xs
xsm
sm
md
lg

เมื่อ “ประชาธิปไตย” ถูกตีค่าแค่ “เงินสด”: มะเร็งร้ายที่ชื่อว่าการซื้อเสียง

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: รศ.ดร.บุญส่ง ชเลธร


ป้ายหาเสียงเลือกตั้ง สส.เมื่อปี 2566 - ภาพจากแฟ้ม
เสียงที่ดังมากในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนวันเลือกตั้งทั่วไป คือการ “ซื้อสิทธิขายเสียง” ด้วยตัวเลขที่น่าตกใจ สิ่งนี้ยังคงเป็นแผลเน่าที่กัดกินรากฐานของระบอบการเมืองอย่างไม่รู้วันจบสิ้น และยิ่งสังคมเพิกเฉยหรือไม่ใส่ใจ ปัญหานี้ก็ยิ่งแปรสภาพจาก “ความผิดปกติ” กลายเป็น “ความเคยชิน” ที่บ่อนทำลายความหมายของการเลือกตั้งอย่างน่าตระหนก ปัญหานี้มิใช่เรื่องที่ควรรู้สึกว่าธรรมดา และทำแค่การประณามชาวบ้านว่า “เห็นแก่เงิน” หรือด่านักการเมืองว่า “ชั่วช้า” เพราะมันคือการ “เกาไม่ถูกที่คัน”

ในความเป็นจริง การซื้อเสียงในประเทศไทยไม่ใช่ปัญหาเชิงศีลธรรมของปัจเจก แต่คืออาการของมะเร็งร้ายเชิงโครงสร้างที่ฝังรากอยู่ในความเหลื่อมล้ำของสังคม ที่สร้างความบิดเบี้ยวต่อสถาบันการเมือง เงินไม่กี่ร้อยบาทที่หลายพรรคหลายคนระดมแจกซื้อเสียง ตั้งแต่เริ่มหาเสียงจนถึงคืนหมาหอน จึงไม่ใช่เพียง “เศษเงิน” หากแต่เป็น “งบประมาณเฉพาะหน้า” สำหรับคนที่รัฐไม่เคยจัดสรรงบประมาณอย่างเป็นธรรมให้ในยามปกติ เมื่อประชาชนต้องดิ้นรนอยู่กับค่าครองชีพที่สูงขึ้น รายได้ที่ไม่มั่นคง บริการสาธารณะที่เข้าถึงยาก และข่าวคราวการทุจริตคอร์รัปชั่นของผู้มีอำนาจในทุกหน่วยงาน เงินจากนักการเมืองที่ส่งตรงถึงมือ จึงถูกมองว่าเป็น “สวัสดิการฉุกเฉิน” ที่จับต้องได้ มากกว่านโยบายในเอกสารหรือวาทกรรมหาเสียงด้วยท่าทางขึงขังที่ไม่เคยแปรรูปเป็นชีวิตที่ดีขึ้นได้จริง

การซื้อเสียงมิได้เป็นเพียงการแลกเงินกับคะแนนเสียง แต่คือการตอกย้ำโครงสร้างอำนาจแบบพึ่งพิงที่ประชาชนรู้สึกว่า “เงินในซอง” มีตัวตนจริงมากกว่าสิทธิในรัฐธรรมนูญ

หากหันกลับมามองกลไกกำกับดูแล เราจะพบความล้มเหลวอย่างเป็นระบบของ “เขี้ยวเล็บทางกฎหมาย” องค์กรที่ถูกออกแบบมาเพื่อคุ้มครองความสุจริตของการเลือกตั้งอย่าง กกต. กลับกลายเป็นสถาบันที่ประชาชนมองว่า “ไร้พลัง” “ไร้ความกล้า” และ “เลือกปฏิบัติ” เราเห็นการตัดสิทธิ์นักการเมืองด้วยข้อหาหยุมหยิม แต่ไม่เคยเห็นการทลายขบวนการขนเงินล้านซื้อเสียงที่ดำเนินการอย่างแทบจะเปิดเผย การตรวจสอบที่ล่าช้าแม้ในคดีที่ไม่มีความซับซ้อนใด ๆ หลักฐานก็มากมายชัดเจน ไม่ต่างจากการเดินทางสู่ดวงดาวของ “หอยทาก” เป็นปี ๆ นับสิบปี ทำให้ผู้กระทำผิดสามารถเข้าสู่อำนาจ ถอนทุนคืน และขยายเครือข่ายผลประโยชน์ก่อนที่ความยุติธรรมจะมาถึง ซึ่งในทางปฏิบัติเท่ากับเป็นการให้รางวัลแก่ผู้ทุจริต

ความบิดเบี้ยวนี้นำไปสู่ผลลัพธ์ที่อันตรายยิ่งกว่า คือการที่ “ทุน” เอาชนะ “นโยบาย” ได้อย่างเป็นระบบ เมื่อนักการเมืองพบว่าการลงทุนซื้อหัวคะแนนและแจกเงินให้ “ชัยชนะ” ที่แม่นยำกว่าการพัฒนานโยบายเพื่อประเทศชาติ พวกเขาย่อมเลือกเส้นทางลัด ผลคือเรากำลังผลิตนักการเมืองที่ถนัด “ถอนทุนคืน” มากกว่าการพัฒนาโครงสร้างประเทศ งบประมาณแผ่นดินจึงถูกเบี่ยงเบนไปสู่โครงการที่คุ้มค่าทางคอมมิชชันมากกว่าความคุ้มค่าทางสังคม ขณะที่การปฏิรูปการศึกษา สวัสดิการถ้วนหน้า และการพัฒนาทุนมนุษย์กลับถูกลดทอนเป็นเพียงวาทกรรม “หลอกลวง”ในฤดูหาเสียง

หากมองในระดับผลประโยชน์ของประเทศชาติ ปัญหานี้ไม่ได้ทำลายเพียงความสุจริตของการเลือกตั้ง แต่ทำลายขีดความสามารถของรัฐในการวางแผนพัฒนาระยะยาว ประเทศที่การเมืองถูกกำหนดโดย “เงินสด” ย่อมไม่อาจแข่งขันในโลกที่ต้องอาศัยนโยบายเชิงโครงสร้าง เทคโนโลยี และทุนมนุษย์เป็นตัวชี้ขาด เพราะการตัดสินใจเชิงนโยบายถูกแทนที่ด้วยการคำนวณผลประโยชน์เฉพาะหน้าอย่างคับแคบ

การทำลายวงจรนี้จึงไม่อาจเริ่มจากการสั่งสอนชาวบ้านว่า “อย่ารับเงิน” หรือ “รับเงินหมา กาพรรคกู” หากต้องเริ่มจากการทำให้ประชาชน “ไม่จำเป็นต้องรับเงิน” รัฐต้องสร้างระบบสวัสดิการพื้นฐานที่มั่นคงจนประชาชนไม่ต้องพึ่งพาผู้มีอิทธิพลเพื่อเข้าถึงโรงพยาบาล แหล่งเงินทุน หรือโอกาสทางการศึกษา ควบคู่กับการปฏิรูปการบังคับใช้กฎหมายให้โปร่งใสและทันการณ์ ร่วมถึงการตรวจสอบเส้นทางการเงิน และการลงโทษที่รวดเร็ว เสมอภาค และไม่เลือกข้าง

การเลือกตั้งต้องไม่ใช่พิธีกรรมแลกเงินกับบัตรเลือกตั้ง หากแต่คือการใช้อำนาจอธิปไตยเพื่อกำหนดทิศทางของประเทศ ตราบใดที่ระบบการเมืองไทยยังเปิดช่องให้ “เงินซื้ออำนาจได้ง่ายกว่านโยบายซื้อใจ” และตราบใดที่สถาบันบังคับใช้กฎหมายยังทำงานแบบเลือกปฏิบัติ และไร้น้ำยา ปัญหาการซื้อเสียงก็จะยังทำหน้าที่เป็นโซ่ตรวนที่ล่ามประชาธิปไตยไทยไว้กับความล้าหลัง และทำให้ประเทศเดินวนอยู่กับที่โดยไม่อาจก้าวพ้นกับดักของตนเอง

รศ.ดร.บุญส่ง ชเลธร
สถาบันรัฐประศาสนศาสตร์ฯ มหาวิทยาลัยรังสิต


กำลังโหลดความคิดเห็น