xs
xsm
sm
md
lg

เมื่อเหตุผลพ่ายแพ้ การดูถูกก็เริ่มต้น

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: รศ.ดร.บุญส่ง ชเลธร



ในสังคมประชาธิปไตย ความเห็นต่างทางการเมืองไม่ใช่เรื่องผิดปกติ หากแต่เป็นสัญญาณของสังคมที่ “ยังมีชีวิต” และยังมีพื้นที่อิสระทางปัญญาให้ผู้คนได้ใช้เหตุผลถกเถียง เพื่อแสวงหาทางออกที่ดีที่สุดร่วมกัน ความขัดแย้งจึงไม่ใช่ปัญหา วิธีจัดการกับความขัดแย้งต่างหากที่เป็นตัวชี้วัด “วุฒิภาวะ” ของผู้ร่วมส่วนในสังคม เพราะสังคมที่เติบโตไม่ได้วัดกันที่การไม่มีความขัดแย้ง แต่วัดจากความสามารถในการเผชิญหน้ากับความต่างโดยไม่ลดระดับ “ความเป็นมนุษย์” ของกันและกัน

ปัญหาเริ่มต้นขึ้นเมื่อการถกเถียงด้วย “เหตุผล” ถูกแทนที่ด้วยการ “ดูถูกเหยียดหยาม” และการใช้สถานะทางเศรษฐกิจหรือพื้นเพชีวิตเป็นเครื่องมือยกตนข่มท่านและลดค่าผู้อื่น ปรากฏการณ์ที่คนบางคนเหมารวมผู้เห็นต่างจากความคิดเห็นทางการเมืองของตนว่า “ส่วนใหญ่คือแก่ แล้วยังจนอยู่ แถมเพิ่มโง่เข้าไปอีกอย่าง” ไม่ได้เป็นเพียง “อคติ” ส่วนบุคคล แต่สะท้อนความเข้าใจผิดอย่างลึกซึ้ง ว่าความได้เปรียบทางชีวิตของตน ที่มีพ่อรวยจากการเป็นที่ปรึกษาให้กับนักการเมืองโกงภาษี คือเครื่องยืนยันความถูกต้องของความคิด

สิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่าคำพูดเหล่านี้ ไม่ใช่ความ “หยาบคาย” ของถ้อยคำและความคิด แต่คือระดับ “วุฒิภาวะ” ที่เปิดเผยออกมา เพราะการดูถูกผู้อื่นไม่เคยเป็นสัญญาณของความเหนือกว่า หากเป็นสัญญาณของความคิดที่ยัง “ไม่เติบโต” พอจะรับมือกับความต่าง ผู้ใหญ่ที่มั่นคงในเหตุผลของตนไม่จำเป็นต้องเหยียบผู้อื่นให้ต่ำลงเพื่อให้ตนดูสูงขึ้น การต้องอาศัยความรวย อายุ หรือพื้นเพชีวิตมาค้ำยันความคิด คือการยอมรับโดยปริยายว่าเหตุผลของตนยังยืนด้วยตัวเองไม่ได้

ในความเป็นจริง “ความร่ำรวย” ไม่เคยเป็นเครื่องวัด “คุณค่า” ของเหตุผล หรือช่วยให้ “คน” มีปัญญาและ “วุฒิภาวะ”สูงขึ้นโดยอัตโนมัติ คนจำนวนมากไม่ได้เลือกได้ว่าจะเกิดมาในครอบครัวแบบใด หรือเริ่มต้นชีวิตด้วย “ต้นทุน” มากน้อยอย่างไร บางคนมีเครือข่าย มีทรัพยากร มีโอกาสในการโกงกิน มีเส้นทางที่ถูกปูไว้ให้ ขณะที่อีกหลายคนต้องต่อสู้กับข้อจำกัดตั้งแต่แรกเกิด การใช้ความได้เปรียบเหล่านี้มา “ดูหมิ่น” ผู้อื่น จึงไม่ได้สะท้อนความสำเร็จ แต่สะท้อนความไม่เข้าใจในโลก และสะท้อนวุฒิภาวะที่ยังไม่เติบโตพอจะมองเห็นโครงสร้างของสังคมที่ตนเองเกาะกิน

สังคมประชาธิปไตยตั้งอยู่บนหลักการพื้นฐานที่ว่า มนุษย์ทุกคนมีศักดิ์ศรีเท่าเทียมกัน และมีสิทธิในการคิดต่างโดยไม่ต้องถูกลดทอนคุณค่าความเป็นมนุษย์ ดังนั้นความเห็นทางการเมือง ควรถกกันด้วยเหตุผล ไม่ใช่วัดกันด้วยตัวเลขเงินในธนาคาร หรืออายุ คนรวยไม่ได้ถูกเสมอ และคนจนก็ไม่ได้โง่เสมอไป การยึดติดกับความได้เปรียบส่วนบุคคลแทนการถกเถียงเชิงเหตุผล คือการถอยหลังของวัฒนธรรมทางปัญญา ไม่ใช่ความก้าวหน้า

การดูถูกคนเห็นต่าง อาจทำให้ผู้พูดรู้สึกเอาเองว่า “เหนือกว่า” เพียงชั่วคราว แต่ไม่เคยทำให้เหตุผลของตนเองหนักแน่นขึ้น ตรงกันข้าม มันกลับเปิดเผยความ “เปราะบาง” ทางอารมณ์และความคิด เพราะผู้ที่มั่นใจในเหตุผลของตนจริง ไม่จำเป็นต้องอวดรวย และไม่จำเป็นต้องลดคุณค่าคนอื่นเพื่อรักษาภาพลักษณ์ของตน

การถกเถียงที่มีคุณค่าคือการ “กล้าพอ” ที่จะเผชิญหน้ากับเหตุผล ไม่ใช่โจมตีความจนความรวยส่วนบุคคล เพราะบทสนทนาใดเริ่มต้นด้วยการดูหมิ่น มากกว่าการแลกเปลี่ยนความคิด บทสนทนานั้นย่อมเผยให้เห็นทันทีว่า ไม่จำเป็นต้องไปต่อ เมื่อผู้พูด “ยังไม่พร้อม” สำหรับการสนทนาในระดับ “ผู้ใหญ่” เพราะการสนทนาทางการเมืองต้องการ “วุฒิภาวะ” ไม่ใช่เพียงเสียงดังหรือเผยอความมั่นใจเกินตัว

สังคมไม่ได้เติบโตจากการทำให้คนอื่นต่ำลง แต่เติบโตจากการที่ผู้คนเรียนรู้จะเคารพกันแม้คิดต่าง และยอมรับว่าทุกคน รวมถึงตัวเราเอง ล้วนมี “ข้อจำกัด” ทางความคิดที่จะต้องเรียนรู้อยู่เสมอ บทเรียนสำคัญที่สุดจึงไม่ใช่การได้ชนะใคร แต่คือการเติบโตพอที่จะรับมือกับความต่าง และหากยังต้องอาศัยการดูหมิ่นผู้อื่นเพื่อให้ตนดูมีปัญญา สิ่งที่ถูกเปิดเผยต่อสาธารณะก็ไม่ใช่ความด้อยของผู้เห็นต่าง หากแต่คือวุฒิภาวะที่ยังไม่เติบโตพอของผู้พูดเอง

ท้ายที่สุดแล้ว สังคมที่อันตรายไม่ใช่สังคมที่คนคิดต่างกัน แต่คือสังคมที่มีคนจำนวนหนึ่งยัง “ไม่โตพอ” จะอยู่ร่วมกับความต่าง
จะทำอย่างไรให้ผู้ที่ยังต้องใช้การ “ดูถูก” เป็นภาษาหลัก ได้ซื่อสัตย์พอที่จะยอมรับว่า ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ “ความรวยความจน ความแก่” ของคนอื่น แต่อยู่ที่ขอบเขตแห่ง “วุฒิภาวะ” ของตนเองที่ยังไม่โตพอ

รศ.ดร.บุญส่ง ชเลธร
สถาบันรัฐประศาสนศาสตร์ฯ มหาวิทยาลัยรังสิต



กำลังโหลดความคิดเห็น