มาถึงขั้นนี้...น่าที่จะฟันธงและฟันเฟิร์มแบบชนิดเต็มผืน เต็มด้าม ลงไปได้แล้วว่า “โลกขั้วอำนาจเดียว...เจ๊งแล้ว!!!” โดยมีผู้นำอเมริกาอย่าง “ทรัมป์บ้า” นั่นแหละเป็น “ตัวเร่ง” ไม่ว่าโดยความพยายามที่จะปัดกวาดสวนหลังบ้าน การคิดถอยไปตั้งรับในอาณาบริเวณ “Western Hemisphere” หรือการแสดงความกระเหี้ยนกระหือรือคิดจะยึดเกาะกรีนแลนด์มาเป็นของตัวอย่างจริงๆ จังๆ อันถือเป็นความพยายามที่จะดำรงรักษาความเป็นจ้าวโลก ประมุขโลก ทั้งที่โลกยุคนี้ สมัยนี้ มันได้เปลี่ยนแปลงจาก “หลังตีน” ไปเป็น “หน้ามือ” เป็นที่เรียบร้อยแล้ว...
คือไม่ว่าคิดยึดเกาะกรีนแลนด์เอาไว้ป้องกันมหาอำนาจคู่แข่งอย่างจีนและรัสเซีย หรือใช้เป็นส่วนหนึ่งในการก่อรูป ก่อร่าง อภิมหาโครงการป้องกันภัยทางอวกาศ “Golden Dome” หรือเพราะ “พันธมิตร” ที่เคยเคียงบ่า-เคียงไหล่กันมาโดยตลอดอย่างบรรดาชาติยุโรปทั้งหลาย“อ่อนแอเกินกว่าที่จะปกป้องตัวเองในยุทธศาสตร์อาร์กติก” ดังที่ “นายScott Bessent” รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ ได้ออกมาเปิดเผยความในใจกับสำนักข่าว “NBC” เมื่อช่วงวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (18 ม.ค.) เพราะประเทศบ้านใกล้-เรือนเคียงอย่างแคนาดา “ไร้ขีดความสามารถที่จะปกป้องขั้วโลกเหนือ” อย่างที่ผู้นำอเมริกาอย่าง “ทรัมป์บ้า” ได้ย้ำกับ “NBC News” เอาไว้อีกครั้ง ฯลฯ อะไรต่อมิอะไรเหล่านี้...ล้วนแล้วแต่สะท้อนให้เห็นถึง“ความเชื่อ” ที่ว่าอเมริกายังคงเป็นจ้าวโลก ประมุขโลกอย่างไม่คิดลืมตาตื่นมายอมรับความจริง ข้อเท็จจริง แต่อย่างใด...
ความพยายามเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับความเป็นผู้นำ “โลกขั้วอำนาจเดียว” ด้วยการ “ถีบ” ใครก็ตามที่ไม่เห็นควรด้วยกับ “ตัวกูเอง” ไม่ว่าจะเป็นมิตร-เป็นศัตรูก็ตามที มันเลยทำให้การปฏิเสธและต่อต้านอเมริกา เป็นไปแบบรวดเร็ว เร่าร้อน และรุนแรงอย่างเป็นทวีคูณ ชนิดที่อดีตเลขาธิการ “NATO” องค์กรพันธมิตรทางทหารสองฟากฝั่งแอตแลนติกระหว่างอเมริกาและบรรดาชาติยุโรปทั้งหลาย อย่าง “นายJens Stoltenberg” ยังอดไม่ได้ที่จะออกมาสารภาพกับนิตยสาร “Der Spiegel” ว่าไม่สามารถ “รับประกัน” ใดๆ ได้เลยว่า อเมริกาที่เคยมีฐานะเป็นผู้นำองค์กรแห่งนี้ จะยังคงมีส่วนร่วมอยู่ใน“NATO” หรือจะต้องยุบ ต้องเลิกองค์กรดังกล่าวในอีกไม่นาน-ไม่ช้านับจากนี้...
เพราะการที่บรรดาชาติ “NATO” ทั้งหลาย...ไม่ว่าสวีเดน เนเธอร์แลนด์ นอร์เวย์ ฝรั่งเศส เยอรมนี อังกฤษ ฟินแลนด์ ต่างเห็นพ้องต้องกันที่จะแสดงความสนับสนุนการปกป้องอธิปไตยของเดนมาร์ก ด้วยการส่งทหารเข้าไปร่วมสังเกตการณ์เพื่อรับมือการข่มขู่ คุกคาม ของอเมริกาในการคิดจะฮุบเกาะกรีนแลนด์เอาดื้อๆ ก็ทำให้สถานะขององค์กรความร่วมมือทางทหารแห่งนี้ ออกอาการ “เละเป็นขี้-เละเป็นโจ๊ก” เพราะต่างสามารถอ้าง“มาตรา 5” มารบกันเองจนไม่น่าจะเหลือสถานะความเป็นองค์กร หรือสถานะความเป็นพันธมิตรใดๆ อีกต่อไปแล้ว ยิ่งเมื่อผู้นำอเมริกาอย่าง “ทรัมป์บ้า” หันไปประกาศว่าจะงัด “มาตรการภาษี” ออกมาเล่นงานประเทศใดก็ตาม ที่ไม่เห็นด้วยกับการยึดเกาะกรีนแลนด์ของอเมริกา ด้วยการขึ้นภาษีสินค้าเข้า 10 เปอร์เซ็นต์ในต้นเดือนกุมภาฯ และ 25 เปอร์เซ็นต์ในต้นเดือนมิถุนาฯ ไปจนกว่าอเมริกาจะยึด หรือจะซื้อกรีนแลนด์มาเป็นของอเมริกาได้เรียบร้อยแล้ว อันนี้...ก็ยิ่ง “เละ” หรือยิ่ง “บ้า” ยิ่งขึ้นไปใหญ่!!!
เพราะเห็นว่า...บรรดาชาติยุโรปที่เคยยอมเป็น “พรมเช็ดเท้า” ให้กับอเมริกามาโดยตลอด กำลังเตรียมที่จะตอบโต้ด้วยการขึ้นภาษีสินค้าเข้าอเมริกาเป็นมูลค่าไม่น้อยกว่า 93,000 ล้านยูโร หรือ 108,000 ล้านดอลลาร์เอาเลยถึงขั้นนั้น เรียกว่า...แม้อาจไม่ถึงขั้นต้อง “รบกันเอง” ตามมาตรา 5 ของ “NATO” ก็แล้วแต่ แต่แค่การรบกันทาง “ภาษี” ในลักษณะที่ว่า ก็น่าจะ“เจ๊ง...กับ...เจ๊ง” ไปด้วยกันทั้งคู่ โดยถ้าไม่อยากจะเจ๊ง หรือไม่คิดจะเจ๊งก็มีแต่ต้องเร่งหาทางปรับเนื้อ ปรับตัว หรือ “ปรับเปลี่ยนโยบาย” แบบเดียวกับที่ประเทศเพื่อนบ้านอเมริกาอย่างแคนาดา ได้แสดงให้เห็นเป็นตัวอย่างไปบ้างแล้ว ด้วยการตีลังกากลับหลัง 360 องศา แถมใส่เกลียวอีกประมาณ 3 รอบครึ่งเห็นจะได้...
คือจากยุคที่ “นายJustin Trudeau” ยังเป็นผู้นำประเทศ แคนาดาถึงกับต้องหันไป “Kiss Ass” ต้องรับคำสั่งจากอเมริกา ด้วยการลงมือจับกุม “นางMeng Wanzhou” ลูกสาวบริษัท “Huawei” ของจีน เมื่อช่วงเดือนธันวาคมปี ค.ศ. 2018 ส่งผลให้สัมพันธภาพจีน-แคนาดาหมางเมินนับแต่นั้นมา และแม้ว่า “นายMark Carney” จะขึ้นมาเป็นผู้นำแคนาดาคนใหม่ก็ตาม ในช่วงเข้ารับตำแหน่งหมาดๆ นายกรัฐมนตรีรายนี้ยังคงป่าวประกาศแบบเต็มปากเต็มเสียงว่า “จีน...คือภัยคุกคามหลักของแคนาดา” แต่เมื่อเหลียวหลังกลับไปเจอกับผู้นำอเมริกาอย่าง “ทรัมป์บ้า” ที่กระเหี้ยนกระหือรือเอามากๆ ในการคิดจะผนวกแคนาดาเข้ามาเป็นรัฐที่ 51 ของอเมริกา นายกรัฐมนตรีผู้นี้เลยตัดสินใจที่จะเดินทางไปเยือนประเทศจีนอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 14-17 ม.ค. อันถือเป็นผู้นำแคนาดาคนแรกที่เดินทางไปเยือนชาติเอเชีย ในรอบ 8 ปีที่ผ่านมา...
การเดินทางไปเยือนจีนของผู้นำแคนาดาคราวนี้ เลยถือเป็น “ครั้งประวัติศาสตร์” สำหรับสื่อมวลชนแคนาดา ขณะที่สื่อจีนถือว่าเป็น “พัฒนาการในแง่บวก” และสื่อเยอรมนีอย่าง “Deutsche” สรุปว่าเป็นความพยายามสร้างความหลากหลายในด้านนโยบายของแคนาดาขณะที่ต้องเจอกับแรงกดดันจากสหรัฐฯ ส่วนสื่ออังกฤษ “The Guardian” เห็นว่าแคนาดากำลังพยายาม “ลดความไม่แน่นอน” ในความสัมพันธ์กับอเมริกา แต่สำหรับสำนักข่าว “BBC” แล้วถึงกับสรุปว่า...นี่คือ “การส่งสัญญาณของแคนาดาในการเคลื่อนย้ายตัวเองออกจากอเมริกา” ขณะที่ตัวของ “นายMark Carney” เองได้ให้ข้อสรุปเอาไว้แบบสั้นๆ ง่ายๆ แต่ออกจะแสบๆ-คันๆ มิใช่น้อย นั่นคือ...เพราะการคบกับจีนนั้น เป็นอะไรที่สามารถ “คาดเดา” ได้ง่ายกว่าการคบหากับอเมริกา!!!
การเดินทางไปเยือนประเทศที่ตัวเองเคยถือเป็น “ภัยคุกคาม” ไปจับมือ-ถือแขนกับผู้นำจีนประธานาธิบดี “สี จิ้นผิง” ของนายกรัฐมนตรี “Mark Carney” คราวนี้ เลยแทบไม่ต่างอะไรไปจากการตีลังกาหลัง 360 องศาใส่เกลียว 3 รอบครึ่งดังที่ว่าไว้แล้ว โดยเฉพาะเมื่อมองถึงสิ่งที่เรียกว่าองค์ประกอบแห่งการสร้างสรรค์ความสัมพันธ์ 4 ประการ หรือ “The Four Constructive Point” ของประเทศทั้งสอง ไม่ว่าการเคารพซึ่งกันและกัน การร่วมแบ่งปันการพัฒนา การไว้เนื้อเชื่อใจกันและกัน และความพร้อมใจที่จะช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ที่ได้กลายเป็นการลงนามใน “ข้อตกลง” แต่ละฉบับ ตั้งแต่ด้านการเกษตร พลังงาน การเงิน วัฒนธรรม การศึกษา อุตสาหกรรมฯลฯ หรือนำไปสู่การที่ฝ่ายจีนตัดสินใจ “ลดภาษี” ให้กับสินค้านำเข้าประเภทต่างๆ จากแคนาดา ไม่ว่าน้ำมันพืชถั่ว กุ้งล็อบสเตอร์ ฯลฯ ขณะที่แคนาดาก็พร้อมที่จะ “เปิดตลาด” ให้กับสินค้าประเภทรถไฟฟ้า หรือ “EVS” ของจีน ที่ถูกส่งเข้าไปตีตลาดจำนวนถึง 49,000 คัน โดยคิดภาษีเพียงแค่ 6.1 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นเอง...
ต่างไปจากเพื่อนบ้านอย่างอเมริกาที่โขกภาษีรถไฟฟ้าของจีนถึง 100 เปอร์เซ็นต์ นับจากปี ค.ศ. 2024 เป็นต้นมา อันนี้นี่แหละ...ที่เลยทำให้ใครต่อใครในอเมริกาออกอาการ “ฉุนขาด” ไม่ว่า “นายSean Duffey”เลขาธิการขนส่งอเมริกา ที่ได้ออกมา “ขู่” ไว้ล่วงหน้าว่าแคนาดาจะต้อง “เสียใจ” ต่อการตัดสินใจเช่นนี้ หรือ“นายJamieson Greer” ตัวแทนการค้าสหรัฐฯ ที่ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว “CNBC” ว่าการตัดสินใจเปิดตลาดรถไฟฟ้าของแคนาดาให้กับจีนคือการ “สร้างปัญหา” ให้อุตสาหกรรมรถยนต์อเมริกาอย่างมิอาจหลีกเลี่ยงได้ พูดง่ายๆก็คือ...ทำให้ความพยายามที่จะ “เตะตัดขา” มหาอำนาจคู่แข่งอย่างจีนในแต่ละเรื่อง แต่ละกรณี กลายเป็น “แห้วกระป๋อง” เอาดื้อๆ แม้ผู้นำอย่าง “ทรัมป์บ้า” จะพยายาม “เก็บอาการ” ไม่ถึงกับเอะอะ โวยวาย อะไรกันมากมาย...
แต่ก็นั่นแหละ...การย้ายค่าย เปลี่ยนขั้ว เปลี่ยนข้างของแคนาดา ย่อมทำให้ “ความยิ่งใหญ่” ของอเมริกาไม่ว่าระดับโลก หรือระดับ “Western Hemisphere” ย่อมมีแต่ฝ่อลงๆ ในขณะที่ฝ่ายตรงข้าม หรือฝ่ายมหาอำนาจคู่แข่ง ยิ่งโตขึ้นๆ ชนิดอาจมาแรงแซงโค้งแถวๆ วัดเบญฯ คว้าตำแหน่งมหาอำนาจอันดับหนึ่งในอีกไม่ใกล้-ไม่ไกลนับจากนี้เพราะไม่ใช่แค่ประเทศบ้านใกล้-เรือนเคียง ที่อเมริกาคิดจะผนวกเข้าเป็นรัฐที่ 51 ของตัวเองเท่านั้น ที่หันไปใช้วิชา “แยกเงา-สลับร่าง” โดดไปจูบปากกับคุณพี่จีนเอาดื้อๆ ล่าสุด...เห็นว่าประเทศเสาหลักแห่งยุโรป อย่างเยอรมนี ก็ทำท่าว่ากำลังคิดจะเดินตามรอยเท้าแคนาดาแบบติดๆ โดยผู้นำเยอรมนีอย่าง“นายFriedrich Merz” ได้ประกาศหมายกำหนดการที่จะเดินทางไปเยือนจีน ในวันที่ 24-27 กุมภาฯ ที่จะถึงนี้ โดยเตรียมที่จะยกขโยงบรรดานักธุรกิจไปเจ๊าะแจ๊ะเจรจากับคุณพี่จีน พร้อมๆ กับที่ได้ป่าวประกาศไว้แล้วว่า...ถึงเวลาแล้วที่ชาติยุโรปทั้งหลายต้องหันไปพูดคุยกับหมีขาวรัสเซีย ผู้ถือเป็นชาติที่ยิ่งใหญ่ในยุโรป เพื่อ “สมดุล” ทางอำนาจ หรือเพื่อ “การอยู่ร่วมโดยสันติ” ภายในโลกที่“โลกขั้วอำนาจเดียว” ได้ออกอาการ “เจ๊ง” ให้เห็นเป็นที่ชัดเจนแล้ว!!!


