หนึ่งความคิด
สุรวิชช์ วีรวรรณ
แม้พรรคประชาชนจะนำที่หนึ่งมาเกือบทุกโพล แต่บรรยากาศจริงในวงการการเมืองกลับสะท้อนภาพอีกแบบหนึ่งอย่างน่าสนใจ กูรูการเมืองจำนวนมากไม่มีใครเชื่อว่าพรรคประชาชนจะได้ที่หนึ่งจริง ๆ ทั้งที่ตัวเลขบนหน้ากระดาษบอกตรงกันข้าม นี่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ และไม่ใช่เพราะทุกคนพร้อมใจกันอคติต่อพรรคส้ม แต่เป็นเพราะคนที่คลุกคลีอยู่กับการเลือกตั้งมานานรู้ดีว่า การเมืองไทยไม่เคยตัดสินกันที่กระแสล้วน ๆ โดยเฉพาะในระบบที่ ส.ส.เขตยังเป็นหัวใจของอำนาจ
ผมเองก็อยู่ในกลุ่มที่ไม่เชื่อว่าพรรคประชาชนจะได้ที่หนึ่ง แม้จะยอมรับตรง ๆ ว่าพรรคนี้มีโอกาสชนะในระบบบัญชีรายชื่อ และมีสิทธิ์ได้มากที่สุดในบรรดาทุกพรรค ผมประเมินไว้ที่ราว 30 คนบวก น้อยกว่ารอบที่แล้วอย่างชัดเจน เพราะฐานชนชั้นกลางเมืองที่เคยเทคะแนนให้แบบถล่มทลาย กำลังถูกแบ่งออกไป ทั้งจากความลังเล ความเหนื่อยล้า และการกลับมาของตัวเลือกเดิมที่เคยหายไปจากสนาม
เหตุผลหลักที่ทำให้คนส่วนใหญ่ไม่เชื่อว่าพรรคประชาชนจะมาที่หนึ่ง ไม่ได้อยู่ที่อุดมการณ์ ไม่ได้อยู่ที่นโยบายสวยหรู แต่คือ “ส.ส.เขต” ล้วน ๆ รอบนี้หลายจังหวัดในปริมณฑลและภาคตะวันออก ไม่มีใครเชื่อว่าพรรคประชาชนจะกวาดที่นั่งได้เหมือนเดิม เพราะการเมืองระดับพื้นที่ไม่ได้วัดกันที่วาทกรรม แต่วัดกันที่การเข้าถึง การพึ่งพา และความสัมพันธ์จริงในชีวิตประจำวัน
รอบนี้บ้านใหญ่สู้เต็มที่ และต้องยอมรับอย่างไม่อ้อมค้อมว่า บ้านใหญ่ในหลายพื้นที่ยัง “ทำงานได้จริง” ในสายตาชาวบ้าน ไม่ใช่แค่แจกเงิน แต่เป็นการอุปถัมภ์ในรูปแบบที่รัฐไม่เคยทำได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเอกสาร เรื่องคดี เรื่องน้ำท่วม เรื่องถนน เรื่องลูกหลาน เรื่องโรงพยาบาล ชาวบ้านจำนวนมากเชื่อว่าโทรหาแล้วมีคนรับสาย มีคนไปถึง ต่างกับ ส.ส.ของพรรคประชาชนจำนวนไม่น้อยที่เข้าไม่ถึงพื้นที่จริง อยู่บนเวที อยู่ในสื่อ อยู่ในโซเชียล แต่ไม่อยู่ในชีวิตประจำวันของคนชนบท
เรื่องด้อยค่าทหารก็เป็นอีกปัจจัยที่หลายคนพยายามบอกว่า “ซาไปแล้ว” แต่ผมไม่คิดอย่างนั้นเลย คนส่วนใหญ่รู้ดีว่าในภาวะที่ประเทศอยู่ท่ามกลางความไม่แน่นอน ทั้งเศรษฐกิจ ความมั่นคง ภูมิรัฐศาสตร์ และความขัดแย้งภายใน การจะฝากความหวังไว้กับพรรคที่ประกาศชัดว่าต้องการรื้อโครงสร้างประเทศแทบทุกมิติ ไม่ใช่เรื่องที่คนส่วนใหญ่รู้สึกสบายใจ โดยเฉพาะเมื่อพรรคนี้พูดถึงการแก้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับ รวมถึงหมวด 1 และหมวด 2 รูปแบบของรัฐด้วย
หลายคนพยายามอธิบายว่า ต่อให้ “เห็นชอบ” แก้รัฐธรรมนูญไปก่อน ยังไงก็แก้หมวด 1–2 ไม่ได้ เพราะมีมาตรา 255 ล็อกไว้ แต่นั่นไม่จริงในทางการเมืองเลย เพราะถ้าผ่านหลักการเห็นชอบแล้ว มันคือการเปิดประตูให้ทุกมาตราถูกหยิบขึ้นมาเจรจาได้ทั้งหมด กฎหมายไม่ใช่แค่ตัวบท แต่คือเจตจำนงทางอำนาจ และคนจำนวนมากรู้เรื่องนี้ดี
เราก็รู้กันอยู่ว่าพรรคนี้มีทัศนคติกับสถาบันกษัตริย์อย่างไร พวกเขาสนับสนุนการเรียกร้องปฏิรูปสถาบันอย่างต่อเนื่อง ทั้งที่ในสายตาคนจำนวนมาก สถาบันกษัตริย์ของไทยไม่ได้ยุ่งเกี่ยวกับการเมืองโดยตรง แต่เข้ามาเมื่อประชาชนเดือดร้อนจริง ไม่ว่าจะเป็นทรงพระอุปถัมภ์ทหารที่ไปรบปกป้องอธิปไตย หรือประชาชนที่ประสบภัยพิบัติ การที่พรรคการเมืองหนึ่งแสดงท่าที
เช่นนี้ ย่อมสร้างความระแวงในหมู่คนที่ให้คุณค่ากับความมั่นคงของชาติเป็นลำดับแรก
เรื่องมาตรา 112 ก็เช่นกัน พรรคประชาชนพูดหาเสียงตรง ๆ ไม่ได้ เพราะศาลรัฐธรรมนูญห้ามไว้ แต่ใช้วิธีพูดแบบเซาะกร่อนว่า “ไม่ควรมีใครติดคุกเพราะคำพูด” ทั้งที่ทุกคนรู้ว่าพวกเขาเพียงแค่รอจังหวะเท่านั้น คนที่ไม่เห็นด้วยไม่ได้โง่ และคนที่ลังเลก็ไม่ได้หลงเชื่อคำพูดสวย ๆ ไปตลอด
พรรคนี้ยังต้องการลดทอนศักยภาพของกองทัพ เพราะไม่พอใจกับการรัฐประหารในอดีต ทั้งที่หากมองตามบริบทจริง หลายช่วงเวลาที่กองทัพเข้ามา เพราะบ้านเมืองเดินต่อไปไม่ได้ ความขัดแย้งรุนแรงจนกลไกประชาธิปไตยไม่สามารถทำงานได้ ประเทศเข้าใกล้ภาวะรัฐล้มเหลว ทหารในฐานะหน่วยหนึ่งของสังคมก็ไม่อาจปล่อยให้บ้านเมืองกลายเป็นมิคสัญญีได้ และเมื่อสถานการณ์เข้าที่เข้าทาง ก็คืนอำนาจให้ประชาชนตามกระบวนการ
พรรคประชาชนเองก็รู้ดีว่ารอบนี้ไม่ง่าย และไม่มีกระแสเหมือนรอบที่แล้ว รอบก่อนนั้นมีทั้งความเบื่อสามลุง มีทั้งความอัดอั้นจากอำนาจเดิม และต้องยอมรับว่ากระแสพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ มาแรงจริง คาริสม่าแบบพระเอกลิเก แม่ยกแย่งกันคล้องพวงมาลัย แต่เท้ง ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ไม่มีน้ำหนักแบบนั้น ภาพลักษณ์จืด ชัดไม่พอ และไม่แหลมคมพอจะปลุกอารมณ์มวลชนในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ
ยิ่งไปกว่านั้น คนจำนวนมากเริ่มตั้งคำถามว่าความสุดขั้วของพรรคก้าวหน้า จะพาประเทศไปสู่ความขัดแย้งรอบใหม่หรือไม่ เพราะมันไม่ใช่แค่การเปลี่ยนนโยบาย แต่คือการรื้อโครงสร้างแทบทุกด้าน ในขณะที่การกลับมาของอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ทำให้คนเมือง คนชั้นกลาง และคนวัยทำงานจำนวนหนึ่งเริ่มมองเห็นทางเลือกที่ “ประนีประนอมกว่า” อย่าลืมว่าคนกลุ่มนี้เคยเป็นฐานเสียงเดิมของประชาธิปัตย์มาก่อน ไม่ได้หายไปไหน แค่ย้ายชั่วคราว
โค้งสุดท้าย พรรคประชาชนรู้ดีว่าแค่โพลไม่พอ คะแนนจริงยังไม่มา จึงต้องเรียกพิธากลับมาช่วย แต่การกลับมานั่นเองจะรื้อฟื้นประเด็นด้อยค่าทหารขึ้นมาอีก แม้พิธาจะพยายามแก้ตัวว่า หมายถึงทหารสนามกอล์ฟ แต่ใครฟังก็รู้ว่าเป็นการโกหกหรือบิดประเด็นแบบพีน็อคคิโอ เพราะพิธาพูดต่อว่า รบกับใครก็ไม่ชนะ ถ้ามีผู้นำที่ฉลาดพอไม่ต้องมีกองทัพก็ได้ นั่นคือการดูหมิ่นทหารทั้งระบบอย่างชัดเจน ในขณะที่ทหารจำนวนมากสละชีวิตเพื่อปกป้องอธิปไตย
พรรคประชาชนยังพยายามหาเสียงกับพนักงานบริษัทเอกชน ผ่านประเด็นประกันสังคมและการลงทุน โดยยกตัวอย่างว่าลงทุนหุ้นแล้วขาดทุน แต่ในความเป็นจริง คนที่เล่นหุ้นเป็นย่อมรู้ดีว่าไม่มีใครเก่งแล้วไม่เคยมีตัวแดงเลย สิ่งสำคัญคือภาพรวมพอร์ต ไม่ใช่การหยิบหุ้นตัวเดียวมาขยายผลเพื่อสร้างอารมณ์ร่วม
ที่น่าสนใจคือ พรรคของคนรุ่นใหม่กลับใช้นโยบายประชานิยมไม่ต่างจากพรรคที่ตัวเองเคยดูถูก ตัวอย่างชัดคือหวยใบเสร็จที่ลอกแบบมาจากไต้หวัน แต่บริบทไทยไม่เหมือนไต้หวัน คนไทยจำนวนมากไม่ขอใบเสร็จเพราะไม่เห็นประโยชน์ ไม่ใช่เพราะไม่รู้กฎหมาย หากรัฐเอาโอกาสลุ้นมาแขวนไว้ คนก็อาจขอใบเสร็จมากขึ้นในช่วงแรก แต่โอกาสถูกรางวัลจริงต่ำมาก ต่ำจนไม่นานแรงจูงใจก็จะหายไป
นี่คือนโยบายที่ใช้ตรรกะแบบหวยมาขับเคลื่อนพฤติกรรมรัฐ บางคนจะซื้อของไม่ใช่เพราะจำเป็น แต่เพราะอยากได้ใบเสร็จ มันกระตุ้นการใช้จ่ายระยะสั้นได้ แต่ไม่ตอบโจทย์โครงสร้างเศรษฐกิจระยะยาว และยังตั้งคำถามเชิงศีลธรรมว่า รัฐควรใช้ความหวังลม ๆ แล้ง ๆ เป็นเครื่องมือหรือไม่
อีกประเด็นหนึ่งที่กำลังถูกด้อมส้มใช้สร้างความสับสนอย่างเป็นระบบ คือความพยายามทำให้คนเชื่อว่า ถ้าพรรคประชาชนได้ที่หนึ่งแล้วต้องได้เป็นแกนนำรัฐบาล ทั้งที่ในความเป็นจริง ระบบรัฐสภาไม่ได้ทำงานแบบนั้นเลย ในระบอบประชาธิปไตย ไม่มีหลักการไหนเขียนไว้ว่า พรรคอันดับหนึ่งมีสิทธิ์อัตโนมัติในการจัดตั้งรัฐบาล หากไม่ได้เสียงเกินครึ่ง สิ่งที่ตัดสินคือใครรวบรวมเสียงข้างมากได้ ไม่ใช่อันดับในตารางคะแนน
เรื่องแบบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในไทย ตัวอย่างชัดและไม่ไกลคือกรณีนิวซีแลนด์ ช่วงที่จาซินดา อาร์เดิร์น ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี พรรคฝ่ายค้านของเธอไม่ได้เป็นพรรคที่ได้ที่หนึ่ง แต่สามารถรวมเสียงจากพรรคอื่นจนได้เสียงข้างมาก และจัดตั้งรัฐบาลได้อย่างถูกต้องตามกติกา ไม่มีใครบอกว่าเป็นการปล้นอำนาจ เพราะทุกคนเข้าใจว่าประชาธิปไตยวัดกันที่เสียงในสภา ไม่ใช่ลำดับที่หนึ่งหรือสอง
แต่ในสังคมไทย กำลังมีความพยายามยกระดับความคาดหวังให้กลายเป็นกับดัก ถ้าชนะที่หนึ่งก็ประกาศชัยชนะล่วงหน้า แต่ถ้าไม่ได้เป็นรัฐบาล ก็สามารถปลุกอารมณ์มวลชนได้ทันทีว่า “ถูกโกง” ทั้งที่ความจริงอาจเป็นแค่การรวมเสียงไม่สำเร็จ อันตรายของวาทกรรมนี้ไม่ใช่แค่เรื่องใครเป็นรัฐบาล แต่คือการบ่อนเซาะความเข้าใจพื้นฐานของระบอบรัฐสภา
ภาพรวมการเลือกตั้งรอบนี้ ในสามพรรคใหญ่ ภูมิใจไทย เพื่อไทย และประชาชน มีโอกาสทั้งสามพรรค แต่ถ้าถามว่าใครมีโอกาสน้อยสุด ในสายตาผมคือพรรคประชาชน เพราะโจทย์ ส.ส.เขตล้วน ๆ พรรคเพื่อไทยยังมีฐานมวลชนที่ผูกกับพรรคและทักษิณ ส่วนภูมิใจไทยถ้าบ้านใหญ่พาไหล ส.ส.เขตอาจแตะหลักร้อยได้ แต่บัญชีรายชื่อคือจุดตัดสิน
ผมจึงเชื่อเหมือนกูรูหลายคนว่า พรรคประชาชนอาจได้ที่สองหรือที่สาม ไม่ใช่ที่หนึ่ง และถ้าครั้งนี้ไม่สำเร็จจริง พรรคอาจต้องรอธนาธรกับปิยะบุตรกลับมาในรอบหน้า แต่คำเตือนของนายแบกใบตองแห้ง อธึกกิต แสวงสุขก็ไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ เพราะถ้าแพ้รอบนี้จริง พรรคส้มอาจไม่ใช่แค่แพ้เลือกตั้ง แต่แพ้ใจคนรุ่นใหม่ไปพร้อมกันด้วย
ติดตามผู้เขียนได้ที่ https://www.facebook.com/surawich.verawan


