เปิดฉากสัปดาห์นี้...คงไม่ต้องเสียเวลาแวะไปประเทศไหน? ซีกโลกไหน? ให้ต้องเมื่อยแข้ง-เมื่อยขา หันมามุ่งตรงไปที่ “ทรัมป์บ้า”ผู้นำอเมริกาที่บ้า-สุด-บ้า น่าจะได้น้ำ-ได้เนื้อยิ่งกว่าเป็นไหนๆ เพราะนอกจากถือเป็นประธานาธิบดีที่ “แก่แรด” หรือแก่แสนแก่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของอเมริกา คืออายุปาเข้าไปราวๆ เกือบศตวรรษ หรือเกือบ 80 ปีเข้าไปแล้ว แต่ก็ยัง “หมกมุ่น”อยู่กับการ “สร้างปัญหา” ให้กับตัวเอง ชนิดโอกาสที่เส้นเลือดในสมองแตกตาย น่าจะมีความเป็นไปได้สูงยิ่งขึ้นเรื่อยๆ หรือน่าจะส่งผลต่อ “สุขภาพ” ให้ต้อง “นอนมา”โดยมี “พระนำหน้า” รอสวดเสร็จแล้วแบกขึ้นเมรุเพื่อเผาหลอก-เผาจริงในอีกไม่ช้า-ไม่นาน นับจากนี้ต่อไป...
เพราะถ้าว่าถึงความพยายามที่จะทำให้ “อเมริกากลับมายิ่งใหญ่” แบบยุค “ลัทธิมอนโร” หรือ “Monroe Doctrine” นั้น ครั้งนั้น...อดีตประธานาธิบดี “James Monroe” ท่านมีอายุราวๆ60 กว่าๆ เท่านั้นเอง ไม่ได้ “แก่แล้ว-แก่เลย”เหมือนอย่างเจ้าของ “ลัทธิดอนโร” หรือ “Donroe Doctrine” อย่าง “ทรัมป์บ้า” ในทุกวันนี้ แถมสภาวะความเป็นไปของโลกนับจากยุคนั้นมาถึงยุคนี้ ห่างกันกว่า 200 ปี มันน่าจะผิดแผก-แตกต่างกันไปแบบคนละเรื่อง-คนละม้วน หรือไม่ใช่ยุคที่ใครต้องยอมหันมา
“Kiss Ass” อเมริกากันง่ายๆ บรรดา “ปัญหา”ต่างๆ ที่ผู้นำอเมริกาได้นิรมิตขึ้นมาครั้งแล้ว-ครั้งเล่า ปัญหาแล้ว-ปัญหาเล่า
เอาไป-เอามาแล้ว...นอกจากจะไม่ได้ “หมดปัญหา” ไปโดยเบ็ดเสร็จและเด็ดขาด แต่ยังทำท่าว่าจะลุกลามกลายเป็นปัญหาใหม่ๆ ที่แก้ยาก-แก้เย็น หรือแทบแก้ไม่ได้เอาเลยก็ว่าได้...
ไม่ว่าจะเป็นการสวมบทเป็น “โจรเรียกค่าไถ่” ลักพาตัวประธานาธิบดี “Nicolas Maduro” และภรรยาออกมาจากเวเนซุเอลาดักจับเรือบรรทุกน้ำมันและกดดันให้รักษาการประธานาธิบดี “Delcy Rodriguez” ต้องยอมจ่ายค่าไถ่หรือยอมทำตามคำสั่งของผู้นำอเมริกาในทุกๆ เรื่อง ทุกๆ กรณี จนผู้นำหญิงของเวเนซุเอลารายนี้ท่านชักทนไม่ไหว หรือไม่อยากจะทนอีกต่อไป ถึงขั้นออกมาป่าวประกาศว่า “พอแล้ว-ไม่เอาแล้ว”ดังนั้น...การคิดจะหันซ้าย-หันขวาให้ประเทศนี้ต้องเป็นไปตามความปรารถนา-ต้องการของตัวเอง จึงต้องหันไปใช้ “สูตร”เดียวกับที่เคยใช้กับประเทศยูเครน ในช่วงการ “ปฏิวัติสี” หรือช่วงที่เกิดการก่อม็อบไล่อดีตประธานาธิบดี “Viktor Yanukovych”ให้ต้องออกนอกประเทศนั่นเอง...
อันนี้...ถ้าว่ากันตาม “รายงานข่าว” ของสำนักข่าว “CNN” ของอเมริกันเองเมื่อช่วงวันอังคารที่ผ่านมา (27 ม.ค.) ที่ได้ระบุถึงการส่งเจ้าหน้าที่ “CIA” ของสหรัฐฯ เข้าไปจัดตั้ง “ฐานปฏิบัติการถาวร” ในประเทศเวเนซุเอลา เพื่อที่จะสร้างกลุ่มก้อนมวลชน พร้อมกำลังอาวุธ ก่อนที่จะสถาปนา “ตัวตลก-ตัวแทน” ของอเมริกาขึ้นมาแบบเดียวกับ “นายVolodymyr Zelensky” นั่นแหละ เพราะการส่งกำลังภาคพื้นดินยึดครองประเทศทั้งประเทศ เพื่อให้หันซ้าย-หันขวากันได้ถนัดๆ อาจทำให้เวเนซุเอลากลายเป็น “เวียดนาม-2”หรือ “อัฟกานิสถาน-2”เอาง่ายๆ ดังนั้น...แม้จะ “บ้า”กันในแบบไหนก็ตามผู้นำอเมริกาอย่าง “ทรัมป์บ้า”ก็ยังไม่น่าจะมี “ลูกบ้า” กันถึงระดับนั้น...
การคิดจะทำให้ประเทศสวนหลังบ้านของตัวเองกลายเป็น “อาณานิคมแผนใหม่” มันจึงไม่ถึงกับง่าย ไม่อาจปอกกล้วยเข้าปากแบบสบายๆ ยิ่งเมื่อคิดจะทำให้ประเทศคิวบา ที่เคยได้รับ “น้ำมัน” อุดหนุนจากเวเนซุเอลา ต้องม่อยกระรอกตามไปด้วย หรือต้อง “ล่มสลาย”ตามคำขู่คุกคามของ “ทรัมป์บ้า” เมื่อไม่กี่วันมานี้ แต่ก็อย่างที่ทูตรัสเซียประจำสหประชาชาติ “นายVassily Nebenzia” ท่านออกมาคาดการณ์เอาไว้ก่อนล่วงหน้านั่นแหละว่า โอกาสที่คิวบาจะเป็นเหมือนอย่างเวเนซุเอลานั้น แทบเป็นไปไม่ได้เอาเลย ด้วยเหตุเพราะไม่มี “คนทรยศ” ที่คอยปิดสัญญาณการสื่อสาร และชี้เป้า เหมือนอย่างที่กองทัพอเมริกา “ซื้อตัว”ไว้เป็นไส้ศึกในช่วงบุกจับตัวประธานาธิบดีเวเนซุเอลาไปเรียกค่าไถ่ การคิดจะ “ล้มระบอบการปกครองคอมมิวนิสต์อันโหดร้าย” ตามคำพูดของผู้นำอเมริกา มันจึงไม่ง่ายอีกเช่นเคย โดยเฉพาะเมื่อมองถึงประวัติศาสตร์การยืนหยัดของผู้คนในประเทศนี้ ต่อการคิดร้าย-ปองร้ายของอเมริกามานับไม่รู้กี่สิบต่อกี่สิบปี...
ยิ่งการเคลื่อนเรือบรรทุกเครื่องบิน “USS Abraham Lincoln” พร้อมเรือพิฆาตติดขีปนาวุธอีกนับสิบลำ มากกว่าครั้งที่บุกเวเนซุเอลา เข้าไปจ่อปากประตูบ้านของพี่เบิ้มแห่งตะวันออกกลางอย่างอิหร่าน ไม่ว่าด้วยข้ออ้างว่าเพื่อปกป้องสิทธิมนุษยชนของผู้ประท้วงชาวอิหร่าน หรือเพื่อบีบบังคับให้อิหร่านต้องนั่งโต๊ะเจรจาในปัญหานิวเคลียร์ก็แล้วแต่เอาไป-เอามาแล้ว...มันแทบไม่ต่างอะไรไปจากการบีบกะโหลก หรือ “บีบกะโ-ก”ตัวเอง เพราะนอกจากต้องเจอกับการฮึดสู้ การพร้อมที่จะแก้แค้น-เอาคืน
จนเรือรบอเมริกันแต่ละลำอาจจมทะเลอาหรับเอาง่ายๆ รวมทั้งพันธมิตรอันศักดิ์สิทธิ์อเมริกา อย่างอิสราเอลอาจมอดไหม้เป็นเถ้าถ่านในทะเลเพลิง บรรดาผู้ที่เคยเป็นพันธมิตรอเมริกาในแต่ละราย ไม่ว่าซาอุฯ กาตาร์ โอมาน อียิปต์ ฯลฯ ต่างไม่เอาด้วย หรือไม่เห็นควรไปด้วยกันทั้งสิ้น แม้แต่อิสราเอลเองก็ยังมีข่าวว่า “ไม่อยากจะด้วน” ไปกับปฏิบัติการครั้งนี้อีกเช่นกัน...
และที่หนักหนา-สาหัสยิ่งกว่านั้น...ก็คือถ้าหากเกิดอะไรตูมตามขึ้นมา ไม่เพียงแต่จะทำให้ปริมาณน้ำมันวันละ3.2 ล้านบาร์เรลที่อิหร่านเขาผลิต ขาดหายไปจากตลาดโลก แต่ยังอาจทำให้ปริมาณน้ำมันวันละ20 ล้านบาร์เรลที่เคยอาศัยเส้นทางขนส่งผ่านช่องแคบ “Hormuz” ของอิหร่าน มีอันต้องติดๆ ขัดๆ ตามไปด้วยอย่างช่วยไม่ได้ โอกาสที่ราคาน้ำมันจะพุ่งทะลุเพดาน ทะลุหลังคา ไปถึงอวกาศย่อมมีความเป็นไปได้มิใช่น้อย เพราะขนาดยังไม่ตูมๆ ตามๆ ราคาน้ำมัน “Brent oil”เมื่อวันพฤหัสฯ ที่ผ่านมา(29ม.ค.) ก็พุ่งจู๊ดสูงสุดในรอบ4 เดือนไปแล้ว ส่วนราคาทองที่เป็นตัวฉุดดึง เป็นตัวสะท้อนถึง “ความเสื่อม” ของเงินยูเอสดอลลาร์ ซึ่งได้ทำสถิติ ทุบสถิติ ไปแล้วถึง 5,100-5,300 ดอลลาร์ต่อออนซ์ อาจยิ่งทะลุหลังคา ทะลุอวกาศ ไปถึงแกแลกซีไหนๆ ก็มิอาจคาดคำนวณได้...
แต่ก็นั่นแหละ...ขึ้นชื่อว่า “ทรัมป์บ้า” โอกาสที่จะหายบ้า หรือบรรเทาเบาบางความบ้าให้ลดๆ ลงไปมั่ง แทบเป็นไปไม่ได้เอาเลย ความกระเหี้ยนกระหือรือที่จะผนวกแคนาดาให้เข้ามาเป็น “รัฐที่ 51” ของอเมริกาให้จงได้ จนทำให้ผู้นำแคนาดาต้องเผ่นไปซบจีน กลับดูจะยิ่งทำให้ “ทรัมป์บ้า” บ้าหนักยิ่งขึ้นไปใหญ่ ข่าวคราวจากสื่ออเมริกันอย่าง “The Financial Times” เมื่อช่วงวันศุกร์ที่ผ่านมา (30 ม.ค.) จึงได้ระบุเอาไว้แบบตรงไป-ตรงมาว่ารัฐบาลอเมริกันกำลังหันไปยุไปเชียร์ ให้พวกแบ่งแยกดินแดนในแคนาดา ที่รู้จักกันในนาม “Alberta separatist Project” หรือ “APP” ก่อปัญหา สร้างปัญหาให้กับรัฐบาลแคนาดา ถึงขั้นที่รัฐมนตรีคลังอย่าง “นายScott Bessent” ออกมาป่าวประกาศหน้าตาเฉยว่า “Alberta คือหุ้นส่วนโดยธรรมชาติกับรัฐบาลอเมริกัน” ชนิดเล่นเอานายกรัฐมนตรีแคนาดา “นายMark Carney”อดรนทนไม่ไหวต้องออกมาเตือนประเทศเพื่อนบ้านให้ “เคารพอำนาจอธิปไตยของแคนาดา” ไม่ใช่มองประเทศนี้เป็นแค่ “เมนูอาหาร” เหมือนที่เคยระบุไว้
ณ เวทีประชุม “WEF” ที่กรุงดาวอส เมื่อไม่กี่วันมานี้...
แต่ถึงจะบ้าแล้ว-บ้าอีก...ความบ้าในลักษณะเช่นนี้ ก็ดูจะไม่ได้ส่งผลให้ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นไปตามความปรารถนาความต้องการของ “ทรัมป์บ้า” มากมายสักเท่าไหร่ เพราะผู้ที่ไม่อยากจะตกเป็น “เมนูอาหาร”ของอเมริกา คงไม่ใช่มีแต่ผู้นำแคนาดาเพียงรายเดียว กระทั่งผู้ที่เคยได้ชื่อว่าเป็น “สุนัขพูเดิล”ของอเมริกา อย่างอังกฤษ เมื่อวัน-สองวันนี้หรือตั้งแต่วันที่ 29 ม.ค.ที่ผ่านมา
นายกรัฐมนตรี “Keir Starmer” ก็ได้ขนเอาบรรดานักธุรกิจอังกฤษกว่า60 บริษัทบินไปจับมือ-ถือแขนกับคุณพี่จีนกับประธานาธิบดี “สี จิ้นผิง”แบบชนิดชื่นมื่น ชื่นสะดือ เป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะบริษัทยาอย่าง “AstraZeneca”นั้น ประกาศจะลงทุนระยะยาวในจีนเป็นมูลค่าถึง15,000 ล้านยูเอสดอลลาร์ส่งผลให้ “ทรัมป์บ้า”ออกอาการเส้นเลือดในสมองโป่งบวมอย่างเห็นได้โดยชัดเจน ชนิดต้องออกมาขู่ คำราม เมื่อวันพฤหัสฯ ที่ผ่านมาว่า... “มันจะเป็นอันตรายสำหรับพวกที่กระทำการเช่นนั้น!!!”...
ส่วนคำขู่ในลักษณะดังกล่าวจะได้ผล-ไม่ได้ผล คงต้องไปคิดๆ กันเอาเอง เพราะไม่ว่าจะเป็นผู้นำฝรั่งเศส แคนาดา ฟินแลนด์ อังกฤษ เบลเยียม และล่าสุดเยอรมนีที่มีกำหนดการจะบินไปจูบปากคุณพี่จีนในช่วงปลายเดือนกุมภาฯ ต่างดูจะไม่กลัวอันตราย หรือ “ไม่กลัวน้ำร้อน” ไปด้วยกันทั้งสิ้น ไม่ต่างไปจากบรรดาอเมริกันชนภายในประเทศอเมริกาเอง ที่แห่ออกมา “ประท้วงทรัมป์บ้า” วันแล้ว-วันเล่า จนปั่นป่วน วุ่นวายระดับน้องๆ อิหร่านไปแล้วก็ว่าได้ โดยเฉพาะเมื่อเจอกับลูกเหี้ยม ลูกถ่อย ของกองกำลังเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองหรือ “ICE”ที่ยิงชาวอเมริกันตายไปแล้ว2 ราย ชนิดที่ศิลปินนักร้องอย่าง “Bruce Springsteen”ต้องออกมาร่ายเรียงบทเพลงชื่อว่า “Street of Minneapolis” เอาไว้เป็นบันทึกหลักฐานความทรงจำเอาเลยถึงขั้นนั้น...
อะไรต่อมิอะไรเหล่านี้นี่แหละ...ที่น่าจะส่งผลให้ผู้นำที่แก่แรดที่สุดในประวัติศาสตร์อเมริกา ผู้ที่อยู่ในวัย “ไม้ใกล้ฝั่ง”ยิ่งเข้าไปทุกที เต็มไปด้วยโรคาพยาธิชนิดต้องเข้า-ออกโรงหมอ โรงพยาบาล “Water Reed” คราวแล้ว-คราวเล่า บางครั้งถึงกับ “นั่งสัปหงก” ในที่ประชุม ครม.ตามคำรายงานของ “The Daily Beast” เว็บไซต์ข่าวอเมริกา หรือต้องให้ยา “Leqembi” ยาแก้โรคอัลไซเมอร์ด้วยการฉีดเข้าไปในเส้นเลือดดำ จนใครต่อใครสังเกตว่ามีรอยแผลอยู่ที่มือข้างซ้าย ระหว่างการประชุม “WEF”ณ เมืองดาวอสเมื่อไม่นานมานี้ แม้จะเถียงว่าเป็นแผลชอกช้ำเนื่องมาจากการ “เช็กแฮนด์” หรือจับมือต้อนรับใครต่อใคร แต่นั่นน่าจะเป็นมือขวาไม่ใช่มือซ้าย จริง-ไม่จริง น่าเชื่อ-ไม่น่าเชื่อ คงต้องลองไปนึกๆกันเอาเอง...
แต่ที่แน่ๆ ก็คือ...ด้วยโรคอัลไซเมอร์นี่แหละ ที่ทำให้ “Fred Trump Sr.”บิดาบังเกิดเกล้าของ “ทรัมป์บ้า” ต้องเด๊ดสะมอเร่ย์
อิน เดอะ เท่งทึง ตอนอายุได้86 ปี ส่วนลูกชายอย่าง “ทรัมป์บ้า” ที่อายุปาเข้าไป 80 กว่าๆ แถมยังเจออีกหลายโรคตามที่ใครต่อใครโจษจันกันมาโดยตลอด ไม่ว่าโรคหลงตัวเองแบบควบคุมไม่ได้(Narcissistic personality disorder) โรคจิตเสื่อม(Dementia) ฯลฯ โอกาสจะตายก่อนที่จะมีอายุครบ 82 ปี 6 เดือนและอีก 6 วัน อันเป็นช่วงเวลาครบเทอมตำแหน่งประธานาธิบดีคนที่ 47 ของอเมริกาจะเป็นไปได้-เป็นไปไม่ได้ คงต้องตามลุ้นกันไปเป็นระยะๆ...นั่นแล...


