ก่อนการเลือกตั้ง บรรดาด้อมส้ม กองเชียร์ส้ม อินฟลูเอนเซอร์ส้ม ต่างเชื่อมั่นกันอย่างแรงกล้าว่า การเลือกตั้งครั้งนั้นพรรคของพวกเขาจะชนะได้ไม่ยากเย็นอะไรเลย ภาพจำจากปี 2566 ยังติดตา พวกเขาชนะด้วยพลังของ “พิธาฟีเวอร์” ด้วยอารมณ์ร่วมของคำว่า “เบื่อลุง” และวาทกรรม “มีลุงไม่มีเรา” บวกกับนโยบายอย่างเงินคนแก่ 3,000 บาท
แน่นอน พรรคนี้กลายเป็นความหวังของชนชั้นกลาง คนทำงานเมือง ปัญญาชน และคนมีชื่อเสียงในสังคมจำนวนมากที่ออกมารณรงค์เชียร์ผ่านโซเชียลมีเดียกันอย่างเปิดเผย แม้บนเวทีหาเสียงจะพูดเรื่องความเท่าเทียม รัฐสวัสดิการ และการกระจายโอกาส แต่ในความเป็นจริงพวกเขากลับกลายเป็นขวัญใจของอีลิตบางกลุ่มอย่างน่าสนใจ โดยเฉพาะภาพของบรรยง พงษ์พานิช นักวาณิชธนกิจใหญ่ที่มักวางตัวเป็นผู้ใหญ่เปิดกว้างรับฟังคนรุ่นใหม่
ภาพแบบนี้มันสวนทางกับประโยคคลาสสิกที่ว่า “ถ้าคุณอายุ 20 แล้วยังไม่เป็นฝ่ายซ้าย แสดงว่าคุณไม่มีหัวใจ แต่ถ้าคุณอายุ 40 แล้วยังเป็นฝ่ายซ้ายอยู่ แสดงว่าคุณไม่มีสมอง” ซึ่งนักประวัติศาสตร์จำนวนไม่น้อยเชื่อว่าต้นกำเนิดแนวคิดนี้โยงไปถึง François Guizot รัฐบุรุษและนักประวัติศาสตร์ชาวฝรั่งเศสในศตวรรษที่ 19 ที่สะท้อนการเปลี่ยนผ่านของอุดมการณ์ตามวัยและประสบการณ์ชีวิต และเมื่อผลการเลือกตั้งออกมาบรรยงออกมาบอกว่าเสียงส่วนใหญ่ของสังคมอาจไม่ได้ต้องการการเปลี่ยนแปลงอย่างที่คนบางกลุ่มคิด
ขณะเดียวกันก็มีแนวคิดเรื่อง “ผลประโยชน์ส่วนตนที่ตาสว่าง” หรือ Enlightened Self-Interest ที่อธิบายได้คมกว่าว่าทำไมชนชั้นนำบางส่วนจึงยอมสนับสนุนรัฐสวัสดิการหรือการกระจายรายได้ มันอาจจะไม่ใช่เรื่องความเมตตาเพียงอย่างเดียว แต่คือการคำนวณเชิงกลยุทธ์เพื่อซื้อความมั่นคงในระยะยาวให้กับทรัพย์สินและสถานะของตัวเอง หากปล่อยให้ความเหลื่อมล้ำขยายจนสังคมปะทุ คนที่เสียหายมากที่สุดไม่ใช่คนจน แต่คือคนที่มีมาก ดังนั้น การยอมสละบางส่วนในวันนี้จึงเป็นการลงทุนเพื่อให้ระบบทั้งระบบยังเดินต่อได้โดยที่พวกเขายังยืนอยู่บนยอดพีระมิดได้อย่างปลอดภัย แนวคิดนี้อธิบายภาพการสนับสนุนจากอีลิตบางคนได้ดี ว่ามันอาจไม่ใช่ความโรแมนติกทางอุดมการณ์ล้วนๆ แต่มันคือการประกันความเสี่ยงทางสังคมในรูปแบบหนึ่ง
ในมุมของผม บรรดาด้อมส้มที่มั่นใจว่าพรรคของตัวเองจะชนะขาดลอยนั้น ส่วนใหญ่ติดอยู่ใน echo chamber ของตัวเอง เป็นโลกที่เสียงสะท้อนวนกลับมาหากันเองจนกลายเป็นความจริงอีกแบบหนึ่ง ผมเรียกมันว่า “กะลาดิจิทัล” โลกที่เต็มไปด้วยโพสต์ แชร์ รีทวีต และคลิปที่เห็นแต่สิ่งที่อยากเห็น โพลที่พรรคส้มนำอยู่ทุกโพลถูกยกขึ้นมาขยายจนดูเหมือนชัยชนะถูกเขียนไว้ล่วงหน้าแล้ว หลายคนถึงขั้นเชื่อว่าโพลยังให้ต่ำกว่าความเป็นจริงด้วยซ้ำ ผมเห็นมือทำงานสร้างสื่อปลุกปั่นทางความคิดคู่มือ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ อย่าง ธนาพล อิ๋วสกุล โพสต์อย่างลิงโลดมั่นใจว่าพรรคจะชนะถล่มทลายคิดไปไกลว่าจะได้ถึง 200 เสียง ขณะที่พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต ก็ออกมาปั่นกระแสต่อเนื่อง นักเขียนอย่าง นิ้วกลม และหนุ่มเมืองจันท์ ใช้ทักษะการประดิษฐ์ถ้อยคำกล่อมให้ผู้ติดตามคล้อยตาม
สื่อใหญ่อย่าง ใบตองแห้ง หรือ อธึกกิต แสวงสุข มั่นใจอย่างมากว่าหนนี้จะท่วมท้น กองเชียร์เปิดหน้าทั้ง สรยุทธ สุทัศนะจินดา และสุทธิชัย หยุ่น นักวิชาการอย่าง ปริญญา เทวานฤมิตรกุล แทบจะเป็นขาประจำในพื้นที่สื่อสาธารณะอย่างไทยพีบีเอส สื่อกระแสหลักอย่างไทยรัฐเปิดพื้นที่ให้เต็มที่ ขณะที่ค่ายมติชนก็แทงหมดหน้าตักในจังหวะนั้น แต่ในเชิงธุรกิจใครขึ้นมาเป็นรัฐบาลค่ายมติชนก็ปรับตัวได้เสมอ
เมื่อคนเสพสื่อในโลกโซเชียลเห็นภาพการหาเสียงของพรรคส้มที่ถ่ายทอดด้วยโดรน มุมสูง คลื่นมวลชนที่ดูเหมือนทะเลมนุษย์ เสียงปรบมือ เสียงตะโกน ช่วงเวลาที่ตัดต่ออย่างเร้าอารมณ์ มันยิ่งตอกย้ำความเชื่อเดิมว่าชัยชนะอยู่แค่เอื้อม ใครจะไม่เชื่อในสิ่งที่เห็นซ้ำๆ ทุกวัน โลกใต้กะลาดิจิทัลจึงกลายเป็นจักรวาลคู่ขนานที่ตัวเลขไลค์ ตัวเลขแชร์ และคอมเมนต์สนับสนุนถูกแปลความเป็นคะแนนเสียงจริงโดยอัตโนมัติ ทั้งที่ในความเป็นจริงโลกออนไลน์กับโลกของหีบบัตรมันไม่ใช่เรื่องเดียวกันเสมอไป
ส่วนตัวผมกลับเชื่อว่าพรรคส้มจะแพ้ ผมเขียนแสดงความเห็นผ่านคอลัมน์และเฟซบุ๊กหลายครั้ง แต่ก็ยอมรับตามตรงว่าในฐานะคนที่ท่องโซเชียลอยู่ตลอด ผมเองก็เกือบจะหลงไปกับกระแสในกะลาดิจิทัลนั้นเหมือนกัน ความกลัวหน้าแตกมันมีอยู่จริง เพราะเวลาคุณเห็นแต่ข้อมูลฝั่งเดียวต่อเนื่องหลายวัน สมองมันก็เริ่มตั้งคำถามกับตัวเองว่าหรือเราคิดผิด ก่อนวันลงคะแนนสองสามวันผมจึงยกหูโทรศัพท์ โทร.คุยกับผู้นำชุมชน คนทำงานภาคสังคม คนในพื้นที่จริงๆ เอาแผนผัง สส.ที่พรรคส้มเคยยึดครองไว้ทั้งปริมณฑล ภาคตะวันออก เขตเมืองในอีสาน และภาคเหนือมานั่งไล่ทีละจังหวัด คำตอบที่ได้ส่วนใหญ่พูดคล้ายกันคือกระแสไม่แรงเหมือนปี 2566 หลายพื้นที่ที่เคยยกจังหวัดอาจจะไม่ได้เลย บางจังหวัดจะหลุดหลายเขต เสียงในพื้นที่มันนิ่งลงอย่างเห็นได้ชัด
ตอนนั้นผมจึงโพสต์เฟซบุ๊กอย่างมั่นใจว่าพรรคส้มจะแพ้ แต่พอหันไปดูฝั่งด้อมส้ม อินฟลูส้ม เขายังตีฟูกระแสกันแบบมั่นใจว่ารอบนี้จะถล่มทลาย ประชาชนจะมอบใบอนุญาตใบที่หนึ่งให้จัดตั้งรัฐบาล และถ้าได้อันดับหนึ่งก็ต้องได้เป็นรัฐบาลโดยอัตโนมัติ มีการสร้างภาพว่าอำนาจอื่นจะไม่กล้าขัดขวางหากชัยชนะท่วมท้น ภาพฝันนั้นดูสวยงามและทรงพลัง
ความมั่นใจนั้นลามไปถึงการทาบทามคนนอกเข้ามาเป็นรัฐมนตรีในนาม “The Professionals” เพื่อส่งสัญญาณว่าพรรคไม่ได้มีแค่คนรุ่นใหม่ไร้ประสบการณ์ นี่ไงเราหามืออาชีพสูงวัยมาช่วยแล้ว ด้วยการเปิดรับผู้มีความเชี่ยวชาญจากภายนอกเข้ามาเสริมภาพลักษณ์ ทว่าการเปิดตัวหลายคนกลับไม่ปังอย่างที่คาดเพราะไม่ใช่หัวแถวในวิชาชีพตัวจริง ชาวบ้านจำนวนมากไม่รู้จัก บางคนเปิดตัวแล้วก็เงียบหายไป บางคนทำตัวเหมือนพร้อมจะมาเป็นรัฐมนตรี
สำหรับการพ่ายแพ้ครั้งนี้ บทเรียนสำคัญที่ผมคิดว่าพรรคส้มควรทบทวนคือการออกจากกะลาดิจิทัลให้ได้ก่อน อีกบทเรียนคือการทำพรรคให้เป็นพรรคประชาธิปไตยจริงๆ ไม่ใช่พรรคที่มีเจ้าของหรือมีปูลิตบูโรชี้นำอยู่เบื้องหลัง เลิกความก้าวร้าว มองสังคมทั้งสังคมเหมือนสิ้นหวังแล้วต้องรื้อฟ้าคว่ำแผ่นดิน เพราะประเทศนี้มีประชาชนเป็นเจ้าของร่วมกัน ไม่ใช่พื้นที่ของใครหรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งที่จะลิดรอนหรือปลุกปั่นเพื่อโค่นล้มได้ตามใจ หากประชาชนส่วนใหญ่ไม่เอาด้วย ต่อให้กระแสในโซเชียลแรงแค่ไหน สุดท้ายหีบบัตรก็จะเป็นคนตอบคำถามอยู่ดี
และการเลือกตั้งครั้งนี้ก็น่าจะเป็นบทเรียนชิ้นสำคัญที่ทำให้พวกเขาได้เห็นความแตกต่างระหว่างเสียงในโลกออนไลน์ในกะลาดิจิทัลที่สร้างความมั่นใจให้กับพวกเขาเหลือเกินกับเสียงของประเทศจริงๆ อย่างชัดเจนที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์การเมืองไทยยุคใหม่
ติดตามผู้เขียนได้ที่ https://www.facebook.com/surawich.verawan


