจะเป็นไปได้มากสุด ช้างไม่ได้ตายเพราะฤทธิ์ยาซึมแต่ประการใด แต่ช้างที่ถูกยิงยาซึมเสียชีวิตด้วยเหตุปัจจัยหลายประการรวมกัน เช่นอาจจะตายเพราะ

“ยา (เช่น โดสสูง & หลายเข็ม) +

ท่า (เช่น ท่ากดทับทางเดินหายใจ ล้มนอนในท่าที่เกิดการบาดเจ็บนาน โดยไม่มีการจัดท่าใหม่) +
เวลา (เช่น ใช้เวลานานเกินไปก่อนยิงยาซึม ทำให้ช้างเครียด ใช้เวลาขนย้ายนานเกินไป ซึมนานเกินไป) + ท้อง (เช่น ไม่อดอาหาร? ทำให้สำลักได้ง่ายมากจนขาดอากาศหายใจ) +
พื้นที่ (เช่น สูงชัน หกล้มง่าย ใกล้น้ำเกินไปจนตกน้ำ จมน้ำตายได้) +
สภาพร่างกาย (เช่น อ่อนแอ เจ็บป่วย ชรา อ้วนเกินไป ทำให้หยุดหายใจได้ง่าย) +
จิตใจ (เช่น ความตื่นกลัวคนจำนวนมากที่เข้าไปในสถานที่ยิงยาซึม ยิ่งทำให้ cortisol อันเป็นฮอร์โมนเครียดสูง ทำให้ยิ่งต้องใช้โดสของยาซึมสูง)


ภาพของสีดอหูพับ อายุประมาณ 10 ขวบ ยังถือว่าเป็นช้างเด็ก ที่ยังไม่เข้าสู่วัยเจริญพันธุ์ (Puberty) และมีรูปร่างค่อนข้างอ้วนสมบูรณ์มาก (ภาพขวา) สีดอหูพับเมื่อถูกยิงยาซึมแล้ว
ทำอย่างไรไม่ให้ช้างยิ่งเครียดก่อนยิงยาซึม ความเงียบสงบสำคัญที่สุด

เราจำเป็นต้องเตรียมสภาพจิตใจของช้างก่อนการยิงยาซึม ช้างต้องไม่เครียดจนเกินไปในช่วงก่อนยิงยาซึม ไม่เช่นนั้นจะทำให้เกิดปัญหาได้

เราเพิ่งทราบข่าวว่า ในการย้ายสีดอหูพับ ช้างอายุสิบกว่าปี ในครั้งนี้ ใช้คนไปกว่า 200 คน เราขออนุญาต "ตกใจมาก" และคิดว่าไม่ควรเอิกเกริกขนาดนั้นจนช้างเครียด ตื่นตระหนก อันส่งผลเสียต่อการทำงานในการย้ายช้างและท้ายที่สุดนำมาซึ่งความสูญเสียอันน่าเศร้าสลด

การควบคุมเคลื่อนย้ายช้าง โดยการยิงยาซึม ต้องใช้คนเท่าที่จำเป็น มีคนเยอะ มักมีเสียงดัง ทำให้ช้างเครียด ตื่นกลัว อดรีนาลีน (Adrenaline) ในตัวช้างหลั่ง จะต้านยาซึมที่ใช้ยิงควบคุมช้างด้วย ทำให้ยาออกฤทธิ์ยากมากขึ้นไปอีก

เพราะช่วงที่ปฎิบัติงานยิงยาซึม บรรยากาศจะต้อง เงียบ สงบ ไม่พยายามทำให้ช้าง ตื่น กลัว กังวล เพราะจะมีผลต่อปริมาณการใช้ยา (Dose) เป็นอย่างมาก เรื่องนี้สำคัญมาก เสี่ยงต่อการที่จะให้ยาเกินขนาด (Overdose) ช้างถึงจะยอมสงบได้ แต่ถ้าให้ยามากเกิน ก็มีโอกาสกดการหายใจได้สูงมากเกิน เสี่ยงต่อการเกิดภาวะหัวใจล้มเหลวด้วยเช่นกัน

ในการยิงยาซึมช้างตามปกติแล้ว ผู้เขียนคนแรกซึ่งเคยยิงยาซึมช้างมานับร้อยตัวจะให้คนที่ยังไม่จำเป็น ออกจากพื้นที่ทำงานไปให้หมด แล้วเข้าหาช้างกันแค่ไม่กี่คน (ประมาณแค่ 2-4 คน) หลังจากที่ยาซึมออกฤทธิ์แล้วและช้างเริ่มซึม ถึงให้เฉพาะคนที่มีหน้าที่เข้าไปทำงานในการดูแล/ขนย้ายช้าง แต่ต้องไม่เสียงดังกันโดยเด็ดขาด

หลักการควบคุมและเคลื่อนย้ายช้างด้วยการยิงยาซึมนั้น สัตวแพทย์ต้องตระหนักว่า ความเงียบสงบ คือความปลอดภัยต่อทั้งผู้ปฏิบัติงานและช้าง

การควบคุมและเคลื่อนย้ายช้างด้วยการยิงยา ต้องใช้จำนวนเจ้าหน้าที่เท่าที่จำเป็นเท่านั้น

คนเยอะ เสียงดัง วุ่นวาย = ช้างเครียด ตื่นตกใจกลัว

เมื่อช้างเกิดความเครียด ระบบประสาทซิมพาเธติก (Parasympathetic nervous system) จะถูกกระตุ้น เกิด สารอะดรีนาลีนหลั่งสูง

ผลที่ตามมาคือ ยาซึมจะออกฤทธิ์ช้าลง ต้องเพิ่มขนาดยา มีความเสี่ยง “โอเวอร์โดส” เพิ่มแบบก้าวกระโดด

สุดท้ายอาจได้ช้างสงบ แต่แลกมาด้วย ภาวะกดการหายใจ หัวใจล้มเหลว และการเสียชีวิตตามมา

ช้างไม่ดื้อ แต่ร่างกายมัน “ต้านยา” เพราะความเครียดที่คนสร้างขึ้นเอง

ดังนั้นสภาพแวดล้อมขณะปฏิบัติงานต้องเงียบ สงบ และคุมสถานการณ์ระหว่างปฏิบัติงาน
หลีกเลี่ยงเสียงดัง ไม่ตะโกน ไม่วิ่งพล่าน ไม่เร่ง ไม่กดดัน เป้าหมายไม่ใช่ “ยิงให้หลับเร็ว”

แต่คือ ทำให้ยาออกฤทธิ์ในสภาพร่างกายที่เหมาะสมที่สุด

การประเมินช้างก่อนตัดสินใจยิงยา เป็นหน้าที่ที่มองข้ามไม่ได้

ก่อนเริ่มงาน ผู้ปฏิบัติงานต้องประเมินช้างอย่างรอบคอบ ได้แก่
- การอดอาหาร ดูว่ามีโอกาสจะเสี่ยงสำลัก จะอุดตันหลอดลมหรือไม่
- น้ำหนักตัวโดยประมาณ เช่น อ้วนมาก ยาจะกระจายไม่ดี
- สภาพร่างกายโดยรวม ประเมินดูว่าช้าง มีสภาพอ่อนแรง เจ็บป่วย มีภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ หรือไม่
- พฤติกรรมขณะนั้น มีความตื่นตกใจ หวาดกลัว มีความเครียดสูง หรือว่าสงบพอจะทำงานได้

ข้อมูลเหล่านี้มีผลโดยตรงต่อการตัดสินใจว่า
- ควรดำเนินการต่อ
- ควรเลื่อน หรือหยุดปฏิบัติงาน
- จำเป็นต้องปรับขนาดยาและปรับแผนการทำงาน

สรุปได้ว่า
- คนเยอะในสถานที่ยิงยาซึม = เสี่ยงสูงมาก เพราะช้างเครียด
- ร่างกายช้างยังไม่พร้อม = เสี่ยงมีผลข้างเคียงตามมา
- เสียงดัง = ยาซึมไม่เข้าไม่ออกฤทธิ์
- ช้างเครียด = ต้องใช้ยามากขึ้น
- ยามากขึ้น = เสี่ยงตาย

การยิงยาช้างไม่ใช่เรื่องโชว์ฝีมือ แต่คือ งานที่ต้องใช้สติ ประสบการณ์ และวินัยของทีมร่วมกัน จึงจะประสบความสำเร็จ ปลอดภัยทั้งคนและช้าง

ความรับผิดชอบในวิชาชีพสัตวแพทย์ในการยิงยาซึมช้าง อย่าให้ใครที่ไม่ต้องรับผิดชอบมาสั่ง !!!!

สาเหตุการเสียชีวิต (วินิจฉัยเบื้องต้นจากประวัติ และการผ่าชันสูตร) ของสีดอหูพับ ออกมาแล้วว่าเป็นดังนี้

1.ระบบทางเดินหายใจล้มเหลว มีการสำลักอาหารเข้าไปอุดตันทางเดินหายใจ
2. ภาวะกล้ามเนื้อสลายจากการถูกจับบังคับ (Capture Myopathy) แบบเฉียบพลัน ส่งผลให้หัวใจล้มเหลว

ขออธิบายภาวะกล้ามเนื้อสลายจากการถูกจับบังคับ (Capture Myopathy) อันเป็นภาวะกล้ามเนื้อเสียหายแบบเฉียบพลัน

สาเหตุ : เกิดจากความเครียดระดับสูง และการออกแรงอย่างหนัก เช่น การไล่ล่า, การกักขัง, การจับบังคับที่รุนแรง, หรือการขนส่งระยะไกล

พยาธิสรีรวิทยา :เมื่อกล้ามเนื้อถูกใช้งานหนักเกินไปจะเกิดภาวะกรดแลคติกสูง (lactic acidosis) และอุณหภูมิร่างกายสูงขึ้น ส่งผลให้เส้นใยกล้ามเนื้อสลายตัว ปล่อยเอนไซม์และสารต่างๆ เข้าสู่กระแสเลือด จนเกิดภาวะไตวายและหัวใจล้มเหลวตามมา

อาการ : กล้ามเนื้ออ่อนแรง ไม่สามารถยืนได้, แข็งทื่อ, หายใจหอบ, อุณหภูมิร่างกายสูง, ปัสสาวะสีเข้ม (มีเลือด/ไมโอโกลบิน), และอาจตายกะทันหัน

การป้องกัน : ลดปัจจัยที่สร้างความเครียดในสัตว์, ลดการไล่ล่า, ใช้เทคนิคการจับที่รวดเร็วและนุ่มนวล, หลีกเลี่ยงการจับในวันที่อากาศร้อนจัด, และลดระยะเวลาการตรึงบังคับสัตว์

วันนี้จะขอเล่าเรื่องประสบการณ์ของการต้องมาเป็นสัตวแพทย์ช้าง ในภาคสนามกัน โดยเฉพาะเมื่อช้างอาละวาดหรือช้างตกมันหรือช้างทำร้ายคน เช่น ช้างฆ่าคน

การระงับเหตุช้างอันตราย ต้องไม่ใช่พื้นที่ของคน “รู้ดีแต่ไม่รู้จริง” เพราะเป็นงานที่มีความรับผิดชอบชีวิตของวิชาชีพสัตวแพทย์สูงมาก ทั้งรับผิดชอบต่อชีวิตของคน (อย่างน้อยคือทีมงานและคนในชุมชนพื้นที่โดยรอบ) และชีวิตของสัตว์ คือช้างที่กำลังอาละวาดหรือตกมันอยู่

ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา ในฐานะสัตวแพทย์ที่มีส่วนที่ต้องทำงานกับช้าง ผู้เขียนคนแรกถูกเรียกตัวเข้าไปช่วยระงับเหตุช้างหลุด ช้างทำร้ายคน ช้างทำลายทรัพย์สิน หรือช้างตกมันอยู่เป็นระยะๆ หลายครั้งเป็นภารกิจกลางคืน เป็นสถานการณ์ตึงเครียด และมีความเสี่ยงถึงชีวิต ทั้งของคนและของช้าง

ช่วงแรกๆ ของการทำงาน ผมยังดูอายุน้อย ความน่าเชื่อถือในสายตาคนพื้นที่อาจยังไม่มากนัก สิ่งที่เจอบ่อยมากคือ ไปถึงที่เกิดเหตุแล้ว มีคนที่ไม่ได้มีความรู้หรือความรับผิดชอบโดยตรง มายืนสั่งสัตวแพทย์ให้ทำอย่างนั้นอย่างนี้
-บอกให้ใช้ยานั้น -บอกให้ยิงเท่านี้ -บอกให้รีบทำ -บอกให้ทำตามความคิดของเขา

ทั้งที่คนเหล่านั้น -ไม่ใช่สัตวแพทย์ -ไม่มีอุปกรณ์ -ไม่มีความรู้เรื่องยาซึม -ไม่มีความรู้ด้านสรีรวิทยาช้าง และที่สำคัญ…ไม่ต้องรับผิดชอบผลลัพธ์ใด ๆ หากเกิดความสูญเสีย

ผู้เขียนคนแรกเคยถามตรง ๆ ว่า “ถ้าพี่รู้ขนาดนี้ ทำไมพี่ไม่ทำเองครับ”

คำตอบคือ ทำไม่ได้ เพราะไม่มีความรู้ ไม่มีเครื่องมือ และไม่มีความรับผิดชอบจริง

ในหลายครั้ง ผมตัดสินใจพูดชัดเจนมาก “ถ้าพี่อยากทำ ผมยินดีมอบอุปกรณ์และยาให้ พี่ทำเองได้เลย ส่วนผมขอถอนตัวกลับ เพราะผมไม่สามารถทำตามคำสั่ง ที่ผมรู้ว่าเสี่ยงอันตรายได้”

ผลที่เกิดขึ้นคือ คนคนนั้นไม่สามารถทำอะไรได้เลย และสถานการณ์ก็จะเริ่ม “คัดกรองตัวเอง” ใครรู้จริง ใครแค่เสียงดัง ใครแค่ยืนสั่ง จะเริ่มชัดเจนขึ้น

สิ่งที่คนภายนอกมักไม่เข้าใจคือ ผู้ที่แบกรับผลกระทบจริง ไม่ใช่คนที่มายืนสั่ง แต่คือควาญช้าง และเจ้าของช้าง แม้กระทั่งตัวของสัตวแพทย์ผู้ปฎิบัติงานเอง

- ถ้าช้างไปทำบ้านพัง -ถ้าช้างทำคนบาดเจ็บหรือเสียชีวิต
- คนที่เป็นหนี้มหาศาล คือควาญ -คนที่ต้องรับผิดทั้งชีวิต คือเจ้าของช้าง

ถ้าเกิดเหตุสุดวิสัยช้างล้ม เสียชีวิต สัตวแพทย์เอง ก็จะโดนตรวจสอบว่าทำงานด้วยความถูกต้องตามหลักวิชาชีพ มีความระมัดระวัง เอาใจใส่ต่อสิ่งที่ทำ หรือมีความประมาท บกพร่องในการทำงานหรือไม่? ไม่ใช่คนที่ยืนชี้นิ้ว

ในสถานการณ์วิกฤตแบบนี้ สัตวแพทย์ที่เข้ามาระงับเหตุ ไม่ใช่แค่คนฉีดยา แต่ต้องทำหน้าที่เหมือนผู้บัญชาการภาคสนาม ผู้คุมเกม หรือถ้าจะเปรียบง่าย ๆ คือ “จ่าฝูง”
-ต้องเด็ดขาด -ต้องกล้าสั่ง
-ต้องกล้าหยุด -และต้องกล้าบอกว่า “ไม่พร้อม = ไม่ทำ”

ถ้าพื้นที่ไม่ปลอดภัย ถ้าคนไม่พร้อม ถ้าอุปกรณ์ไม่ครบ ถ้าสภาพช้างไม่เหมาะสม สัตวแพทย์ต้องมีอำนาจในการตัดสินใจว่าจะ
- ทำต่อ - หยุด - เลื่อนภารกิจ

เพราะความผิดพลาดหนึ่งครั้ง อาจหมายถึงชีวิตคนหนึ่งชีวิต หรือช้างหนึ่งเชือกที่ไม่ควรต้องตาย

ผู้เขียนคนแรกเรียนรู้จากประสบการณ์ตรงว่า ถ้าคนที่ตามเรามาช่วยแก้ปัญหา ไม่ยอมเชื่อฟังเรา เราไม่ควรทำงานนั้นตั้งแต่ต้น

การถอนตัว ไม่ใช่ความขลาด แต่คือความรับผิดชอบสูงสุด

งานควบคุมช้างอันตราย ไม่ใช่เวทีโชว์ความเก่ง ไม่ใช่พื้นที่ของคนรู้ดี และไม่ใช่เรื่องของอีโก้ (อัตตา)

แต่คือเรื่องของชีวิต ความปลอดภัย และความเด็ดขาดของคนที่ต้องรับผิดชอบจริงๆ

หลักคิดของความปลอดภัยที่มากกว่าสูตรยาและการคำนวณโดสยาซึม

ขอเล่าประสบการณ์ตรงในฐานะสัตวแพทย์ที่ต้องยิงยาซึมเพื่อควบคุมช้างในสถานการณ์จริงมาหลายปี มานับร้อยครั้ง "หลักคิดที่มากกว่าสูตรยา"

“โดสยา” ไม่ใช่หัวใจทั้งหมดของความปลอดภัย แต่สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน หรือบางครั้งสำคัญกว่า คือ บริบทของสถานการณ์ และ พฤติกรรมของคนที่เข้าไปทำงานรอบตัวช้าง

โดยปกติ ผู้เขียนคนแรกใช้ยาซึม ชนิดมาตรฐานที่สัตวแพทย์ช้างนิยมใช้กัน ในขนาดที่ค่อนข้างต่ำแต่ได้ผล ประมาณ 0.25–0.35 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ตัวอย่างเช่น ถ้าในช้างน้ำหนักราว 2,400 กิโลกรัม จะเท่ากับจะใช้ยาประมาณ 7–9 ซีซี (ปกติจะใช้ราวๆ 8 ซีซี) แต่มีบางกรณีที่ช้างทนต่อยาซึ่ง อาจจะต้องให้ยาซึมที่โดสขนาด 0.6 mg/kg ได้ตามความจำเป็น

แต่ต้องย้ำชัด ๆ ว่าโดสยาระดับนี้ใช้ได้ดีก็ต่อเมื่อช้างอยู่ในสภาวะตื่นตัวต่ำที่สุดเท่าที่จะทำได้

เงื่อนไขที่ต้องมาก่อนยา

ก่อนจะพูดถึงเข็ม ลูกดอก หรือปริมาณซีซี สิ่งที่ต้องจัดการก่อนเสมอคือ
- ใช้คนให้น้อยที่สุดเท่าที่จำเป็น มือยิง จะมี 1-3 คน (สำรองเผื่อไว้) ทีมนำทาง ไล่ติดตามช้าง 3-10 คน ซึ่งมักจะเป็นควาญช้าง
- ทำงานอย่างเงียบสงบ ใช้แสงน้อย ไม่เอะอะโวยวาย ไม่กดดันช้าง
- หลีกเลี่ยงหรือพยายามให้มีน้อยมากคือ เสียง รถ ไฟ หรือพฤติกรรมที่กระตุ้นความตื่นกลัวของช้าง

ช้างที่เครียด = อะดรีนาลีนสูง = ดื้อยา และนั่นคือจุดเริ่มต้นของการ “เผลอให้ยาเกินโดยไม่รู้ตัว” ซึ่งอาจจะใช้ยาสูงเกินขนาด 2-3 เท่าตัว เพราะต้องยิงยาเพิ่มเติม ไปอีกหลายครั้ง จากระดับยาปกติ ช้างถึงจะซึมได้ ซึ่งจะใช้เวลาวางยาที่เนิ่นนานออกไปอีกหลายชั่วโมง และยาที่ยิงในตอนแรก ก็ค่อยหมดฤทธิแต่จะยังสะสมในร่างกาย ซึ่งค่อนข้างจะเสี่ยงอันตรายต่อตัวช้างมาก เพราะปริมาณยาที่ตกค้างในตัวช้างจะมีมาก อาจส่งผลให้มีผลข้างเคียงของยาที่ไม่ดี เช่นเกิดสำลักอาหาร ท้องอืด หรือกดการหายใจนาน ซึ่งเป็นผลจากฤทธิย ที่ใช้มากเกินปกติ

การรอคอยคือส่วนหนึ่งของการรักษา
หลังยิงยา ต้องทิ้งระยะเวลาประมาณ 25–30 นาที แบบเงียบ ๆ ไม่เร่ง ไม่เข้าไปกดดัน ไม่พยายาม “ดูผลงาน”

การประเมินการออกฤทธิ์ของยาจะดูจากอาการภายนอก เช่น หูเริ่มแกว่งน้อยลง หางหยุดโบก ท่าทางง่วง ซึม งวงตกทอดพื้น ในช้างเพศผู้อวัยวะเพศเริ่มหย่อนทิ้งตัวลงมา

อาการเหล่านี้บอกได้ชัดว่า ยากำลังเริ่มทำงาน

การเข้าหาช้าง เป็นงานของทีม ไม่ใช่งานของฮีโร่ เมื่อเริ่มเข้าไปประเมินใกล้ตัวช้าง จะต้องมี ทีมเฝ้าระวังแยกต่างหาก

คนกลุ่มนี้มีหน้าที่เดียวคือ ป้องกันความปลอดภัยของทีมที่เข้าไปทำงาน

อุปกรณ์ที่ใช้ เช่น ไม้ยาวปลายแหลม หรือหอก สำหรับค้ำยัน ควบคุมทิศทาง ไม่ใช่เพื่อทำร้ายช้าง แต่เพื่อ หยุดการเคลื่อนไหวกะทันหัน หากช้างมีปฏิกิริยาต่อต้านในช่วงที่ยังไม่ซึมเต็มที่

นี่คือมาตรการความปลอดภัยของ “คน” ที่ต้องมาก่อนเสมอ

การเคลื่อนย้ายช้างที่ยาซึมออกฤทธิ์แล้ว

เมื่อควบคุมช้างได้แล้ว ช้างจะยังอยู่ในภาวะซึมแบบที่ยังพอเคลื่อนไหวได้ ไม่ล้ม ไม่ทรุด สามารถขึ้นคอ จูง หรือค่อย ๆ ผลักดันให้เคลื่อนตามทิศทางที่กำหนด

หากไม่จำเป็นต้องเคลื่อนย้าย ก็จะพาไปยัง หลักมัด หรือจุดสงบ ให้ยืนพัก ประมาณ 2–3 ชั่วโมง จนฤทธิ์ยาเริ่มคลาย

การฟื้นตัวและสิ่งที่ต้องเฝ้าระวังหลังวางยาซึม

โดยทั่วไป ช้างจะค่อย ๆ ฟื้นตัวในช่วง 2–4 ชั่วโมง เริ่มเคี้ยวหญ้าเขียว เคลื่อนไหวเองได้ตามปกติ

สิ่งที่ต้องเฝ้าระวังหลังวางยาซึมคือ ภาวะท้องอืด (bloat)

แนวทางช่วยเบื้องต้นที่ได้ผลดีคือ กระตุ้นให้ช้าง เดินช้า ๆ ช่วยให้เกิดการผายลม เพิ่มการเคลื่อนไหวของลำไส้ (gut movement) วิธีง่าย ๆ แบบนี้ มักช่วยไล่แก๊สและลดปัญหาภายหลังได้มาก โดยไม่ต้องใช้เครื่องมือซับซ้อน

กล่าวโดยสรุป การยิงยาซึมควบคุมช้าง ไม่ใช่เรื่องของ “ยิงแม่น” หรือ “ให้ยาแรง”

แต่คือ ศิลปะของการลดความเครียด + การรอคอย + การทำงานเป็นทีม

ถ้าช้างสงบ ใช้ยาน้อยมาก ปลอดภัยทั้งคนและช้าง ผลข้างเคียงแทบไม่มี

ถ้าคนวุ่น เสียงดังอึกทึกเหมือนงานวัด ไฟจ้า ทำให้ช้างเครียด ตื่นระแวง กลัว ยาไม่พอ ต้องเพิ่มยา ความเสี่ยงเพิ่มทุกฝ่าย ผลข้างเคียงที่จะตามมาสูงมาก

ประสบการณ์หน้างานสอนเสมอว่าความเงียบ สำคัญพอ ๆ กับซีซีในกระบอกยา เป็นเคล็ดลับของความปลอดภัยในการทำงานให้ประสบความสำเร็จครับ

ย้อนกลับมาที่กรณีสีดอหูพับ

ใช้ยาซึม Xylazine 100 mg/ml รวม 25 cc = 2,500 mg

น้ำหนัก 2,300–2,400 กก. → ≈ โดสสะสม 1.0–1.1 mg/kg (cumulative dose)
ถามว่า “โอเวอร์โดสไหม?”

คำตอบคือ: ไม่ใช่โอเวอร์แบบแทงเข็มเดียวแล้วหัวใจหยุดทันที แต่เป็น “โอเวอร์จากการสะสม + ความเครียด + การจัดการ”

เพราะอะไร?

โดสมาตรฐานที่ปลอดภัยกว่าในช้าง Xylazine เดี่ยว ๆ
มักอยู่ราว 0.2–0.4 mg/kg
เกิน 0.6 mg/kg → เริ่มเสี่ยงกดการหายใจ (respiratory depression), ภาวะพร่องออกซิเจนในเลือด(hypoxemia), ภาวะเลือดเป็นกรด (acidosis)
เคสนี้สีดอหูพับ 1.0+ mg/kg แถม แบ่งยิง 5 เข็มใน 3 ชม. ยิงซ้ำ = สะสม
Xylazine ในช้างถือว่ามีกระบวนการเผาผลาญ (metabolism) ช้า
ยิงซ้ำก่อนยาหมดฤทธิ์ = ระดับยาไต่ขึ้นเงียบ ๆ ตอน “ขึ้นรถ” คือช่วงที่ peak effect มาพอดี
ช่วงจับลาก + ขึ้นรถ = ตัวเร่งหายนะ
เครียด → สารสื่อประสาทจำพวก catecholamine พุ่ง
กล้ามเนื้อทำงานหนัก → ภาวะกรดแลคติกในเลือดสูง (lactic acidosis)
Xylazine → กดหายใจ + หัวใจเต้นช้าผิดปกติ (bradycardia)
ผลรวม = ออกซิเจนในเลือดต่ำ (hypoxia) + เลือดเป็นกรด (metabolic acidosis)

สีดอหูพับตายหลังรถออก 15 นาที บอกอะไร?

อันนี้สำคัญมาก ไม่ใช่รูปแบบหรืออาการ ของ โดสยาซึมเกินขนาด (Xylazine overdose) ล้วน ๆ
แต่เข้ากันได้กับภาวะกล้ามเนื้อสลายจากการถูกจับบังคับ (Capture Myopathy) แบบเฉียบพลัน บวกระบบหายใจล้มเหลว (respiratory collapse)

โดยเฉพาะถ้ามี: ล้ม/ทรุดก่อนหน้า ตะแคงอัดอก มีอาหาร/น้ำในงวงหรือหลอดลม ไม่มีการให้ออกซิเจน ไม่ได้ยาแก้ฤทธิยาซึม (yohimbine)

ถ้าถามผมในฐานะสัตวแพทย์ช้าง สาเหตุการตาย = multifactorial (หลายสาเหตุมารวมกัน)
ไม่ใช่ “ยิงยาแรงเกินอย่างเดียว” แต่ โดสรวมสูงเกินจำเป็น และ ยิงซ้ำถี่เกิน ไหนจะเรื่องอาหารอุดทางเดินหายใจอีก การเคลื่อนย้ายในช่วงยาพีค = จุดแตกหัก

ถ้าจะเขียนรายงานการเสียชีวิตของสีดอหูพับแบบตรงไปตรงมา:
“ไม่พบหลักฐานยาซึมเกินขนาด (overdose) เฉียบพลัน แต่พบความเป็นไปได้สูงของ ภาวะกล้ามเนื้อสลายจากการถูกจับบังคับ (Capture Myopathy) แบบเฉียบพลัน ร่วมกับการกดหายใจ (respiratory depression) จากยาซึม Xylazine” และภาวะอุดตัน ในทางเดินหายใจอีก

ช้างไม่ได้ตายเพราะเข็มสุดท้าย แต่ตายเพราะการถูกกระทำตั้งแต่ 3 ชั่วโมงก่อนหน้านั้น เป็นต้นเรื่อยมา

ถอดบทเรียนจากการยิงยาซีมสีดอหูพับ เพื่อไม่ให้เกิดการสูญเสียอีก

หนึ่ง ขั้นตอนการเตรียมตัวเคลื่อนย้ายช้างผิดหมด เช่น

จำนวนคนทำงานย้ายสีดอหูพับ ใช้คนไม่น่าจะเกิน 10 คน อย่างมากที่สุด ไม่เกิน 20 คน 20 คนนี่เกะกะด้วยซ้ำ

เสียง อึกกะทึกครึกโครม ใช้คนเยอะราวจะจัดงานวัด ทั้งแสง สี เสียง เครื่องจักร เต็มไปหมด ถ้าเสียงดังอึกทึกครึกโครม ช้างตื่น เครียด เขาจะหลั่งอะดรีนาลีน ซึ่งมันจะทำให้ยาต้องเพิ่มขึ้นมากกว่าเท่าตัว

การจะวางยาช้างให้ควรคำนึงว่าต้องพยายามให้ยาโดสต่ำที่สุดที่จะควบคุมได้ในกรณีนี้ โดยปกติจะใช้ ประมาณ 7-8 ซีซี เท่านั้น แต่ต้องทำงานแบบเงียบ ใช้คนน้อยที่สุด ค่อยๆ คลานเข้าหา แล้วก็ยิงยาให้เขาตื่นกลัวน้อยที่สุด เงียบมืด สงบ

คนที่ไม่เกี่ยวข้องต้องให้ออกจากพื้นที่ให้หมด เหลือให้อยู่เฉพาะคน ที่ต้องทำงานจริงๆเท่านั้น ใครไม่จำเป็นไม่ต้องเข้า ถ้าทำอย่างนี้ ยาที่ใช้ 7-8 ซีซี ช้างก็ซึมและควบคุมได้แล้ว สีดอหูพับน่าจะหนัก 2,300 -2,400 กิโลกรัม ไม่ต้องใช้ยาเยอะ

เพราะการใช้ยาเกินขนาด (Overdose) กว่าจะเอาลง จะทำให้เกิดมีโอกาสเกิดผลข้างเคียง (Side effect) จากยาซึม อย่างเช่น สำรอกอาเจียน อุดตันหลอดลม

ถ้าใช้ยาตามโดสหรือต่ำกว่าโดส ต่อให้ช้างกินหญ้า โอกาสที่จะอาเจียนหรือขย้อนอาหารยากมาก แทบไม่มี

การวางยาซึมช้างป่า ไม่เหมือนกับวางยาหมาแมว เพราะช้างเนี่ยไม่สามารถบอกได้ว่าต้องงดอาหาร โดยเฉพาะช้างป่ามีข้อจำกัดสูงมาก ยิ่งสถานที่คือไร่อ้อย มีแนวโน้มที่สีดอหูพับจะกินอาหารตลอดเวลา

วิธีดีที่สุดคือ สิ่งเร้าทั้งหลายที่ทำให้ช้างตื่นตกใจต้องตัดออกให้มากที่สุด

แล้วก็ต้องใช้ยาน้อยที่สุด ช้างจะปลอดภัยมากที่สุด

หลักการข้อที่ 2 คือในกรณีที่ต้องการความปลอดภัยมากกว่านั้นต้องเปลี่ยนไปใช้ยาซึมอีกตัวซึ่งกดการหายใจน้อยมากแล้วก็ไม่ทำให้น้ำลายไหล ไม่อาเจียน แต่ยาจะแพงกว่ายามาตรฐาน Xylazine

“การป้องกันการสำลักอาหาร” ในการวางยาซึมช้าง ต้องรอบคอบระมัดระวัง
การงดอาหารก่อนวางยาซึมช้าง “แทบเป็นไปไม่ได้” ในหลายๆสถานการณ์ ช้างอยู่ในป่า อยู่ในทุ่งหญ้า กินอาหารเกือบตลอดเวลาโดยธรรมชาติ

เราไม่สามารถสั่งให้งดอาหารล่วงหน้า 6–12 ชั่วโมงเหมือนสัตว์เลี้ยงทั่วไปอื่นๆ ได้

นี่คือข้อจำกัดเชิงพื้นที่ และธรรมชาติ ไม่ใช่ความบกพร่องของสัตวแพทย์

หลักคิดที่ถูกต้องคือ ไม่ใช่ “ทำยังไงไม่ให้มีอาหารในท้อง” แต่จะทำยังไงให้ช้างไม่สำลัก นั่นก็คือ
"ใช้ยาให้น้อยที่สุดเท่าที่ควบคุมได้"

ยาซึมขนาดต่ำ ลดการกดรีเฟล็กซ์ (Reflex) การกลืน ลดการกดการหายใจ โอกาสสำลักจะลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ช้างไม่ได้สำลักเพราะมีอาหาร แต่สำลักเพราะ ยากดการกลืน + กดการหายใจ

การจัดการหน้างาน สำคัญกว่ายาซึม สิ่งที่ช่วยลดการสำลักได้จริงในช้าง ได้แก่

ลดความเครียด ทำให้อะดรีนาลีนต่ำ เกิดการใช้ยาน้อย ไม่เร่ง ไม่ต้อน ไม่ไล่ ไม่ทำให้ช้างล้มลงกะทันหัน

ถ้าช้างล้มลงนอน ให้หลีกเลี่ยงท่านอนตะแคงนาน เฝ้าดูทางเดินหายใจตลอด และที่สำคัญคือ ห้ามให้น้ำหรืออาหารเพิ่ม ในช่วงที่ซึม หรือยากำลังออกฤทธิ์ เพราะต่อให้ก่อนหน้านั้นจะกินมาแล้ว

การเติมเข้าไปอีก ขณะรีเฟล็กซ์การกลืนลดลง คือการเพิ่มความเสี่ยงโดยไม่จำเป็น ข้อนี้ไม่ได้แตกต่างจากมนุษย์ที่ต้องวางยาสลบในการผ่าตัด นี่คือ การป้องกันการสำลักที่แท้จริงในการยิงยาซึมเพื่อควบคุมช้าง

“ต้องตายทุกเคสไหม ต้องสำลักทุกครั้งไหม”

ขอตอบแบบหนักแน่นว่า ไม่จริงและไม่ถูกต้องทางวิชาการ ช้างจำนวนมากถูกวางยาซึมทั้งที่กินหญ้ามาก่อน และไม่เกิดการสำลัก ถ้า

- ใช้ยาพอเหมาะ - ช้างไม่เครียด - การจัดการหลังยิงถูกต้อง

การเหมารวมว่า“วางยาซึมเพื่อควบคุมช้าง = ต้องสำลัก = ต้องตาย” เป็นความเข้าใจผิด

ส่วนเรื่องการเลือกยาซึมชนิดอื่น มียาซึมที่กดรีเฟล็กซ์การกลืนน้อยกว่าหรือหมดฤทธิ์ยา (reversible) ได้

แต่ในภาคสนามจริง ยาชนิดดังกล่าวอาจหายากหรือไม่มี เพราะเป็นยาควบคุม ที่หาได้ยากในเมืองไทย

แม้สถานการณ์อาจไม่เอื้อ ดังนั้น หลักสุดท้ายยังคงเหมือนเดิมคือ "ใช้ยาที่มีให้น้อยที่สุด และจัดการหน้างานให้ดีที่สุด” นี่คือคำตอบ

ปล.จากประสบการณ์ ที่เคยยิงยาควบคุมช้างมาก็ไม่น้อย ก็ยังไม่เคยมีเคสที่ช้างจะสำลัก หรือเสียชีวิตลง ทั้งๆที่ช้างยังกินหญ้าอยู่ ขอให้กรณีของสีดอหูพับเป็นบทเรียน ไม่ให้เกิดการสูญเสียอีก