เหตุการณ์ที่ผู้ประกอบการโทรคมนาคมรายใหญ่ ถูกตรวจสอบพบว่ามีการลักลอบส่งสัญญาณอินเทอร์เน็ตข้ามพรมแดนไปยังกัมพูชา อันเป็นการขัดต่อคำสั่งและข้อระเบียบด้านความมั่นคงนั้น มิใช่เพียงอุบัติเหตุทางเทคนิค หรือความบกพร่องเฉพาะราย ทว่าคือภาพสะท้อนวิกฤตความเสื่อมถอยของ “นิติรัฐ” และสภาวะที่อำนาจทุนสามารถท้าทายกลไกกำกับดูแลของรัฐได้อย่างน่ากังวล กรณีนี้มิใช่เพียงคดีอาญาพื้นฐาน แต่คือบทพิสูจน์ความ “เปราะบาง” ของระบบการบริหารจัดการโทรคมนาคมไทย ที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่ออธิปไตยดิจิทัลและความมั่นคงของประชาชน
ความล่าช้าในการตรวจสอบจนกระทั่งนำไปสู่กระบวนการบังคับใช้กฎหมาย สะท้อนว่าหน่วยงานกำกับดูแลที่เกี่ยวข้อง ยังคงติด “กับดัก” การทำงาน “เชิงรับ” ที่ต้องรอให้เกิดกระแสสังคม หรือการร้องเรียนก่อน จึงจะมีการขยับเขยื้อน สภาวะเช่นนี้ชี้ให้เห็นถึงความ “อ่อนแอ” “ล้มเหลว” เชิงระบบในการควบคุมโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ซึ่งถือเป็นเส้นเลือดใหญ่ของความมั่นคงยุคใหม่ และหากรัฐปล่อยให้การฝ่าฝืนข้อกำหนดความมั่นคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ย่อมส่งผลต่อความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมายในสายตาของกลุ่มทุนขนาดใหญ่ ที่มีอิทธิพลล้นฟ้าทางเศรษฐกิจ มีเครือข่ายความสัมพันธ์ระดับสูง และมีพรรคการเมืองใหญ่หนุนหลัง จนนำไปสู่สภาวะที่อำนาจเงินตราอยู่เหนือระเบียบกติกาของบ้านเมือง
ความบิดเบี้ยวของความรับผิดชอบในกรณีนี้ ต้องไม่ถูกจำกัดเพียงบุคลากรระดับปฏิบัติการที่ถูกนำมาเป็น “แพะรับบาป” รับผิดชอบแทนความบกพร่องขององค์กร เพราะการที่นิติบุคคลขนาดใหญ่ ซึ่งมีทรัพยากรและระบบบริหารจัดการความเสี่ยงมหาศาล ปล่อยให้มีการฝ่าฝืนกฎหมาย ย่อมสะท้อนถึงเจตนา หรือความบกพร่องอย่างร้ายแรงของระบบตรวจสอบภายในที่คณะกรรมการบริษัทต้องร่วมรับผิดชอบตามหลักธรรมาภิบาลสากล หากบทลงโทษทางการปกครองมีมูลไม่สมสัดส่วนกับผลกำไรที่ได้จากการละเมิด กฎหมายจะแปรสภาพเป็นเพียง “เศษกระดาษ” ที่แลกมาด้วยความเสียหายของส่วนรวม
หากพิจารณามาตรฐานในอารยประเทศ การละเมิดความมั่นคงของรัฐผ่านโครงสร้างพื้นฐานสำคัญนั้น มีบทลงโทษที่รุนแรงถึงขั้นกระทบต่อสถานะการประกอบกิจการ ในสหรัฐอเมริกาหรือสหภาพยุโรป ผู้ประกอบการที่จงใจฝ่าฝืนคำสั่งด้านความมั่นคง ปล่อยให้โครงข่ายถูกใช้ในทางมิชอบข้ามพรมแดน อาจต้องเผชิญกับ “ค่าปรับ” ที่คำนวณจากสัดส่วนของรายได้มหาศาล หรือร้ายแรงที่สุดคือการถูก “สั่งห้าม” และ “ถูกเพิกถอน” สิทธิในการบริหารจัดการโครงสร้างพื้นฐานของรัฐอย่างถาวร มาตรฐานที่เข้มงวดเช่นนี้ มีไว้เพื่อตอกย้ำว่า ภาคเอกชนในฐานะผู้รับสิทธิสัมปทานจากรัฐ มีพันธกรณีสำคัญในการแบกรับความรับผิดชอบด้านความมั่นคงในระดับสูงสุด มิใช่เป็นเพียง “ผู้แสวงหากำไร” โดยปราศจากจริยธรรมทางนโยบาย
ในสภาวะที่โลกเผชิญกับภัยคุกคามไซเบอร์และอาชญากรรมข้ามชาติ ภาคเอกชนต้องตระหนักถึงหน้าที่ในการให้ความร่วมมือกับรัฐตามหลักการมีส่วนร่วมเพื่อความมั่นคงแห่งชาติ ความรับผิดชอบต่อสาธารณะขององค์กร (Corporate Accountability) นี่มิใช่เพียงทางเลือก แต่คือ “พันธสัญญา” ที่ทุนต้องมีต่อแผ่นดินที่ตนใช้สร้างความมั่งคั่ง การลักลอบส่งสัญญาณอินเทอร์เน๊ตไปหล่อเลี้ยงขบวนการมิจฉาชีพข้ามชาติ แก๊งค์สแกมเมอร์ กลุ่มค้ามนุษย์ ยาเสพติด ที่ทำลายทั้งชีวิตและทรัพย์สินของพลเมือง จึงมิใช่แค่การผิดข้อบังคับทางเทคนิค แต่นี่คือการ “ทรยศ” ต่อความไว้วางใจของสาธารณะ และบ่อนทำลายความพยายามของรัฐ ในการปกป้องประชาชนจากภัยคุกคามยุคใหม่
กรณีนี้คือบทพิสูจน์สำคัญว่ารัฐไทยจะเลือกทำหน้าที่เป็นผู้ปกป้องผลประโยชน์ของประชาชน หรือจะเป็นเพียงกลไกที่คอยเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มทุนขนาดใหญ่ ที่ดำเนินกิจกรรมอยู่เหนือกฎหมาย หากรัฐไม่กล้าใช้บทลงโทษที่มีประสิทธิภาพและสมสัดส่วนต่อผู้ที่ละเมิดแล้ว ความเชื่อมั่นต่อระบบนิติรัฐจะสั่นคลอนอย่างไม่อาจกอบกู้ และสังคมไทยจะเหลือเพียงซากปรักหักพังของความยุติธรรม ที่ถูกกัดกินโดยอำนาจทุนใหญ่ซึ่งไร้ความรับผิดชอบต่อแผ่นดิน
รศ.ดร.บุญส่ง ชเลธร
สถาบันรัฐประศาสนศาสตร์ฯ มหาวิทยาลัยรังสิต


