xs
xsm
sm
md
lg

เมื่ออินฟลูเอนเซอร์ส้มหย่อนเบ็ด หลอกให้สังคมไทยงับเหยื่อ

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



หนึ่งความคิด
สุรวิชช์ วีรวรรณ

กระแสการเมืองไทยในช่วงหลายปีมานี้เปลี่ยนไปมาก จากการใช้เวทีปราศรัยและเครือข่ายหัวคะแนนในพื้นที่ สู่สนามออนไลน์ที่อัลกอริทึมเป็นคนจัดวางว่าใครจะเห็นอะไร เมื่อใด และบ่อยแค่ไหน ในภูมิทัศน์แบบนี้ “อินฟลูเอนเซอร์ทางการเมือง” จึงไม่ได้เป็นเพียงคนเล่าข่าวหรือแสดงความเห็น แต่กลายเป็นตัวแปรทางอำนาจรูปแบบใหม่ที่สามารถกำหนดกรอบการรับรู้ของผู้คนจำนวนมากได้ในเวลาอันสั้น ฝ่ายที่ถูกเรียกว่า “พรรคส้ม” เป็นกลุ่มที่เข้าใจเกมนี้เร็วและใช้มันอย่างจริงจัง เราจึงเห็นอินฟลูเอนเซอร์จำนวนไม่น้อยพูดไปในทิศทางเดียวกัน สร้างเรื่องเล่าคล้ายกัน และวางโครงอารมณ์ของสังคมไปในทิศทางเดียวกัน คือความผิดหวังต่อการเมืองแบบเดิม ความอึดอัดต่อโครงสร้างอำนาจที่สืบทอดจากยุครัฐบาลทหาร และความรู้สึกว่าประเทศไทย “ติดหล่ม” มานานเกินไป


เรื่องเล่าเหล่านี้ฟังดูมีพลัง เพราะมันเชื่อมกับประสบการณ์จริงของคนจำนวนมากที่รู้สึกว่าชีวิตไม่ก้าวหน้า เศรษฐกิจโตช้า โอกาสกระจุก และการเมืองเต็มไปด้วยการต่อรองผลประโยชน์ แต่คำถามสำคัญคือ เมื่อเรื่องเล่าถูกทำให้เรียบง่ายจนเหลือเพียง “อดีตเลวร้าย ปัจจุบันอึดอัด อนาคตต้องฝากไว้กับความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่” เรากำลังมองความจริงครบทุกด้านหรือยัง หรือเรากำลังถูกชักนำให้เชื่อว่ามีคำตอบเดียวสำหรับปัญหาที่ซับซ้อน

อินฟลูเอนเซอร์จำนวนหนึ่งเล่าว่าตัวเองเคยเป็น “เหลือง” มาก่อน เคยยืนอยู่ฝั่งที่ปกป้องชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และเคยมองอีกฝั่งเป็นภัยต่อสถาบัน แต่วันนี้ความคิดเปลี่ยน เพราะเห็นว่านักการเมืองแบบเดิมไม่สามารถพาประเทศไปข้างหน้าได้ เรื่องเล่าแบบนี้มีพลังทางอารมณ์สูง เพราะมันคือการประกาศว่า “ฉันเคยเชื่อแบบนั้น แต่วันนี้ฉันตาสว่างแล้ว” มันทำหน้าที่เหมือนพยานบุคคลทางความคิด ให้คนที่กำลังลังเลรู้สึกว่าการเปลี่ยนฝั่งไม่ใช่เรื่องผิด

แต่การเปลี่ยนความเชื่อส่วนบุคคล กับการชวนทั้งประเทศให้เดินไปในทิศทางใหม่ เป็นคนละเรื่องกันโดยสิ้นเชิง การตัดสินใจทางการเมืองระดับประเทศไม่ใช่การรีวิวสินค้า ไม่ใช่การลองแอปใหม่แล้วลบได้ถ้าไม่ชอบ มันคือการเลือกทิศทางโครงสร้างอำนาจ กฎหมาย เศรษฐกิจ และความสัมพันธ์ระหว่างสถาบันหลักของประเทศ ซึ่งหากพลาด ต้นทุนที่ต้องจ่ายอาจกินเวลาเป็นสิบปีหรือทั้งรุ่นคน

สิ่งที่น่าคิดคือ คนที่พูดเรื่อง “ต้องลอง ต้องให้โอกาส” จำนวนไม่น้อยเป็นคนที่มีต้นทุนชีวิตสูง มีการศึกษา มีรายได้ มีเครือข่าย มีทางเลือก ถ้าประเทศผันผวนก็ยังมีทรัพย์สิน มีทักษะ หรือแม้แต่พาสปอร์ตที่พาเขาไปเริ่มต้นใหม่ได้ที่อื่น พูดตรง ๆ คือเขามี safety zone รองรับอยู่แล้ว การออกจาก comfort zone สำหรับคนกลุ่มนี้จึงไม่ใช่การกระโดดจากหน้าผา แต่เป็นการก้าวออกจากห้องแอร์ไปยืนสูดอากาศริมระเบียง

ตรงกันข้าม คนจำนวนมากในประเทศนี้ไม่มี safety zone แบบนั้น รายได้เดือนชนเดือน หนี้ครัวเรือนสูง โอกาสย้ายประเทศแทบไม่มี เครือข่ายช่วยเหลือจำกัด สำหรับคนกลุ่มนี้ ความผันผวนระดับประเทศไม่ใช่เรื่องโรแมนติก แต่คือความเสี่ยงต่อปากท้องจริง ๆ หากเศรษฐกิจสะดุด การลงทุนชะลอ หรือความขัดแย้งทางการเมืองยืดเยื้อ คนที่เจ็บก่อนมักไม่ใช่ชนชั้นนำ แต่คือแรงงาน คนตัวเล็ก และชนชั้นกลางล่าง

นี่จึงเป็นคำถามเชิงศีลธรรมที่ควรถูกถามดัง ๆ ว่า คนที่เชิญชวนให้ “ลองดู” พร้อมรับผิดชอบต่อความเสี่ยงนั้นแค่ไหน หรือความรับผิดชอบจบลงแค่การโพสต์ การพูดบนเวที และการได้ยอดไลก์ยอดแชร์ เพราะหากการเปลี่ยนแปลงผิดพลาด คนที่จ่ายราคาอาจไม่ใช่คนที่เชิญชวน แต่คือคนที่เชื่อ

ในบรรยากาศแบบนี้ ความกลัวต่อการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างจึงถูกทำให้ดูเป็นเรื่องล้าหลัง ถูกตีตราว่าเป็นความกลัวของคนหัวเก่า ทั้งที่ในความเป็นจริง ความระมัดระวังต่อการเปลี่ยนแปลงระดับรัฐชาติไม่ใช่เรื่องโง่ แต่เป็นเรื่องที่หลายประเทศให้ความสำคัญ เพราะรัฐชาติไม่ใช่สตาร์ทอัพที่ปรับโมเดลได้ทุกปี มันคือกรอบกติกาที่คนทั้งสังคมต้องอยู่ร่วมกัน

ประเด็นเรื่องสถาบันพระมหากษัตริย์และมาตรา 112 ก็ถูกวางอยู่ในบริบทนี้ บางคนพูดว่าเคารพรัชกาลที่ 9 แต่ก็พร้อมเลือกพรรคที่มีจุดยืนปฏิรูปหรือจำกัดบทบาทสถาบัน ตรรกะแบบนี้สะท้อนความซับซ้อนของสังคมไทยยุคใหม่ก็จริง แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ามันคือการแยกความรู้สึกส่วนตัวออกจากโครงสร้างทางการเมืองอย่างชัดเจน คำถามคือ สังคมไทยพร้อมแค่ไหนกับการขยับเรื่องที่อ่อนไหวระดับนี้ และใครจะเป็นคนดูแลต้นทุนความขัดแย้งที่อาจตามมา

อีกด้านหนึ่ง การสร้างภาพว่าพรรคส้มคือ “ความหวังเดียว” ก็เป็นการลดทอนความหลากหลายทางการเมืองของประเทศอย่างน่ากังวล ประเทศขนาดใหญ่และซับซ้อนอย่างไทยแทบเป็นไปไม่ได้ที่จะมีคำตอบเดียวสำหรับทุกปัญหา การเมืองแบบประชาธิปไตยโดยหลักการคือการแข่งขันของแนวคิด ไม่ใช่การผูกขาดความหวังไว้กับพรรคใดพรรคหนึ่ง

ในความเป็นจริง ยังมีนักการเมืองอีกจำนวนมากที่อาจไม่เก่งการสื่อสาร ไม่โดดเด่นในโลกโซเชียล แต่มีประสบการณ์การบริหาร มีความเข้าใจระบบราชการ การคลัง ความมั่นคง และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญมากในโลกที่ภูมิรัฐศาสตร์ตึงเครียดขึ้นทุกปี เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไม่ใช่พื้นที่ปลอดภัยจากการแข่งขันของมหาอำนาจ ไทยต้องเดินเกมระหว่างสหรัฐ จีน และภูมิภาคเพื่อนบ้านอย่างระมัดระวัง รัฐบาลที่มองโลกผ่านเลนส์อุดมการณ์อย่างเดียวอาจพลาดในเกมผลประโยชน์ที่ซับซ้อน

ประเด็นเรื่องท่าทีต่อกองทัพและความมั่นคงก็เช่นกัน การวิพากษ์กองทัพทำได้ในระบอบประชาธิปไตย แต่การดูแคลนหรือทำให้สถาบันความมั่นคงอ่อนแอเกินไปในสายตาสาธารณะ อาจส่งผลต่ออำนาจต่อรองของประเทศในเวทีระหว่างประเทศ เพราะในโลกจริง ประเทศต่าง ๆ ยังประเมินกันที่ศักยภาพความมั่นคง ไม่ใช่แค่ภาพลักษณ์ประชาธิปไตย

กรณีภาพนักการเมืองพรรคส้มบางคนไม่ยืนหรือไม่ร้องเพลงชาติ ก็สะท้อนรอยปะทะทางความคิดเรื่อง “ชาติ” อย่างชัดเจน สำหรับคนรุ่นใหม่บางส่วน ชาติอาจเป็นเพียงโครงสร้างสมมติ ไม่ใช่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ แต่สำหรับคนอีกจำนวนมาก ชาติยังเป็นกรอบอัตลักษณ์ร่วมที่ยึดโยงผู้คนหลากหลายเข้าด้วยกัน ความต่างนี้ไม่ผิด แต่เมื่อกลายเป็นนโยบายหรือท่าทีระดับรัฐ มันย่อมมีผลต่อความรู้สึกของคนจำนวนมาก

แนวคิดเรื่อง “คนเท่ากัน” การลดลำดับชั้น การตั้งคำถามต่อศาสนา สถาบัน และวัฒนธรรมเดิม ล้วนเป็นแนวคิดที่มีที่ทางในสังคมเสรี แต่คำถามคือ จะทำอย่างไรให้การเปลี่ยนผ่านไม่สร้างความรู้สึกว่าคนอีกกลุ่มถูกผลักออกจากพื้นที่ทางสังคม เพราะหากการเปลี่ยนแปลงทำให้คนจำนวนมากรู้สึกว่าสิ่งที่เขายึดถือถูกดูแคลน ความขัดแย้งย่อมตามมา

ประวัติศาสตร์หลายประเทศสอนว่า การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างอย่างรวดเร็ว มักมาพร้อมแรงต้านและความแตกแยก ไม่ใช่เพราะคนไม่รักความก้าวหน้า แต่เพราะคนต้องการความมั่นคงควบคู่กับความเปลี่ยนแปลง การปฏิรูปที่ยั่งยืนจึงมักเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไป สร้างฉันทามติ และกระจายความเสี่ยง ไม่ใช่ผลักทั้งสังคมไปอยู่บนโต๊ะทดลองครั้งใหญ่

ทั้งหมดนี้ไม่ได้แปลว่าพรรคส้มไม่มีคุณค่า หรือแนวคิดใหม่ไม่มีประโยชน์ หลายประเด็นที่พวกเขาผลักดัน เช่น ความโปร่งใส การกระจายอำนาจ การลดทุนผูกขาด ล้วนเป็นเรื่องที่สังคมควรถกเถียง แต่การถกเถียงควรอยู่บนฐานข้อมูล เหตุผล และการยอมรับความซับซ้อน ไม่ใช่บนวาทกรรมว่าฝ่ายหนึ่งคือความหวัง อีกฝ่ายคือความล้าหลัง

คำถามสำคัญที่สุดอาจไม่ใช่ว่า “ส้มดีหรือไม่ดี” แต่คือ “หากพวกเขาได้อำนาจรัฐเต็มรูปแบบ ประเทศไทยจะถูกพาไปทางไหนในรายละเอียดเชิงนโยบายจริง ๆ” ระบบราชการจะถูกปฏิรูปอย่างไรโดยไม่ทำให้รัฐอ่อนแรง เศรษฐกิจจะโตจากอะไรในโลกที่แข่งขันสูง สถาบันหลักจะถูกปรับบทบาทแบบไหนให้ยังรักษาเสถียรภาพ และความขัดแย้งทางความคิดจะถูกบริหารอย่างไรไม่ให้ลุกลาม

ประชาธิปไตยที่เข้มแข็งไม่ใช่ประชาธิปไตยที่คนคิดเหมือนกัน แต่คือประชาธิปไตยที่คนคิดต่างแล้วยังอยู่ร่วมกันได้ การผลักสังคมไปสู่ขั้วใดขั้วหนึ่งสุดโต่ง ไม่ว่าขั้วอนุรักษ์สุดหรือก้าวหน้าสุด ล้วนมีความเสี่ยงทั้งนั้น

ท้ายที่สุด ประเทศไม่ใช่ของพรรคใดพรรคหนึ่ง ไม่ใช่ของอินฟลูเอนเซอร์คนใดคนหนึ่ง และไม่ใช่ของอุดมการณ์ใดอุดมการณ์หนึ่ง มันคือของคนทั้งสังคมที่มีต้นทุนชีวิตไม่เท่ากัน ความฝันไม่เหมือนกัน และความกลัวต่างกัน

ก่อนจะเชื่อว่าใครคือ “ทางเลือกสุดท้ายของประเทศ” อาจต้องถามให้ครบก่อนว่า ทางเลือกนั้นมีแผนรองรับความเสี่ยงแค่ไหน มีประสบการณ์บริหารความจริงที่ไม่สวยงามแค่ไหน และพร้อมรับผิดชอบต่อผลลัพธ์ที่ไม่เป็นไปตามฝันแค่ไหน เพราะในโลกการเมือง คนที่พูดเก่งอาจได้เสียงปรบมือ แต่คนที่ต้องอยู่กับผลลัพธ์คือประชาชนทั้งประเทศ และประวัติศาสตร์ก็มักไม่ได้โหดร้ายกับคนที่พูดเก่งเท่ากับคนที่ไม่มีทางเลือกเลย คงมีคนไม่น้อยที่ไม่เฉลียวใจแล้วงับเหยื่อที่เบ็ดของนายพราน

ติดตามผู้เขียนได้ที่https://www.facebook.com/surawich.verawan


กำลังโหลดความคิดเห็น