xs
xsm
sm
md
lg

ย้อนรอยคุก 112 รักชนก 6 ปี และคำพิพากษาอุทธรณ์ที่สังคมรอคอย

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



หนึ่งความคิด
สุรวิชช์ วีรวรรณ

คดีของไอซ์-รักชนก ศรีนอก ถ้าเราจะพูดกันตรง ๆ โดยไม่เอาอารมณ์ ความชอบ หรือความเห็นต่างทางการเมืองมาเป็นตัวตั้ง มันไม่ใช่คดีที่ซับซ้อนอย่างที่บางคนพยายามอธิบาย และก็ไม่ใช่คดีที่ “แพ้เพราะเทคนิค” อย่างที่กองเชียร์บางกลุ่มอยากให้เข้าใจ แต่มันคือคดีที่สะท้อนความเข้าใจผิดอย่างลึกซึ้งของนักการเมืองยุคใหม่ ที่คิดว่าโลกของโซเชียลมีเดีย กับโลกของศาล ใช้ตรรกะชุดเดียวกัน


แนวทางการต่อสู้ของเธอชัดเจนตั้งแต่ต้นจนจบ คือการยืนยันว่า เธอไม่ได้เป็นผู้แชร์ข้อความด้วยตัวเอง แม้จะยอมรับโดยปริยายว่าบัญชีเป็นของเธอ ใช้ชื่อ ใช้รูป ใช้มาอย่างต่อเนื่อง และเป็นที่รับรู้ของสาธารณชน เธอพยายามแยก “ความเป็นเจ้าของบัญชี” ออกจาก “การกระทำในบัญชี” แล้วบอกศาลว่า หากรัฐไม่สามารถยึดโทรศัพท์ ไม่สามารถพิสูจน์ IP address หรือ URL ต้นทางได้ ก็ยังต้องถือว่ามีความสงสัย และเมื่อมีความสงสัย ศาลต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลย

ในเชิงทฤษฎีกฎหมายอาญา ข้อโต้แย้งแบบนี้เป็นไปได้ และเคยใช้ได้ผลมาแล้วในคดีดิจิทัลจำนวนมาก โดยเฉพาะคดีหมิ่นประมาทหรือคดีทั่วไปที่ศาลยังลังเลกับโลกออนไลน์ แต่ปัญหาคือ คดีนี้ไม่ใช่คดีธรรมดา และศาลไม่ได้พิจารณามันในกรอบเดียวกัน ศาลไม่ได้ถามว่ากดจากเครื่องไหน แต่ถามว่า “เชื่อได้ไหมว่าการกระทำนั้นเป็นของใคร” และเมื่อศาลมองแบบนี้ ช่องว่างทางเทคนิคทั้งหมดก็ถูกลดบทบาทลงทันที

สิ่งที่ทำให้การปฏิเสธของเธออ่อนแรงลงไปอีก คือการปฏิเสธโดยไม่ให้คำอธิบายเชิงบวก เธอไม่ได้บอกว่าเกิดอะไรขึ้นจริง ไม่ได้อธิบายว่าใครเป็นผู้เข้าถึงบัญชี ไม่ได้ชี้ว่ามีแรงจูงใจอะไรให้บุคคลอื่นมาทำแบบนั้นกับบัญชีของเธอ เธอเพียงบอกว่า “ไม่ใช่ฉัน” แล้วหยุดอยู่ตรงนั้น ซึ่งในโลกของศาล โดยเฉพาะคดีที่มีผลกระทบสูง การปฏิเสธลอย ๆ แบบนี้ไม่ได้เพิ่มน้ำหนักให้จำเลยเลย กลับกัน มันยิ่งเปิดพื้นที่ให้ศาลใช้ดุลพินิจจากพยานแวดล้อมมากขึ้น

และพยานแวดล้อมสำคัญ ไม่ได้มีแค่เรื่องบัญชี แต่รวมไปถึงตัวตนของจำเลย รักชนกไม่ใช่คนที่ไม่มีอดีตทางความคิด ไม่ใช่คนที่เพิ่งโผล่มาแล้วหายไป เธอเป็นนักการเมือง เป็นนักเคลื่อนไหว เป็นคนที่มี digital footprint จำนวนมาก มีท่าทีทางการเมืองชัด มีภาษาที่เลือกใช้ มีจุดยืนที่แสดงออกมาอย่างต่อเนื่อง

ตรงนี้เองที่ทำให้คำอธิบายว่า “ฉันไม่ได้เป็นคนแชร์เอง” ฟังไม่ขึ้นง่าย ๆ ไม่ใช่เพราะศาลอคติ แต่เพราะเมื่อเอาสิ่งที่ถูกแชร์ในคดี มาวางคู่กับภาพรวมของตัวตนที่ปรากฏมานาน มันไม่ได้ขัดแย้งกันเลย หากเนื้อหาที่ถูกแชร์สวนทางกับสิ่งที่เธอเคยพูดเคยทำ คดีนี้อาจทำให้ศาลลังเลกว่านี้มาก แต่เมื่อมันไปในทิศเดียวกัน ความสงสัยก็ลดลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

แม้เธอพยายามบอกศาลว่า เธอเชื่อมั่นในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข มาเป็นเกราะป้องกัน แต่ต้องพูดกันตรง ๆ ว่า ในทางคดี คำพูดนี้แทบไม่มีน้ำหนักเลย ไม่ใช่เพราะศาลไม่เชื่อ แต่เพราะศาลไม่ใช้ “คำประกาศความเชื่อ” เป็นพยานหลักฐาน ศาลตัดสินจากการกระทำที่เกิดขึ้นจริง และผลของมันต่อสังคม ไม่ใช่จากสิ่งที่จำเลยบอกว่าคิดอยู่ในใจ

ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อเอาคำประกาศนี้ไปวางคู่กับถ้อยคำที่ถูกแชร์ในคดี ซึ่งปรากฏอยู่ในเอกสารทางการของศาล โดยที่ผมจะไม่อยากนำมาเผยแพร่ซ้ำ ต้องยอมรับอย่างซื่อสัตย์ว่า ใครก็ตามที่ได้อ่านถ้อยคำเหล่านั้น จะเข้าใจทันทีว่า ทำไมศาลจึงไม่อาจมองว่าเป็นเพียงการวิจารณ์เชิงนโยบาย หรือการตั้งคำถามแบบสุจริต ถ้อยคำเหล่านั้นไม่ได้อยู่ในระดับที่คนทั่วไปจะอ่านแล้วรู้สึกว่า “อาจแรงไปหน่อยแต่พอเข้าใจได้” หากแต่อยู่ในระดับที่คนอ่านธรรมดายังรู้สึกอึดอัด และยากจะยอมรับ

นี่คือจุดที่คดีนี้แพ้ตั้งแต่แก่น ไม่ใช่แพ้เพราะไม่มี IP หรือไม่มีโทรศัพท์ แต่แพ้เพราะ เนื้อหาและน้ำหนักของถ้อยคำ ซึ่งหนักพอจะบดบังข้อสงสัยทางเทคนิคทั้งหมด ต่อให้มีช่องว่างทางกระบวนการอยู่บ้าง ศาลก็ยังถามตัวเองได้ว่า ถ้อยคำระดับนี้ ถ้าไม่ใช่เจ้าของบัญชี ใครจะได้ประโยชน์จากการใช้บัญชีของเธอไปเผยแพร่

อีกประเด็นที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ และเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ศาลชั้นต้นตัดสินใจอย่างที่เห็น คือ พฤติการณ์ของการไม่ให้ความร่วมมือในการตรวจสอบอุปกรณ์ แม้ในทางสิทธิจะทำได้ แต่ในโลกของศาล มันไม่ใช่เรื่องเป็นกลาง ศาลมีสิทธิเอาพฤติการณ์นี้มาชั่งน้ำหนักความน่าเชื่อถือ และในคดีนี้ ศาลมองว่าพฤติกรรมดังกล่าวไม่ใช่วิสัยของผู้บริสุทธิ์ในคดีร้ายแรง เพราะหากมั่นใจว่าไม่ได้กระทำจริง การเปิดให้ตรวจสอบอาจเป็นหนทางที่ดีที่สุดในการพิสูจน์ตัวเอง

ทั้งหมดนี้นำไปสู่คำพิพากษาจำคุกในศาลชั้นต้น ไม่ใช่เพราะศาลอยากลงโทษ แต่เพราะในกรอบวิธีคิดของศาล คำอธิบายของจำเลยไม่สามารถสร้าง “ความสงสัยอันสมควร” ได้มากพอจะยกประโยชน์ให้ และเมื่อศาลเชื่อว่าการแชร์นั้นเป็นการยืนยันเนื้อหาโดยปริยาย และเนื้อหานั้นเข้าข่ายความผิด บทลงโทษก็เป็นผลตามตรรกะ ไม่ใช่อารมณ์

อีกชั้นหนึ่งที่ทำให้คดีนี้อธิบายยาก และอึดอัดสำหรับหลายคน คือข้อเท็จจริงที่ว่า รักชนกถูกพิพากษาลงโทษตามมาตรา 112 ซึ่งเป็นกฎหมายที่พรรคการเมืองของเธอเอง เคยออกมาเรียกร้องให้แก้ไขมาโดยตลอด และเคยพูดซ้ำแล้วซ้ำอีกว่า “ไม่ควรมีใครต้องติดคุกเพราะคำพูด” ประโยคนี้ถูกใช้ในเชิงอุดมการณ์ ใช้ในเชิงการเมือง และใช้ในการวิพากษ์รัฐไทยมาอย่างต่อเนื่อง

แต่ในโลกของกฎหมายอาญา อุดมการณ์ไม่ใช่ข้อยกเว้น และความเห็นว่า “ไม่ควรมีใครติดคุก” ก็ไม่ใช่เกราะกำบังความรับผิด กฎหมายอาญาทำงานด้วยหลักง่าย ๆ แต่แข็งแรงมาก คือ เมื่อบทบัญญัติยังมีผลใช้บังคับอยู่ ใครฝ่าฝืน บทลงโทษก็เกิดขึ้น ไม่ใช่เพราะกฎหมายอยากทำร้ายใคร แต่เพราะกฎหมาย “ไม่รู้จักอุดมการณ์” และ “ไม่สนใจเจตนาดีที่อ้าง”

นี่คือจุดที่หลายคนสับสน ระหว่าง “การไม่เห็นด้วยกับกฎหมาย” กับ “การฝ่าฝืนกฎหมาย” สองอย่างนี้ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน การเรียกร้องให้แก้ไขมาตรา 112 เป็นสิทธิ เป็นเสรีภาพ และทำได้เต็มที่ แต่ตราบใดที่กฎหมายยังไม่ถูกแก้ บทบัญญัติก็ยังคงมีผล และศาลไม่มีอำนาจเลือกว่าจะบังคับใช้หรือไม่บังคับใช้ตามความรู้สึกหรือกระแสสังคม

การบอกว่า ไม่ควรมีใครติดคุกเพราะคำพูด ไม่ได้ทำให้คำพูดบางประเภท “กลายเป็นไม่ผิด” ในทางกฎหมายอาญา และศาลก็ไม่สามารถใช้ประโยคนี้มาเป็นเหตุลดทอนความผิดได้ เพราะถ้าศาลทำเช่นนั้น เท่ากับศาลกำลังใช้อุดมการณ์ของจำเลยมาแทนบทบัญญัติของกฎหมาย ซึ่งไม่ใช่หน้าที่ของศาลในระบอบนิติรัฐ

พูดให้ชัดกว่านั้นคือ กฎหมายอาญาไม่เคยเดินไปทำร้ายใครด้วยตัวมันเอง แต่กฎหมายจะเคลื่อนไหวก็ต่อเมื่อมีการกระทำที่เข้าข่ายบทบัญญัติ เมื่อมีการกระทำ กฎหมายก็ทำงานโดยอัตโนมัติ ไม่สนใจว่าผู้กระทำจะเป็นใคร มีอุดมการณ์อะไร เคยวิจารณ์กฎหมายฉบับนั้นอย่างไร หรือเคยประกาศว่ากฎหมายไม่ควรมีอยู่หรือไม่

เมื่อมาถึงชั้นอุทธรณ์ หลายคนอาจยังมีความหวังว่าคดีจะพลิก แต่ต้องพูดกันตามตรงว่า ความหวังนั้นแคบมาก ไม่ใช่ศูนย์ แต่ไม่กว้างอย่างที่บางคนคิด ศาลอุทธรณ์ไม่ได้มานั่งพิจารณาคดีใหม่ทั้งหมด แต่จะดูว่าศาลชั้นต้นใช้กฎหมายผิดไหม ชั่งน้ำหนักพยานผิดจนฟังไม่ขึ้นหรือไม่ ซึ่งในคดีนี้ เหตุผลของศาลชั้นต้นถือว่าถูกวางมาแน่น และสอดคล้องกับแนวคำพิพากษามาตรา 112 ในช่วงหลัง

ประเด็นทางเทคนิคเรื่องโทรศัพท์ IP หรือ URL จะถูกหยิบขึ้นมาอีก แต่จะไม่ใช่หมัดเด็ด เพราะศาลชั้นต้นไม่ได้ตั้งคำพิพากษาไว้บนฐานนั้นตั้งแต่แรก ศาลตัดสินจากพฤติการณ์และผลของการสื่อสาร และกรอบนี้คือกรอบที่ศาลอุทธรณ์มักไม่เข้าไปแทนที่ เว้นแต่จะเห็นความผิดพลาดอย่างชัดเจน ซึ่งจนถึงตอนนี้ ยังไม่มีสัญญาณว่าคดีนี้มีจุดอ่อนระดับนั้น

พูดกันแบบชาวบ้านคือ เกมถูกกำหนดทิศทางไว้แล้วตั้งแต่ศาลชั้นต้นเลือกเชื่ออะไร และไม่เชื่ออะไร ศาลอุทธรณ์อาจปรับบางรายละเอียด แต่การจะกลับคำพิพากษาทั้งหมด ไม่ใช่เรื่องง่าย และต้องมีเหตุผลที่หนักกว่าช่องว่างทางเทคนิคทั่วไป

ทั้งหมดนี้นำมาสู่คำถามที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ และเป็นคำถามที่ไม่ควรถูกมองว่าเป็นการเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2566 เวลาผ่านมาแล้วกว่าสองปี แต่คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ยังไม่ตกลงมา ทั้งที่ไม่ใช่คดีซับซ้อน ไม่ใช่คดีที่มีพยานจำนวนมาก หรือประเด็นกฎหมายใหม่อะไรเป็นพิเศษ

คำถามคือ เหตุใดความยุติธรรมจึงเดินช้าเช่นนี้ และการล่าช้านี้ เป็นความยุติธรรมที่ล่าช้าสำหรับจำเลยเพียงฝ่ายเดียว แต่เป็นความยุติธรรมที่ล่าช้าสำหรับผู้ที่ถูกการกระทำในคดีนี้กระทบด้วยเช่นกัน

เพราะในโลกแห่งความเป็นจริง ความยุติธรรมที่ไม่มาถึงเสียที ไม่ได้ทำร้ายแค่คนหนึ่งคน แต่มันทำร้ายความเชื่อของทั้งสังคมว่า กระบวนการยุติธรรมยังทำหน้าที่อยู่หรือไม่

ติดตามผู้เขียนได้ที่ https://www.facebook.com/surawich.verawan


กำลังโหลดความคิดเห็น