กระแสภาพและคลิปที่เผยแพร่ออกมาเกี่ยวกับการยืนเคารพเพลงชาติของเท้ง ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ไม่ได้เป็นเพียงดรามารายวันในโลกโซเชียล แต่สะท้อนรอยร้าวทางความคิดที่ลึกกว่านั้นในสังคมไทย รอยร้าวระหว่างคนที่ยังยึดโยงกับความหมายแบบดั้งเดิมของคำว่า ชาติ ศาสนา และสถาบัน กับคนอีกกลุ่มที่พร้อมตั้งคำถามต่อสิ่งเหล่านี้อย่างเปิดเผย สำหรับฝ่ายหลัง การยืนตรงเคารพธงชาติหรือการร้องเพลงชาติไม่ใช่เรื่องศักดิ์สิทธิ์ หากเป็นเพียงพิธีกรรมทางสังคมที่มนุษย์ออกแบบขึ้น
กรณีของ “เท้ง” ณัฐพงษ์ ที่ถูกจับภาพว่ายืนนิ่ง มือไพล่หลัง และไม่เปล่งเสียงร้องเพลงชาติ ในขณะที่ตัวแทนพรรคอื่นยืนตรงและร้องอย่างเต็มเสียง จึงถูกตีความต่างกันสุดขั้ว ฝั่งหนึ่งมองว่าเป็นการไม่ให้เกียรติสัญลักษณ์ของชาติ แต่อีกฝั่งกลับมองว่าเป็นเสรีภาพในการแสดงออก เป็นสิทธิของปัจเจกที่จะเลือกปฏิบัติหรือไม่ปฏิบัติตามพิธีกรรมเชิงสัญลักษณ์ของรัฐ
ความหมายของคำว่า “ชาติ” สำหรับคนรุ่นใหม่จำนวนไม่น้อย ไม่ได้ผูกติดกับธง เพลง หรือพิธีกรรมแบบเดิม แต่ผูกกับคุณภาพชีวิต สิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาค พวกเขาเติบโตในโลกที่พรมแดนทางข้อมูลแทบไม่มีอยู่จริง เห็นตัวอย่างสังคมอื่น เปรียบเทียบได้ตลอดเวลา จึงมองว่าชาติไม่ใช่สิ่งศักดิ์สิทธิ์เหนือการตั้งคำถาม แต่เป็นโครงสร้างทางการเมืองแบบหนึ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นเพื่อจัดระเบียบอำนาจและทรัพยากร เมื่อมองเช่นนี้ การไม่ยืนเคารพธงชาติจึงไม่ใช่การ “ไม่รักชาติ” ในสายตาพวกเขา แต่เป็นการไม่ยอมรับการบังคับให้แสดงออกแบบเดียวกันทั้งหมด
ในกลุ่ม The Professionals ที่พรรคส้มเปิดตัวมีผู้สนับสนุนแนวคิดนี้ คัดค้านการบังคับให้นักเรียนยืนเคารพธงชาติในโรงเรียนตอนเช้า โดยมองว่าเป็นวัฒนธรรมอำนาจนิยมที่ฝึกให้เชื่อฟังมากกว่าคิดวิเคราะห์ ชาติในความหมายของพวกเขาจึงไม่ใช่สิ่งที่ต้องเคารพโดยอัตโนมัติ
กรอบคิดแบบนี้เชื่อมโยงกับแนวคิด “คนเท่ากัน” ที่แกนนำทางความคิดของขบวนการสีส้มหลายคนพูดถึงมาอย่างต่อเนื่อง ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ เคยอธิบายว่าหากอยากเปลี่ยนสังคม ก็ต้องเริ่มจากการเปลี่ยนวัฒนธรรมในพรรค เช่น การไม่เรียกกันแบบลำดับชั้นอย่าง พี่ ป้า น้า อา แต่ใช้คำเรียกแบบเสมอกันอย่าง คุณ ผม ดิฉัน เพื่อย้ำว่าทุกคนมีสถานะเท่ากัน ไม่มีใครสูงต่ำโดยกำเนิด แนวคิดนี้ดูเหมือนเล็กน้อยในเชิงภาษา แต่จริงๆ คือการท้าทายวัฒนธรรมลำดับชั้นที่ฝังรากในสังคมไทยมานาน
เมื่อแนวคิดเรื่องความเท่ากันถูกผลักไปสุดทาง มันย่อมลากไปสู่การตั้งคำถามต่อโครงสร้างที่ใหญ่กว่า ไม่ใช่แค่ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล แต่รวมถึงสถาบันทางสังคม การเมือง และวัฒนธรรมทั้งหมด คำถามจึงไม่ใช่แค่ใครควรนั่งหัวโต๊ะ แต่คือโครงสร้างไหนควรมีอำนาจเหนือใครได้บ้างในสังคมประชาธิปไตยสมัยใหม่
มุมมองต่อศาสนาก็สะท้อนแนวคิดคล้ายกัน มีการอธิบายว่าศรัทธาเป็นเรื่องส่วนบุคคล ทุกคนสามารถมีความเชื่อของตนเองและสื่อสารกับพระเจ้าของตนได้โดยไม่ต้องผ่านองค์กรศาสนา ศาสนาไม่ควรถูกใช้เป็นเครื่องมือทางอำนาจหรือได้รับอภิสิทธิ์พิเศษเหนือความเชื่ออื่น แนวคิดนี้สอดคล้องกับโลกสมัยใหม่แบบโลกวิสัย (secular) ที่แยกศาสนาออกจากรัฐ และมองว่ารัฐควรเป็นกลางทางศาสนา
เมื่อเอากรอบคิดเรื่องชาติ ศาสนา และความเท่ากันมาวางรวมกัน ภาพของขบวนการสีส้มจึงชัดขึ้นในสายตาผู้วิจารณ์ว่า นี่คือความพยายามรื้อถอนโครงสร้างความคิดแบบเดิมของสังคมไทย ไม่ใช่แค่เปลี่ยนนโยบาย แต่เปลี่ยนฐานคิด เปลี่ยนคุณค่าที่สังคมยึดถือมานาน สำหรับผู้สนับสนุน นี่คือความก้าวหน้า คือการทำให้สังคมเป็นประชาธิปไตยเต็มใบ แต่สำหรับผู้กังวล นี่คือการทำลายหลักยึดร่วมที่ทำให้สังคมอยู่ร่วมกันได้
ประเด็นที่อ่อนไหวที่สุดหนีไม่พ้นเรื่องสถาบันกษัตริย์ ซึ่งปิยบุตร แสงกนกกุล เคยอธิบายพัฒนาการของรัฐสมัยใหม่ว่า เดิมอำนาจสูงสุดอยู่ที่กษัตริย์ สืบทอดทางสายโลหิต ต่อมาจึงเกิดแนวคิดว่าความชอบธรรมต้องมาจากประชาชน เกิดแนวคิดอำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชน และใช้การเลือกตั้งเป็นกลไกมอบอำนาจ การอธิบายเชิงทฤษฎีเช่นนี้ในทางวิชาการเป็นเรื่องปกติในรัฐศาสตร์ แต่ในบริบทการเมืองไทยที่สถาบันกษัตริย์มีความหมายทางวัฒนธรรมและอารมณ์สูง ย่อมถูกตีความทางการเมืองได้ง่าย
พวกเขาต้องการลดทอนบทบาทสถาบันกษัตริย์ให้อยู่ภายใต้กรอบรัฐธรรมนูญอย่างเคร่งครัดมากขึ้น เช่น การเน้นว่าการใช้อำนาจต้องผ่านผู้รับสนองพระบรมราชโองการ การจำกัดบทบาทเชิงการเมืองให้ชัดเจน หรือการทำให้สถาบันอยู่ในฐานะสัญลักษณ์ตามแบบราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญในหลายประเทศยุโรป สำหรับผู้สนับสนุน นี่คือการทำให้สอดคล้องกับประชาธิปไตยสมัยใหม่ แต่สำหรับผู้คัดค้าน นี่คือการบั่นทอนสถาบัน
เมื่อพิจารณาภาพรวมทั้งหมดแล้ว ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ใช่เรื่องเล็ก ไม่ใช่ดรามาชั่วคราว และไม่ใช่เพียงความเห็นต่างตามปกติในสังคมประชาธิปไตย แต่มันคือการขยับฐานคิดของสังคมออกจากหลักยึดร่วมที่เคยทำให้ประเทศนี้ดำรงอยู่มาได้อย่างต่อเนื่อง
การตั้งคำถามต่อชาติ ศาสนา และสถาบันกษัตริย์ อาจถูกอธิบายด้วยถ้อยคำสวยหรูว่าเป็น “ความก้าวหน้า” หรือ “เสรีภาพทางความคิด” แต่ในอีกด้านหนึ่ง มันคือการรื้อถอนเสาหลักทางอัตลักษณ์ที่เชื่อมผู้คนต่างภูมิหลังให้รู้สึกเป็นสังคมเดียวกัน หากเสาหลักเหล่านี้ถูกทำให้เป็นเพียงเรื่องสัมพัทธ์ เป็นเพียงความเชื่อส่วนบุคคลที่เลือกยึดหรือไม่ยึดก็ได้ สิ่งที่สังคมจะสูญเสียไปไม่ใช่แค่พิธีกรรมหรือสัญลักษณ์ แต่คือความรู้สึกร่วมเป็นเจ้าของประเทศเดียวกัน
รัฐชาติไม่อาจตั้งอยู่ได้ด้วยนโยบายเศรษฐกิจหรือสวัสดิการเพียงอย่างเดียว แต่มันตั้งอยู่ได้ด้วยความรู้สึกร่วมว่า “เราคือพวกเดียวกัน” และความรู้สึกร่วมนั้นไม่ได้เกิดขึ้นลอยๆ มันถูกหล่อหลอมผ่านประวัติศาสตร์ สัญลักษณ์ พิธีกรรม และสถาบันที่ทำหน้าที่เป็นศูนย์รวมทางใจ เมื่อสิ่งเหล่านี้ถูกทำให้เล็กลง ถูกทำให้เป็นเรื่องล้าสมัย หรือถูกมองว่าเป็นอุปสรรคต่อความทันสมัย สังคมก็เสี่ยงจะกลายเป็นเพียงกลุ่มคนที่อยู่ร่วมพื้นที่เดียวกัน แต่ไม่ได้รู้สึกผูกพันต่อกัน
อันตรายของแนวคิดนี้จึงไม่ใช่ว่าใครจะยืนหรือไม่ยืนเคารพเพลงชาติ แต่อยู่ที่ทิศทางระยะยาว หากคนรุ่นใหม่จำนวนมากเติบโตขึ้นโดยไม่เห็นคุณค่าของชาติ ศาสนา และสถาบันกษัตริย์เลย สิ่งที่ตามมาคือสังคมที่ขาดหลักยึดร่วม ขาดจุดศูนย์รวม และพร้อมแตกออกเป็นกลุ่มผลประโยชน์ย่อยๆ ที่ยึดตัวเองเป็นศูนย์กลาง
ประเทศที่ไร้หลักยึดร่วมไม่ใช่ประเทศที่เสรีที่สุด แต่มักเป็นประเทศที่เปราะบางที่สุด เพราะเมื่อเกิดวิกฤต ไม่มีอะไรใหญ่พอให้คนยอมเสียสละเพื่อส่วนรวม ทุกอย่างจะถูกชั่งน้ำหนักด้วยผลประโยชน์ส่วนตนก่อนเสมอ
คำถามที่สังคมไทยต้องถามจึงไม่ใช่แค่ “เขามีสิทธิคิดแบบนั้นไหม” แต่คือ “ถ้าความคิดแบบนี้กลายเป็นกระแสหลัก ประเทศไทยจะยังเหลืออะไรเป็นแกนร่วมให้คนทั้งชาติยึดถือ” เพราะการเปลี่ยนแปลงบางอย่าง เมื่อเดินไปไกลเกินจุดหนึ่งแล้ว จะไม่สามารถย้อนกลับได้ง่าย
นี่จึงไม่ใช่เรื่องของความชอบหรือไม่ชอบพรรคการเมืองใดพรรคหนึ่ง แต่เป็นเรื่องของทิศทางประเทศในระยะยาว ว่าเราต้องการสังคมที่ยังมีราก มีความต่อเนื่องทางอัตลักษณ์ และมีศูนย์รวมทางใจ หรือสังคมที่ทุกอย่างถูกทำให้เป็นเรื่องสัมพัทธ์จนไม่เหลือหลักยึดร่วมใดเลย
และถ้าวันหนึ่งหลักยึดเหล่านั้นหายไปจริงๆ สิ่งที่หายไปอาจไม่ใช่แค่เพลงชาติหรือพิธีกรรม แต่คือความเป็น “ชาติ” ในความหมายที่ลึกกว่านั้น
ติดตามผู้เขียนได้ที่ https://www.facebook.com/surawich.verawan


