xs
xsm
sm
md
lg

โรงลิเกของพระเอกชื่อพิธา

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: สุรวิชช์ วีรวรรณ 



อันลิเกเฮฮามาจากแขก 
ไม่น่าแปลกแขกมานั่งเฝ้า 
อันตัวผมพิธากลับมาเร้า 
ให้เลือกเราทั้งพรรคเอาละเว้ย 

เตร้ง เตรง เตร่ง เตร้ง เตรง ตระ เตร้ง เตรง เตร่งๆๆๆๆ 

การเมืองไทยในโค้งปลายรอบนี้มันชวนให้คิดถึงลิเกจริงๆ ไม่ใช่เพราะความบันเทิง หากเพราะจังหวะการขึ้นลงของตัวละคร เสียงฉิ่งฉาบ และบทพูดที่เปลี่ยนตามเสียงคนดู โพลคือเสียงโห่เสียงเฮที่ถูกยกขึ้นมาเป็นฉากหน้า ทั้งที่ข้างหลังเวทียังมีมือที่เคาะจังหวะอีกหลายคู่ และบางคู่ไม่ใช่มือคนด้วยซ้ำ 

คำสารภาพของผู้บริหารเครือมติชนที่ร่วมทำโพลกับเดลินิวส์ว่ากลุ่มตัวอย่างแท้จริงเหลือเพียงราว 20–25 เปอร์เซ็นต์ เพราะที่เหลือคือ “บอต” ที่เข้ามาดัมป์โพล มันไม่ได้แค่สะท้อนปัญหาความน่าเชื่อถือของโพลออนไลน์ แต่มันฉายให้เห็นสนามรบใหม่ของการเมืองไทยที่เปลี่ยนจากเวทีปราศรัยไปสู่ระบบหลังบ้าน เซิร์ฟเวอร์ ไอพี และสคริปต์อัตโนมัติ 

โพลแบบนี้จึงทำหน้าที่เป็นเครื่องมือทางจิตวิทยามากกว่าวิทยาศาสตร์การสำรวจ มันสร้าง “ความรู้สึก” ว่ากระแสไปทางไหน คนจำนวนไม่น้อยที่ยังไม่มีอุดมการณ์หรือความเข้าใจทางการเมืองที่มั่นคง จะเผลอขยับตัวไปยืนกับฝั่งที่คิดว่าเป็นเสียงส่วนใหญ่ เพราะมนุษย์กลัวการโดดเดี่ยว นี่คือพลังของ bandwagon effect ที่รู้กันดีในตำรารัฐศาสตร์ และถูกนำมาใช้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า 

แต่ความจริงที่น่าสนใจคือ แม้โพลจำนวนมากจะบอกว่าพรรคประชาชนนำเกือบทุกภูมิภาค ยกเว้นภาคใต้ นักวิจารณ์การเมืองจำนวนไม่น้อยกลับกล้ามองต่าง และเชื่อว่าพรรคภูมิใจไทยจะชนะ ไม่ใช่แค่กูรูข้างถนน แต่รวมถึงผู้อำนวยการนิด้าโพลอย่างสุวิชา เป้าอารีย์ และยุทธพร อิสรชัย จากม.สุโขทัยฯ ที่มองเกมจากโครงสร้างอำนาจ การจัดตั้ง และภูมิประเทศทางการเมืองมากกว่าตัวเลขหน้ากระดาษ 

เหตุผลไม่ได้ซับซ้อน พรรคที่ชนะการเลือกตั้งไม่ได้วัดจากความนิยมลอยๆ แต่วัดจากจำนวนเขตที่ปิดได้จริง บ้านใหญ่ เครือข่าย องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และความสามารถในการจัดการวันเลือกตั้ง ยังเป็นปัจจัยชี้ขาด ในขณะที่โพลสะท้อนอารมณ์สาธารณะ พรรคภูมิใจไทยสะสม “กล้ามเนื้อเลือกตั้ง” มานาน รู้ว่าต้องไปจับตรงไหน ขยับอย่างไร และปิดเกมแบบไหน 

ภาพจากพระปกเกล้าโพลที่มีคนยังไม่ตัดสินใจถึง 26 เปอร์เซ็นต์ คือสัญญาณเตือนว่าทุกอย่างยังเปิดอยู่ เท้ง ณัฐพงษ์ นำอนุทินเพียงเล็กน้อย และเมื่อแยกตามรุ่น ก็เห็นชัดว่า ณัฐพงษ์นำใน Gen Z และ Gen Y ขณะที่อนุทินนำใน Gen X และ Baby Boomers ซึ่งเป็นกลุ่มที่ออกมาใช้สิทธิจริงในสัดส่วนสูงกว่า นี่คือความจริงเชิงโครงสร้างที่โพลออนไลน์ไม่ได้บอก 

ตรงนี้เองที่ทำให้พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ต้องถูกเรียกตัวกลับมาในโค้งสุดท้าย พรรคประชาชนรู้ดีว่าโอกาสตั้งรัฐบาลของตัวเองแทบไม่มี ต่อให้ชนะที่หนึ่งอีกครั้ง เพราะไม่มีพรรคไหนพร้อมจับมือ เว้นแต่จะชนะเกินครึ่ง ซึ่ง ณ จุดนี้พรรคก็รู้ว่าเป็นไปได้ยาก เมื่อประตูหนึ่งปิด การเมืองจึงต้องหาคำอธิบายใหม่ นั่นคือเรื่อง “ใบอนุญาตที่สอง” 

การเล่าเรื่องว่า การชนะเลือกตั้งคือใบอนุญาตจากประชาชน แต่การได้เป็นรัฐบาลต้องมีใบอนุญาตที่สอง เป็นความพยายามสร้างพื้นที่กำกวม โดยไม่กล้าพูดตรงๆ ว่าในระบบรัฐสภาไทย ไม่มีบทบัญญัติใดรับรองว่าพรรคอันดับหนึ่งต้องได้เป็นรัฐบาลร้อยเปอร์เซ็นต์ สิทธิในการจัดตั้งรัฐบาลเป็นของฝ่ายที่รวบรวมเสียงข้างมากได้ ไม่ใช่ของผู้ชนะเชิงสัญลักษณ์ การโยงใบอนุญาตที่สองให้เข้าใจไปถึงสถาบันกษัตริย์จึงเป็นการสื่อสารที่เสี่ยงและบิดหลักการ เพราะปัญหาจริงไม่เกี่ยวกับใบอนุญาตที่สองจากไหน แต่คือ “เพื่อนไม่คบ” 

เมื่อไม่มีพันธมิตร การเมืองก็เดินต่อไม่ได้ ต่อให้ชนะใจคนจำนวนมาก แต่ถ้าไม่ชนะกลไกรัฐสภา ทุกอย่างก็จบลงที่คำว่า “เกือบ” พรรคเองก็น่าจะประเมินแล้วว่าจำนวน สส.มีแนวโน้มลดลงทั้งเขตและบัญชีรายชื่อ การให้ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ เดินสายช่วยก็มีเพดาน เพราะคาริสม่าในสนามเลือกตั้งไม่เท่าพิธา การเรียกพิธากลับมาจึงเป็นการเล่นไพ่ใบสุดท้าย 

แต่ไพ่ใบนี้ก็มีรอยตำหนิ คำพูดเดิมเรื่อง “มีทหารไว้ทำไม รบกับใครก็ไม่ชนะ” ยังตามหลอกหลอน แม้จะพยายามแก้ตัวว่า หมายถึงทหารสนามกอล์ฟ แต่สำหรับคนจำนวนมาก มันฟังไม่ขึ้น และถูกมองว่าเป็นการโกหกมากกว่าการสื่อสารผิดพลาด ในบริบทที่สังคมเพิ่งเผชิญปัญหาความมั่นคง ชายแดน และการเสียสละของทหาร  

พิธายังมีประเด็นเรื่องการพูดไม่ตรงกันในกรณีงานศพพ่อ การอ้างว่าถูกทหารกักตัวในอีกบริบทหนึ่ง สิ่งเหล่านี้สะสมเป็นภาพจำว่า “พูดสองครั้งไม่เหมือนกัน” ซึ่งในการเมือง ความน่าเชื่อถือคือทุนที่แพงที่สุด เมื่อเสียไปแล้วเรียกคืนยากมาก 

พรรคประชาชนพยายามแก้ข้อครหาเรื่องขาดประสบการณ์บริหารด้วยการดึงคนนอกสูงวัยในนาม the professionals แต่เมื่อชื่อเหล่านั้นไม่เป็นที่รู้จัก ไม่โดดเด่นในสายอาชีพสำหรับประชาชนทั่วไป มันก็ไม่ช่วยคลายความกังวลเท่าไร ในสายตาคนเลือกตั้ง การบริหารประเทศไม่ใช่สนามทดลองที่ลองผิดลองถูกได้ง่ายๆ 

ผู้สนับสนุนพรรคเองก็รู้ดีว่า หากรอบนี้ยังตั้งรัฐบาลไม่ได้ ความหวังแบบ “เปลี่ยนประเทศพลิกฝ่ามือ” อาจแผ่วลง ด้อมอาจท้อ แม้ในอนาคตธนาธรและปิยบุตรจะพ้นโทษกลับมา ก็ไม่ได้หมายความว่าจะช่วยได้มาก จากภาพที่เห็นในฐานะผู้ช่วยหาเสียง พลังของทั้งคู่ไม่ได้แปรเป็นคะแนนเสียงอย่างที่เคยคาดหวัง 

แคมเปญ “มีส้มไม่มีเทา” ที่ตั้งใจให้ปังเหมือน “มีลุงไม่มีเรา” กลับพังตั้งแต่นาทีแรก เพราะในพรรคมี “ดำ” ไปแล้วถึงสองคน และหนึ่งในนั้นก็มีเสียงเตือนจากนักวิชาการกลุ่มเดียวกันมาตั้งแต่ต้น แต่ปูลิตบูโรของพรรคไม่ฟัง การเมืองที่อ้างความบริสุทธิ์จึงสะดุดด้วยความจริง 

ข้อได้เปรียบเดียวของพรรคประชาชนคือยังไม่เคยเป็นรัฐบาล จึงไม่ถูกจับผิดเรื่องผลงานบริหาร แต่ในเวลาเดียวกัน คนจำนวนไม่น้อยก็ชั่งน้ำหนักว่าจะฝากประเทศไว้กับใครดี ระหว่าง “ไม่ลองไม่รู้” กับ “คุ้มค่าความเสี่ยงไหม” เพราะประเทศทำประกันภัยไม่ได้ ความผิดพลาดเชิงโครงสร้างอาจทิ้งบาดแผลยาวนาน โดยเฉพาะเมื่อพรรคมีภาพสนับสนุนการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ในแบบที่อาจพาประเทศไปสู่ความขัดแย้งรอบใหม่ 

เลือกตั้งปี 2566 กระแสก้าวไกลมาแรงในโค้งสุดท้ายจริง แต่บริบทวันนี้ไม่เหมือนเดิม ความคาดหวังสูงขึ้น ความระแวงมากขึ้น และคู่แข่งก็เรียนรู้เกมนี้แล้ว ลิเกการเมืองรอบนี้จึงไม่ได้วัดกันที่เสียงฉิ่งฉาบหน้าเวทีอย่างเดียว แต่วัดกันที่โครงสร้างหลังเวที ความสามารถในการรวบรวมเสียง และความเชื่อมั่นว่าพรุ่งนี้ประเทศจะไม่พัง 

สุดท้าย โพลจะบอกอะไรได้มากแค่ไหน เมื่อรู้แล้วว่ามีบอตดัมป์เป็นภูเขา มันอาจเหลือแค่หน้าที่หนึ่งเดียว คือสะท้อนอารมณ์ชั่วคราวของสังคม ไม่ใช่คำทำนายอนาคต การตัดสินใจของประชาชนจึงยังต้องกลับไปที่สิ่งพื้นฐานที่สุด นั่นคือ ประสบการณ์ ความน่าเชื่อถือ และคำถามง่ายๆ ว่า ใครพาเราไปต่อได้โดยไม่ต้องเสี่ยงหมดหน้าตัก 

ลิเกยังเล่นต่อ เสียงเตร้งเตรงเตร่งยังดัง แต่คนดูเริ่มดูออกว่า ใครร้องจริง ใครเปิดเทป และใครแค่ขยับปากตามจังหวะดนตรี นี่ไม่ใช่ลิเกมืออาชีพที่จะทนดูไปจนจบได้ 
 
ติดตามผู้เขียนได้ที่
https://www.facebook.com/surawich.verawan
 


กำลังโหลดความคิดเห็น