ไปๆ-มาๆ...ประเทศบ้านใกล้-เรือนเคียงคุณพ่ออเมริกา อย่างแคนาดา ชักจะกลายเป็น “สัญลักษณ์”แห่งการต่อสู้ดิ้นรนเพื่ออำนาจอธิปไตย เพื่อความเป็นตัวของตัวเอง หรือเพื่อไม่ให้นายกรัฐมนตรีในฐานะผู้นำประเทศ อย่าง “นายMark Carnet” ต้องกลายสภาพไปเป็น “ผู้ว่าการรัฐที่ 51” ของอเมริกาเท่านั้นเอง ตามที่จ้าวโลก ประมุขโลก อย่าง “ทรัมป์บ้า”ได้เรียกขานเอาไว้ก่อนล่วงหน้า...
คือต้องเจอกับการงัดเอา “สากกะเบือด้ามสุดท้าย”หรือมาตรการภาษีอันเป็นอาวุธเด็ดของ “ทรัมป์บ้า” เขานั่นแหละออกมาเล่นงานสินค้าเข้าทุกชนิดของแคนาดาที่ส่งออกไปยังอเมริกา ระดับ 100 เปอร์เซ็นต์เอาเลยถึงขั้นนั้น เพียงเพราะนายกรัฐมนตรีแคนาดาดันหันไปจูบปากกับคุณพี่จีน ไปบรรลุข้อตกลงทางการค้าที่ต่างฝ่ายต่างมีแต่จะ “Win-Win”ไปด้วยกันทั้งนั้น คือจากที่จีนเคยตั้งกำแพงภาษีสินค้าเกษตรอย่างน้ำมันพืชแคนาดาไว้ถึง 84 เปอร์เซ็นต์ก็ลดลงมาเหลือแค่ 15 เปอร์เซ็นต์ แลกกับการที่แคนาดายอมเปิดตลาดให้กับรถยนต์ไฟฟ้าของจีน 49,000 คัน เข้าไปขายในแคนาดา ด้วยอัตราภาษีเพียงแค่ 6.1 เปอร์เซ็นต์ ไม่ใช่ 100 เปอร์เซ็นต์เหมือนอย่างที่คุณพ่ออเมริกานำมาใช้เล่นงานจีนอยู่จนทุกวันนี้...
หรือเป็นเพียง “การกระทำสิ่งที่ถูกต้อง”ต่อประเทศแคนาดาและผลประโยชน์ของชาวแคนาดาไปตามปกติของประเทศที่มี “อธิปไตย” เป็นของตัวเอง ดังที่นายกรัฐมนตรีแคนาดาว่าไว้ แต่สำหรับคุณพ่ออเมริกาที่อยากจะได้ประเทศนี้มาเป็น “รัฐที่ 51”หรือเป็น “รัฐบริวาร”ของตัวเองแบบกระเหี้ยนกระหือรือเสียเหลือเกิน การกระทำดังกล่าวเลยแทบไม่ต่างไปจากการยกฝ่าตีนลูบหน้า“ทรัมป์บ้า” อะไรประมาณนั้น การงัด “สากกะเบือด้ามสุดท้าย”ออกมาเล่นงานแคนาดาจึงเป็นไปอย่างหนักหน่วง รุนแรง และเกรี้ยวกราดเอามากๆ ยิ่งเมื่อนายกรัฐมนตรี “Mark Carney” ท่านได้พยายามเรียกร้อง เชิญชวนในเวทีประชุม “WEF”ที่เมืองดาวอส ให้บรรดาประเทศ “มหาอำนาจระดับกลาง” ทั้งหลาย ไม่ว่าแคนาดา เกาหลีใต้ ฟินแลนด์ อังกฤษ เยอรมนี ฝรั่งเศส ฯลฯ ให้ร่วมมือ-ร่วมใจ เป็นอันหนึ่ง-อันเดียวกันในการปกป้องอำนาจอธิปไตยของตัวเอง ไม่งั้น...“ถ้าคุณไม่อยู่ในโต๊ะ...คุณจะกลายเป็นเมนูอาหาร!!!”หรือมีแต่ต้องโดน “แ-ก” โดนรับประทาน โดยผู้ที่ต้องการจะเป็นจ้าวโลก เป็นประมุขโลก อย่างมิอาจปฏิเสธและหลีกเลี่ยงได้เลย...อันนี้ก็เลยยิ่งกลายเป็นแรงกระตุ้นให้ “ลูกบ้า” ของ“ทรัมป์บ้า”ยิ่งเป็นไปในแบบเต็มพิกัด หรือเกินพิกัดยิ่งขึ้นไปใหญ่!!!
การฟาดงวง ฟาดงา ของผู้นำอเมริกาต่อใครก็ตาม หรือประเทศใดๆก็ตามที่ขัดอก-ขัดใจ ไม่สนองตอบต่อความปรารถนา-ต้องการของอเมริกา จึงเป็นไปในแบบสุดๆ สุดลิ่มทิ่มริดสีดวงทวาร ชนิดไม่ว่าบรรดาอเมริกันชนหรือบุคคลภายนอก ต่างหันมาขนานนามให้กับอเมริกายุค “ทรัมป์บ้า”ไปในทางลบ หรือในทางเลวร้ายยิ่งเข้าไปทุกที ไม่ว่าผู้นำฝรั่งเศส “Emmanuel Macron”ที่ได้สรุปว่าอเมริกากำลังจะกลายเป็น “นักล่าอาณานิคมแผนใหม่”หรือ “จักรวรรดินิยมแผนใหม่” สื่ออเมริกันอย่าง “Chicago Sun-Times” ถึงกับระบุว่าคำว่า“America First”นั้นไม่ได้แตกต่างอะไรไปจากคำว่า “Imperialism”เอาเลยแม้แต่น้อย หรือ “New American Imperialism” ดังที่นักคิดเสรีนิยม “Francis Fukuyama”นำมาเรียกขาน แม้แต่นิตยสารที่ทรงอิทธิพลระดับโลกอย่าง“Times Magazine”ก็ยังอดไม่ได้ที่จะมอบฉายานามให้กับระบบปกครองของ “ทรัมป์บ้า”ว่า“Predatory Regime”หรือระบอบของ“สัตว์ผู้ล่า” ที่ชอบปล้นสะดมหรือจับใครต่อใครมาเป็นภักษาหาร อะไรทำนองนั้น...
บรรดาประเทศที่เคยคบหาสมาคม เคยเป็นมิตรกับอเมริกา...เลยต้องแตกกระสานซ่านเซ็นกันไปเป็นแผงๆ ใครที่ไม่คิดจะเข้าร่วมใน “บอร์ดสันติภาพ” ของอเมริกา เพื่อยึดเอาดินแดนชาวปาเลสไตน์ในเขตฉนวนกาซามาทำเป็น “รีสอร์ต” อย่างเช่นฝรั่งเศส เป็นต้น ก็ถูกขู่ไว้ล่วงหน้าว่าอาจต้องเจอการขึ้นภาษีไวน์ฝรั่งเศส ไปถึง 200 เปอร์เซ็นต์คิวบาถูกบ่อนเซาะทำลายจากภายใน ถึงขั้นคิดจะเอารัฐมนตรีต่างประเทศอเมริกาเชื้อสายคิวบา อย่าง “นายMarco Rubio” เข้าไปนั่งเป็นผู้นำประเทศกันแทนที่ เม็กซิโกถูกกดดันให้เปิดช่อง เปิดทาง ให้หน่วยปราบยาเสพติดอเมริกาเข้าไปปราบพวกนักค้ายา หรือเข้าไปแทรกแซงกิจการภายในได้ถนัดถนี่ยิ่งขึ้น โคลอมเบียถูกข่มขู่ให้ “ระวัง...ก้นตัวเองเอาไว้ให้ดี” บราซิล แอฟริกาใต้ อินเดีย ฯลฯ ที่เรียงรายอยู่ในกลุ่มประเทศ “BRICS” ถูกกล่าวหาว่าคิดจะกบฏต่อเงินดอลลาร์ หรือคิดฆ่าล้างเผ่าพันธุ์พวกผิวขาว ฯลฯ ไปโน่นเลย...
หรือต่างมีสิทธิ์กลายเป็น “เมนูอาหาร” ของ “ทรัมป์บ้า” ไปด้วยกันทั้งนั้น...ด้วยเหตุนี้จึงไม่ถึงกับน่าแปลกใจอะไรมากมาย ที่บรรดาประเทศตะวันตกจำนวนไม่น้อยจึงหันมาโผเข้าหา “มหาอำนาจคู่แข่งอเมริกา” อย่างคุณพี่จีนกันไปเป็นสายๆ แม้ว่าความเป็นเสรีนิยม หรือ “ทุนนิยมเสรี” ของบรรดาชาติตะวันตกทั้งหลาย ออกจะผิดแผกแตกต่างไปจากความเป็นคอมมิวนิสต์ หรือ“ทุนนิยมเผด็จการ” ของคุณพี่จีน แบบคนละเรื่อง-คนละม้วน แต่ก็อย่างที่สื่อทางการของจีน เช่น “Global Times”เขาได้ร่ายเรียงไว้ใน “บทบรรณาธิการ” เมื่อวันที่ 26 ม.ค.ที่ผ่านมา ว่าด้วยเรื่อง “There’s no need to make a fuss about Western countries moving closer to China”นั่นแหละว่า อย่ามัวไปพูดโน่น พูดนี่ จู้จี้ขี้บ่น ว่าใครแพ้-ใครชนะ ใครได้เปรียบ-เสียเปรียบระหว่างจีนกับอเมริกาให้เสียเวลาต่อไปอีกเลย ด้วยเหตุเพราะ...โลกใบนี้ไม่ใช่มีแต่ขาวกับดำ ที่จะต้องขัดแย้งต่อสู้ซึ่งกันและกัน มีแต่ต้องพยายามขจัดกวาดล้างความคิดแบบ “สงครามเย็น” หรือความผิดแผกแตกต่างเรื่องลัทธิ-อุดมการณ์ทั้งหลายลงไปให้หมดถึงจะทำให้ “ระเบียบโลก” หรือระเบียบระหว่างประเทศ สามารถวิวัฒนาการและเปลี่ยนผ่านไปสู่อนาคตได้อย่างราบรื่น “เพราะนี่คือ...ทิศทางแห่งวิวัฒนาการทางประวัติศาสตร์ที่มิอาจหลีกเลี่ยงได้”นี่...ฟังแล้วน่าคิด สะกิดใจหรือไม่? อย่างไร? ก็คงต้องไปใคร่ครวญพิจารณากันเอาเอง...
แต่ที่แน่ๆ ก็คือ...ไม่ใช่แต่เฉพาะผู้นำแคนาดา อย่าง“นายMark Carney” เท่านั้น ที่พร้อมจะถ่อไปจูบปากคุณพี่จีนถึงกรุงปักกิ่ง ก่อนหน้านั้น...ผู้นำฝรั่งเศสอย่าง“นายEmmanuel Macron” ก็บินไปจับมือถือแขนกับประธานาธิบดี “สี จิ้นผิง” แถมยังป่าวประกาศไว้ ณ เวที “WEF” เรียกร้องให้จีนเข้ามาลงทุนโดยตรงในยุโรปให้มากๆ เข้าไว้ ส่วนผู้นำฟินแลนด์ อย่างนายกรัฐมนตรี “Petteri Orpo” ก็ได้ขนนักธุรกิจฟินแลนด์กว่า 20 บริษัท ไม่ว่าด้านเครื่องจักร ป่าไม้ สิ่งประดิษฐ์ อาหารและพลังงานสะอาด ไปเยือนประเทศจีน 4 วันตั้งแต่วันที่ 25 ม.ค.เป็นต้นไป หลังจากนั้นช่วงปลายเดือนหน้า 24-27 กุมภาฯ เห็นว่าผู้นำเยอรมนี “นายFriedrich Merz” ก็น่าจะเอาด้วย ฯลฯ ด้วยเหตุเพราะไม่ว่าความเป็นคอมมิวนิสต์ หรือ “ทุนนิยมเผด็จการ” ของจีนจะผิดแผกแตกต่าง ไปจากความเป็นเสรีนิยมหรือ “ทุนนิยมเสรี” ของประเทศตะวันตกในแบบไหน? อย่างไร? ก็ตามที แต่เพราะ “ความเติบโตทางเศรษฐกิจ” ของจีนนั้นเป็นเรื่องจริง หรือเป็น“ข้อเท็จจริง” อันมิอาจปฏิเสธได้ อย่างที่บทบรรณาธิการ “Global Times” เขาว่าไว้ รวมทั้ง “ความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ที่มีความจริงใจ” ไม่ใช่คิดจะงาบ จะล่า จะจับใครต่อใครมาทำเป็นอาหาร ก็น่าจะเป็นสิ่งที่มีน้ำหนักรองรับเอาไว้มิใช่น้อย ต่างไปจากลักษณะอาการแบบ“predatory diplomacy” ของคุณพ่ออเมริกา อย่างเห็นได้โดยชัดเจน...
และอาจด้วยเหตุนี้นี่เอง...ที่ทำให้ผู้ช่วยศาสตราจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยซัสเซกซ์ ของอังกฤษอย่าง “นายJiao Wang” ท่านเลยต้องร่ายเรียงเอาไว้ในข้อเขียน บทความ ว่าด้วยเรื่อง “China record surplus make a mockery of Trump’s tariffs” หรือที่สำนักข่าว“ผู้จัดการ” ของหมู่เฮานำมาถ่ายทอดและเรียบเรียงไว้ในชื่อเรื่อง “จีนยังคงได้เปรียบดุลการค้าเป็นสถิติใหม่ในปี 2025 ทำให้มาตรการภาษีศุลกากรของทรัมป์กลายเป็นเรื่องตลก” ไปเมื่อไม่กี่วันมานี้ หรือถึงแม้จะโดนคุณพ่ออเมริกา “เตะตัดขา” ด้วยการงัดเอา “สากกะเบือด้ามสุดท้าย” อย่างมาตรการภาษีมาเล่นงานจีนทุกรูปแบบ ทุกวิธีการ แต่สุดท้าย...คุณพี่จีนท่านก็ยังอุตส่าห์ได้เปรียบดุลการค้าแบบทุบสถิติไปถึง 1.2 ล้านล้านดอลลาร์ ต่อประเทศต่างๆ มากกว่า 170 ประเทศทั่วโลก...
มองในอีกแง่หนึ่ง...อาจต้องถือเป็น “ความดี” ของ“ทรัมป์บ้า” ก็คงพอได้ ที่ทำให้อเมริกา “เจ๊ง” เร็วขึ้น!!!เพราะด้วย “ลูกบ้า” แบบเต็มพิกัด เกินพิกัดจนเป็นอะไรที่น่าเกลียด น่ากลัว น่าสยดสยอง น่าขนลุกขนพอง ยิ่งกว่า“ความเป็นคอมมิวนิสต์” ของจีนเป็นไหนๆ ไม่ว่าในระดับโลก หรือแม้แต่ระดับภายในประเทศตัวเองก็ตามที หรือทำให้การขจัดความคิดแบบ “สงครามเย็น” แล้วหันมา“ยอมรับความแตกต่าง” อันเป็นไปตามลักษณะเฉพาะหรือลักษณะพิเศษของแต่ละประเทศ เพื่อที่จะหาทาง “อยู่ร่วมกันโดยสันติ” ภายในโลกใบนี้ ที่ได้เปลี่ยนไปเป็น“โลกหลายขั้วอำนาจ” เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ย่อมน่าจะเหมาะกว่า เข้าท่ากว่า การที่จะต้องตกเป็น “เหยื่อ” เป็น“ภักษาหาร” จักรวรรดินิยมยุคใหม่ หรือ “New American Imperialism” อย่างมิอาจหลีกเลี่ยงและปฏิเสธได้เลย...


