xs
xsm
sm
md
lg

ระหว่าง “อำนาจแห่งดาบ” กับ “อำนาจแห่งใจ”

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ทับทิม พญาไท


โดนัลด์ ทรัมป์
ถึงแม้จะมี “ลูกบ้า” แบบเต็มพิกัด หรือเกินพิกัด เพียงใดก็ตามที...แต่การคิดจะทำให้ America Great Again” เพื่อดำรงรักษา ความเป็นจ้าวโลก ประมุขโลก เอาไว้ให้จงได้ ตามความคิด ความเชื่อของ “ทรัมป์บ้า” นั้น น่าจะไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เรียกว่า...ออกจะลำบากยากเย็น ระดับ “หืดขึ้นคอ” ยิ่งประเภทแก่แสนแก่ หรือแก่แล้วแก่เลย ย่อมมีสิทธิ์ “บ้าตาย” หรือ “เส้นโลหิตแตกตาย” ก่อนที่จะหวนกลับมาเป็นประธานาธิบดีอเมริการอบที่ 3 เอาง่ายๆ!!!

เพราะถึงคิดจะ “ถอยไปตั้งหลัก” แถวๆWestern Hemisphere”ตามแบบฉบับ “ลัทธิมอนโร”แต่ New Monroe Doctrine”ที่ถูกเรียกขานกันในนามDonroe Doctrine”หรือ “ลัทธิดอนโร” ของประธานาธิบดีอเมริกาคนปัจจุบันพร้อมๆ กับโยนสัมภาระต่างๆ ที่เคยแบก เคยคอน ในช่วงที่ยังต้องดำรงตัวเป็น “ตำรวจโลก”ออกไปให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ ไม่ว่าการ “ถีบยุโรปทิ้ง” ลดจำนวนเจ้าหน้าที่ข่าวกรอง NATO” ในอังกฤษ โปรตุเกส เบลเยียม ฯลฯ จาก400 รายลงไปถึงครึ่งเหลือแค่ 200 รายเท่านั้นเอง จนแม้แต่อดีตเลขาธิการ NATO” ยังแทบไม่รู้ว่าองค์กรพันธมิตรดังกล่าวจะยุบ-ไม่ยุบเมื่อไหร่? ตอนไหน? แต่ยังต้องออกแรง “ปล้นเวเนซุเอลา” “ล้วงกระเป๋าคิวบา” “ปราบยาเสพติดในเม็กซิโก” ไปจนถึง “ทิ่มก้นโคลอมเบีย” (หลังจากขู่ให้ระวังก้น...เอาไว้ให้ดี) ฯลฯ นั่นยังไม่รวมไปถึงยึดเกาะกรีนแลนด์และผนวกแคนาดามาเป็น “รัฐที่51” ตามที่พยายามเกลี้ยกล่อมโน้มน้าวมาก่อนหน้านั้น...

แต่อย่างที่สื่อทางการของจีน อย่าง Global Times” เขาตั้งข้อสังเกตเอาไว้ในข้อเขียน บทความชิ้นล่าสุดเรื่อง New Monroe Doctrine a sword hanging over Latin America” เมื่อวันที่ 22 ม.ค.ที่ผ่านมานั่นแหละว่า แทบไม่ต่างอะไรจากการแขวน “ดาบ” เอาไว้เหนือหัวบรรดาประเทศละตินอเมริกาทั้งหลาย หรือทำให้บรรยากาศของการ “แทรกแซง” (interventionism) ต่อบรรดาประเทศสวนหลังบ้านอเมริกา หวนคืนกลับมาสร้างความน่าเกลียด-น่ากลัว น่าสยดสยอง-ขนลุกขนพองต่อ “อำนาจอธิปไตย” ของแต่ละประเทศเอามากๆ...

แต่ก็นั่นแหละ...โลกยุคนี้สมัยนี้ มันได้เปลี่ยนแปลงไปเยอะแล้ว ไม่ใช่โลกยุคกลางศตวรรษที่19 หรือต้นศตวรรษที่ 20 ที่การรัฐประหาร โค่นล้ม แทรกแซงบรรดาประเทศละตินอเมริกาจะสามารถกระทำการได้ง่ายๆ เพราะแม้แต่ความพยายามที่จะ “ถีบทิ้ง” พันธมิตรที่เคยเคียงบ่า-เคียงไหล่มาโดยตลอด อย่างประเทศยุโรปทั้งหลายก็ก่อให้เกิดความขัดแย้ง-แตกแยกอย่างน่าตกตะลึงพรึงเพริด ชนิดที่ทำให้เวที WEF”(World Economic Forum) ที่เมืองดาวอสเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา กลายเป็น “เวทีด่าทรัมป์” และ “เวทีทรัมป์ด่ากลับ” อุตลุดชุลมุนวุ่นวายกันไปทั้งแผง ไล่มาตั้งแต่ประธานาธิบดีฝรั่งเศส Emmanuel Macron” นายกรัฐมนตรีแคนาดา Mark Carney”นายกรัฐมนตรีเบลเยียมBart De Wever”ไปจนถึงประธานสหภาพยุโรป “นางUrsula von der Leyen”ฯลฯ ที่ออกมาประสานเสียงแบบคอรัส-รัดคอ ด่าผู้นำอเมริกาแบบเสียๆ หายๆ แต่ก็ถูก “ทรัมป์บ้า”โต้กลับด้วยการกล่าวหาว่า “ยุโรปคือผู้ที่ทำลายตัวเอง”หรือผู้ที่ “อ่อนแอ” เกินกว่าจะช่วยปกป้องพื้นที่ยุทธศาสตร์ของโลกตะวันตก จากเงื้อมมือของจีนและรัสเซได้อย่างเป็นจริง-เป็นจัง...

และนั่นเอง...ที่ทำให้พันธมิตรที่เคยเคียงบ่า-เคียงไหล่ ถึงขั้นยอมเป็น “พรมเช็ดเท้า” ให้กับอเมริกามาโดยตลอด อย่างบรรดาชาติยุโรปทั้งหลาย เลยหนีไม่พ้นต้องโผไปหา “มหาอำนาจคู่แข่งอเมริกา” อย่างจีนและรัสเซียโดยมิอาจหลีกเลี่ยงและปฏิเสธ ไม่ว่าด้วยการเปิดกว้างและเรียกร้องให้จีนเพิ่มการลงทุนโดยตรงในยุโรปของผู้นำฝรั่งเศส การเดินทางไปเยือนจีนผู้นำของแคนาดา จนบรรลุข้อตกลงทางการค้าชนิดพร้อมเปิดตลาดให้รถยนต์ไฟฟ้าของจีนเข้ามาตีตลาดได้แบบสะดวกสบายเป็นอย่างยิ่ง การเสนอว่าถึงเวลาแล้วที่บรรดาชาติยุโรปทั้งหลายจะต้องหันไปเจ๊าะแจ๊ะเจรจากับรัสเซีย โดยผู้นำเยอรมนี ฝรั่งเศส และอิตาลี การเสนอให้บรรดาประเทศในโลกตะวันตกอย่างกลุ่มประเทศ G7”สร้างสะพานแห่งความร่วมมืออันใกล้ชิดกับประเทศโลกใต้ หรือกลุ่มประเทศBRICS”เพื่อไม่ให้เกิดการย่อยแยกแตกกระจาย โดยผู้นำฝรั่งเศส ฯลฯ...อะไรต่อมิอะไรเหล่านี้ ล้วนแต่สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามที่จะ “อยู่ร่วมกันโดยสันติ” ของประเทศต่างๆ ภายในโลกใบนี้ หรือโลกที่ได้กลายเป็น “โลกหลายขั้วอำนาจ” ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว!!!

เรียกว่า...ถึงขั้นที่ทำให้นักวิจัยอาวุโสแห่งสถาบันยุโรปศึกษาของประเทศจีน อย่าง “นายZhao Junjie”ถึงกับต้องอุทานกับสื่อทางการของจีนอย่าง Global Times” ไว้ถึงขั้นว่า... “เวทีประชุมดาวอสคือการส่งสัญญาณให้เห็นว่ายุโรปได้ตื่นขึ้นมาแล้วในทางยุทธศาสตร์” หรือทำให้สง่าราศีแห่งความเป็นจ้าวโลก ประมุขโลก ของคุณพ่ออเมริกาต้องหมองคล้ำ หมองมัว ไม่ต่างไปจากถูก “ยกตีนลูบหน้า”ไม่ว่าจะถอยไปตั้งหลักอยู่ ณ จุดไหน พื้นที่ไหนก็ตาม ขณะที่ “มหาอำนาจคู่แข่ง” อย่างจีนและรัสเซียกลับเต็มไปด้วยออร่า เปล่งแสง เปล่งรัศมี อย่างชนิดน่าตื่นตา ตื่นใจ เป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะเมื่อแนวคิดของอดีตรัฐบุรุษรัสเซีย Yevgeny Primakov” ที่เคยเสนอเอาไว้ตั้งแต่ปี ค.ศ.1990 ให้หาทางเกาะกลุ่มรวมตัวระหว่างรัสเซีย-อินเดีย-และจีนให้กลายเป็นกลุ่มประเทศ RIC” เพื่อเอาไว้ถ่วงดุล “โลกขั้วอำนาจเดียว” ได้ถูกนำมาปัดฝุ่นและนำเสนอโดยรัฐมนตรีต่างประเทศรัสเซีย “นายSergey Lavrov” จนเริ่มก่อรูป-ก่อร่าง เป็นจริง-เป็นจังขึ้นมามั่งแล้ว เมื่อแต่ละประเทศสามารถหา “จุดลงตัว” พยายามขจัดข้อแตกต่างในรายละเอียด ไม่ว่าเรื่องพรมแดนหรือเรื่องผลประโยชน์ให้กลายเป็นเรื่องที่สามารถพูดจากันได้...

และโดยกลุ่มประเทศ RIC” นี่เอง...ที่จะกลายเป็นฐานรองรับในการขยับเขยื้อนเคลื่อนไหวเพื่อตอบสนองต่อความปรารถนาต้องการของบรรดาประเทศซีกโลกใต้ อันได้แก่กลุ่มประเทศ BRICS”ที่เติบโตขยายตัวจาก 4-5 ประเทศไปเป็น10 ประเทศไปแล้วในทุกวันนี้ ยิ่งในปีนี้ หรือปี ค.ศ.2026 ที่คุณปู่อินตะระเดียมีสถานะเป็นประธานกลุ่ม BRICS” และเป็นเจ้าภาพการประชุมประจำปีครั้งที่ 18 ในอีกไม่นานนับจากนี้ นักคิด-นักวิชาการอินเดีย อย่าง Dr.Raj Kumar Sharma” เลยถึงกับพยายามยุ พยายามเชียร์เอาไว้ล่วงหน้า ในข้อเขียน บทความ เรื่อง India’s BRICS presidency pits the Global South against America First” หรือยุให้ผนึกกำลังบรรดาประเทศซีกโลกใต้เพื่อสู้กับคุณพ่ออเมริกา ที่กำลังจะเป็นเจ้าภาพการประชุม G20” ในช่วงระยะใกล้ๆ กัน...

ส่วนจะยุขึ้น-ไม่ยุขึ้นหรือไม่? อย่างไร? คงต้องคอยติดตามกันไปเป็นระยะๆ แต่ที่แน่ๆ ก็คือ “ธนาคารกลางอินเดีย” หรือRBI”เขาได้เตรียมที่จะเสนอต่อรัฐบาล ให้นำเอาแผนเชื่อมโยงสกุลเงินดิจิทัลที่ออกโดยธนาคารกลางแต่ละประเทศ หรือ CBDC”ไปนำเสนอเป็นวาระหลักในเวทีประชุม BRICS-2026” อย่างเป็นงาน-เป็นการ เพื่อที่จะช่วยลดการพึ่งพาองค์กรของโลกตะวันตกอย่าง SWIFT” ในการชำระบัญชีต่างประเทศ รวมทั้งยังช่วยลด “ความเสี่ยง”จากเงินสกุล “ดอลลาร์” ได้อีกต่างหาก แม้ว่าก่อนหน้านั้นผู้นำอเมริกาอย่าง “ทรัมป์บ้า”จะออกมาขู่บรรดาประเทศ BRICS” ทั้งหลาย ว่าใครที่คิดจะเป็นปฏิปักษ์กับเงินดอลลาร์อเมริกัน จะต้องถูกโขกภาษีศุลกากร 500 เปอร์เซ็นต์เอาเลยถึงขั้นนั้น!!!

นี่...อันนี้คงต้องคอยติดตามชมต่อไปนั่นแหละว่า คุณปู่อินตะระเดียท่านจะเล่นบท “หมูไม่กลัวน้ำร้อน” เหมือนอย่างครั้งที่เคยโดนโขกภาษีเพราะยังคิดจะซื้อน้ำมันรัสเซียหรือไม่? อย่างไร? แต่ที่แน่ๆ ก็คือ...การปะทะกันระหว่างโลกเหนือกับโลกใต้
โลกหลายขั้วอำนาจกับโลกขั้วอำนาจเดียว หนีไม่พ้นต้องอุบัติขึ้นมาอีกไม่ใกล้-ไม่ไกลอยู่แล้วแน่ๆ ในขณะที่ “โลกขั้วอำนาจเดียว” หรือผู้ที่คิดว่าตัวเองยังเป็นจ้าวโลก ประมุขโลก อย่างคุณพ่ออเมริกาหรือ “ทรัมป์บ้า” เน้นหนักในการที่จะใช้ “ดาบ” หรือใช้ “พระเดช” ใช้พลังอำนาจในการข่มขู่ คุกคาม ใครต่อใครตาม “กฎแห่งป่า”หรือกฎที่ผู้นำรัสเซีย ประธานาธิบดี “ปูติน” ท่านเรียกว่า Might Make Right”ประเภท “กูคือความถูกต้อง”นั่นเอง ส่วนบรรดาผู้ที่เห็นว่าโลกใบนี้ได้กลายเป็น “โลกหลายขั้วอำนาจ”ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และพยายามเกาะกลุ่ม รวมตัว โดยอาศัย “ใจ”หรืออาศัย “พระคุณ” เป็นที่ตั้ง...

ส่วนใครจะแพ้-ใครจะชนะ ในการปะทะอันมิอาจหลีกเลี่ยงและปฏิเสธ อันนี้...คงต้องลองไปฟังอดีตนักรบและนักยุทธศาสตร์ระดับโลก อย่างจอมจักรพรรดิ Napolean Bonapart” ที่เคยเอ่ยเป็นวาทะเอาไว้ว่า... There are but two powers in the world, the sword and the mind. In the long run, the sword is always beaten by the mind.” หรือ... “ในโลกนี้มีอำนาจอยู่ 2 ประการ คืออำนาจแห่งดาบและอำนาจแห่งใจ...และท้ายที่สุดแล้ว ใจก็สามารถสยบดาบลงไปได้ในทุกๆ ครั้ง...”จริง-ไม่จริง เชื่อ-ไม่เชื่อ ก็ลองไปคิดๆ เอาเองก็แล้วกัน...


กำลังโหลดความคิดเห็น