xs
xsm
sm
md
lg

เมื่อพรรคส้มถูกปลุกปั่นจนเป็นเทพ แล้วเผชิญความจริงในคูหาเลือกตั้ง

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



หนึ่งความคิด
สุรวิชช์ วีรวรรณ


ก่อนจะถึงวันเลือกตั้งสองวัน ผมเขียนในเฟซบุ๊กไว้ชัดเจนว่าเหตุผลที่ผมเชื่อว่าพรรคส้มจะได้น้อยลงไม่ใช่เพราะความรู้สึก ไม่ใช่เพราะอคติ แต่เพราะผมเอาตัวเลขดิบมาวาง แล้วเอาเสียงจากคนพื้นที่มาซ้อนกัน ภาพมันค่อย ๆ ชัดขึ้นเองโดยไม่ต้องใส่อารมณ์อะไรลงไป รอบที่แล้วพรรคส้มชนะเพราะโครงสร้างพื้นที่เมือง กระแสเบื่อลุงและต้องการการเปลี่ยนแปลงของชั้นกลางและคนในเขตเมือง

แต่รอบนี้พอผมโทรไปคุยกับคนหลายคนในพื้นที่ น้ำเสียงที่ได้ยินมันคล้ายกันหลายจังหวัด นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ ชลบุรี จันทบุรี ระยอง ขอนแก่น พิษณุโลก เชียงใหม่ เชียงราย คนพื้นที่บอกว่าส้มยังแรง แต่ไม่แรงเท่าปี 66 ตราดกับฉะเชิงเทราที่เคยได้ก็มีสิทธิ์หลุด ภูเก็ตที่เคยกวาดสามอาจเหลือลุ้นเขตเดียว โคราชเขตที่เคยได้สามเริ่มมีแรงต้านจากการผนึกกำลังของพรรคอื่น ภาคเหนืออย่างเชียงรายที่เคยได้สามอาจร่วงหมด เชียงใหม่จากเจ็ดอาจเหลือห้า นี่เป็นการคาดการณ์ก่อนการเลือกตั้ง ตัวเลขพวกนี้ถ้ามันขยับพร้อมกัน แม้จะไม่แพ้ยับที่ไหนเลย แต่รวม ๆ แล้วมันกระทบพรรคอย่างมีนัยสำคัญทันที เพราะมันไปโดนแกนกลาง ไม่ใช่ปลายแถว

 สิ่งที่หลายคนพูดตรงกันแบบไม่ได้นัดคือ กระแสรอบนี้ไม่เท่าปี 66 และบุคลิกผู้นำก็มีส่วน คนที่เป็นหัวคะแนนพรรคส้มคนหนึ่งพูดตรง ๆ ว่าเท้ง ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ไม่มีเสน่ห์เท่าที่ควร บางคนถึงกับพูดแรงว่ายังนึกไม่ออกเลยว่าถ้าไม่มีชื่อเป็นแคนดิเดตนายกฯ จะเหมาะกับการนั่งกระทรวงอะไร นี่ไม่ใช่คำพูดจากฝ่ายตรงข้าม แต่เป็นเสียงจากคนที่ทำงานให้พรรคด้วยซ้ำ ขณะเดียวกันก็มีนักธุรกิจในภาคอุตสาหกรรมเล่าว่ารอบก่อนลูก ๆ สามคนมาขอให้ช่วยระดมแรงงานในโรงงานไปเลือกพรรคส้ม แต่รอบนี้ลูกบอกว่าจะไม่ไปเลือกตั้ง อันนี้ไม่ใช่การย้ายขั้ว แต่มันคือความตื่นตัวที่ลดลง ซึ่งอันตรายกว่า เพราะคะแนนมันหายเงียบ ๆ ไม่มีตัวเลขเตือนล่วงหน้า


พอเอาสองอย่างมาซ้อนกัน ตัวเลขโครงสร้างปี 66 กับเสียงสะท้อนจากพื้นที่ตอนนี้ ภาพที่เห็นไม่ใช่ว่าส้มจะหายไป แต่มันเหมือนจากคลื่นใหญ่กลายเป็นคลื่นปกติ ฐานเมืองยังอยู่ แต่แรงส่งลดลง ถ้าโค้งสุดท้ายคนรุ่นใหม่หรือโหวตเตอร์ที่มองไม่เห็นตัวตนไม่ออกมาเหมือนเดิม ผลลัพธ์ก็มีสิทธิ์น้อยกว่ารอบก่อนแบบที่หลายคนคาดไม่ถึง เพราะชัยชนะครั้งนั้นมันไม่ได้กระจายทั่วประเทศ แต่มันกระจุกอยู่ในเมืองใหญ่กับเมืองอุตสาหกรรม พอจุดกระจุกตัวเริ่มแผ่ว ตัวเลขทั้งก้อนก็สั่นทันที

ตอนนั้นกองเชียร์เซเลบฯ อินฟลูฯ หมอส้มรักในหลวงร.9 ปัญญาชนส้ม สื่อส้ม ทั้งสรยุทธ์ ทั้งหนุ่มเมืองจันท์ ใบตองแห้ง นิ้วกลม แกนนำส้ม ต่างออกมามั่นใจกันเต็มปากว่าเย็นวันอาทิตย์ส้มจะชนะถล่มทลาย แล้วก็พูดคำใหญ่คำโตว่าเราจะได้รัฐบาลของประชาชนอย่างแท้จริง ฟังแล้วเหมือนคนที่เลือกพรรคอื่นไม่ใช่ประชาชน เหมือนตาสีตาสา ป้าแก้ว ลุงแม้น ที่เขาไม่ได้เลือกพรรคส้มไม่มีสิทธิ์เรียกตัวเองว่าประชาชนหรืออย่างไร ตกลงพวกเขาเท่านั้นหรือที่เป็นประชาชน พวกเขาเท่านั้นหรือที่จะพาประเทศไปรอด ทั้งที่มองย้อนกลับไปก็ยังไม่เห็นว่าพวกเขาเคยทำอะไรสำเร็จเป็นชิ้นเป็นอันมาก่อนในชีวิต แต่วันนี้ถูกยก ถูกสร้างภาพ ถูกเชิดให้เป็นเทพ เป็นอัศวิน เป็นผู้กอบกู้ประเทศ ถ้าไม่ใช่เขาประเทศจะล่มสลาย เหมือนโลกนี้มีคำตอบเดียว

พวกเขาพูดกันถึงขั้นว่าต้องรื้อประเทศใหม่ทั้งระบบ ทุกองค์กรต้องเปลี่ยน จารีตประเพณีต้องทุบ สถาบันหลักต้องโค่น เพราะเป็นตัวถ่วงประเทศ บอกว่าคนอื่นบริหารมาหมดแล้วถึงเวลาพวกเขาเข้าไปเปลี่ยน ถ้าทำไม่ดีก็ไม่ต้องเลือกใหม่ ฟังดูง่าย แต่คำถามคือแค่นั้นพอหรือ ถ้าสิ่งที่ทำไว้กลายเป็นซากปรักหักพัง ใครจะรับผิดชอบ ทำพังแล้วเดินจากไปแล้วจบอย่างนั้นหรือ ประเทศไม่ใช่ของทดลองที่พอผิดพลาดแล้วลบแล้วเริ่มใหม่ได้เหมือนแอปในมือถือ ความเสียหายบางอย่างมันไม่ได้กดปุ่มรีเซ็ตได้ง่าย ๆ และคนที่ต้องอยู่กับผลลัพธ์ไม่ใช่คนพูดบนเวที แต่คือคนทั้งประเทศ

ผมยังเขียนไว้อีกว่า ประเทศไทยมันไม่ได้ย่ำแย่ถึงขั้นล่มจม ปัญหามันคือทุจริต คอร์รัปชัน คนโกงกิน ซึ่งทางออกไม่ใช่รอเทพหรืออัศวินคนใดคนหนึ่งลงมาพลิกฝ่ามือเปลี่ยนประเทศ แต่คือปลุกจิตสำนึกประชาชนทั้งประเทศให้ลุกขึ้นมาต่อต้านคนโกง ให้คนส่วนใหญ่ร่วมมือกัน จนไม่ว่านักการเมืองหน้าไหนก็ไม่กล้าฝืนมติประชาชน ประเทศนี้มันสร้างได้ด้วยมือประชาชน ไม่ใช่ด้วยคำพูดสวยหรูของใครคนเดียว การเมืองมันไม่ใช่สนามประลองเทพเจ้า แต่มันคือพื้นที่ของมนุษย์ธรรมดาที่ต้องคอยตรวจสอบกันเอง

และในช่วงที่อินฟลูฯ ส้มออกมาปั่นกระแสหนัก ผมก็โพสต์อีกชิ้นหนึ่ง เปรียบเทียบสิ่งที่เกิดขึ้นกับตำนานมนุษย์ทุกยุคทุกสมัย เวลาโลกวุ่นวาย ผู้คนจะเริ่มมองหาผู้มาโปรด ไม่ใช่มองหากลไก ไม่ใช่มองหากระบวนการ แต่รอใครสักคนที่ถูกยกให้เหนือมนุษย์ ตำนานพระศรีอริยเมตไตรย ตำนานพระเยซู ตำนานพระกัลกีในฮินดู ตำนานยุคทองของกรีก ทั้งหมดมีแก่นเดียวกันคือ เมื่อโลกเละ จะมีผู้วิเศษลงมาแก้ และสิ่งที่น่าสนใจคือโครงเรื่องแบบนี้ไม่เคยหายไปไหน มันแค่เปลี่ยนฉาก เปลี่ยนเครื่องแต่งกาย จากชุดขาวถือคทา กลายเป็นสูทบนเวที จากวัดกลายเป็นไลฟ์สด จากคำสอนกลายเป็นสโลแกน จากศรัทธาทางศาสนากลายเป็นศรัทธาทางการเมือง

ภาพของพรรคส้มในช่วงนั้นถูกวางให้คล้ายผู้วิเศษที่จะมาดับทุกข์เข็ญของประเทศได้แต่ผู้เดียว ราวกับว่าถ้ากากบาทลงช่องนั้น ทุกปัญหาจะละลายหายไปทันที ภาษาที่ใช้ไม่ใช่ภาษานโยบาย แต่เป็นภาษาศรัทธา ความหวังเดียว ทางรอดเดียว ถ้าไม่เลือกครั้งนี้ประเทศจบ โลกถูกแบ่งเป็นสองขั้ว ความมืดกับความสว่าง คนดีกับคนเลว ผู้ช่วยโลกกับผู้ทำลายโลก แล้วพรรคส้มถูกวางไว้ในตำแหน่งเดียวกับผู้มาโปรด ผู้ถือแสงไฟ ผู้กอบกู้ นี่ไม่ใช่การเล่าการเมืองแบบเหตุผล แต่มันคือการเล่าแบบมหากาพย์ฮีโร่

ผมไม่ได้บอกว่าพรรคไหนเลวหรือดี แต่ผมบอกว่าไม่มีพรรคการเมืองไหนเป็นพระอวตาร ไม่มีนักการเมืองคนไหนเป็นพระโพธิสัตว์ และไม่มีพรรคไหนที่จะแก้ทุกปัญหาของประเทศนี้ได้แต่ผู้เดียว การเมืองไม่ใช่ตำนาน แต่มันถูกเล่าให้เหมือนตำนานได้ เพราะมนุษย์ชอบเรื่องเล่าที่ทำให้รู้สึกว่าตัวเองยืนอยู่ฝั่งความดีในมหากาพย์ยิ่งใหญ่

แล้วพอรู้ผลเลือกตั้ง ผมก็เขียนว่าเหตุผลที่พรรคประชาชนแพ้ ทั้งที่นำในทุกโพลและมีการเชียร์ของคนดังเต็มที่ มันไม่ใช่เรื่องลึกลับอะไรเลย โพลคือภาพสะท้อนช่วงเวลาหนึ่ง ไม่ใช่คะแนนจริง คนดังเชียร์ไม่เท่ากับประชาชนทั้งประเทศเชียร์ เสียงในโซเชียลไม่เท่ากับเสียงในคูหา พรรคส้มรู้ดีว่ามนต์ขลังลดลง แม้จะมีเสียงเชียร์จากสื่อและอินฟลูฯ แต่คนสมัครนอกพื้นที่กรุงเทพฯ ซึมซับกระแสได้ว่ามันไม่แรงเหมือนเดิม ความผิดพลาดสำคัญคือการเลือกผู้นำที่ไม่สามารถสร้างแรงดึงดูดได้ และการเอา The professionals มาเปิดตัวก็ไม่ได้สร้างความว้าวอย่างที่คิด

ผมยังมองต่อไปถึงอนาคตว่าพรรคส้มจะค่อย ๆ ฝ่อลง ถ้าไม่สรุปบทเรียนว่าประชาชนส่วนใหญ่ยังไม่รับแนวทางที่กร้าวร้าวเพื่อรื้อโครงสร้างทั้งสังคม มวลชนของพรรคจะท้อถอยเพราะสู้ไปก็ไม่ชนะ แต่ในขณะเดียวกันผมก็ไม่ได้โลดแล่นกับชัยชนะของฝ่ายใด เพราะผมบอกเสมอว่าต้องจับตาดูว่ารัฐบาลใหม่จะพาเราไปทางไหน จะแก้ปัญหาคอร์รัปชันอย่างไร จะแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างอย่างไร เพราะแสงสปอตไลท์มันไม่ได้ส่องที่พรรคเดียว แต่มันส่องที่คนถืออำนาจทุกคน

ทั้งหมดที่ผมเขียนมาตลอด ไม่ใช่คำทำนาย ไม่ใช่ความอาฆาต ไม่ใช่ความสะใจ แต่มันคือการมองการเมืองแบบมนุษย์ธรรมดาที่พยายามไม่หลงไปกับคลื่นอารมณ์ ไม่หลงไปกับเรื่องเล่าฮีโร่ ไม่หลงไปกับเสียงเชียร์หรือเสียงด่า แต่ดูตัวเลข ดูโครงสร้าง ดูพฤติกรรม และดูธรรมชาติของมนุษย์ เพราะสุดท้ายแล้วประเทศไม่ได้เดินด้วยตำนาน ไม่ได้เดินด้วยเทพ ไม่ได้เดินด้วยอินฟลูฯ หรือโพล แต่มันเดินด้วยการตัดสินใจของคนธรรมดาหลายสิบล้านคนที่กากบาทในคูหาอย่างเงียบ ๆ และผลของมันสะท้อนออกมาชัดเจนกว่าคำพูดบนเวทีใด ๆ ทั้งหมด

ติดตามผู้เขียนได้ที่https://www.facebook.com/surawich.verawan