หนึ่งความคิด
สุรวิชช์ วีรวรรณ
พรรคประชาชนกำลังเผชิญกับคำถามที่หลบเลี่ยงมาตลอดหลายปี แต่การหาเสียงรอบนี้ทำให้คำถามนั้นย้อนกลับมาแรงกว่าทุกครั้ง คำถามนั้นไม่ใช่เรื่องนโยบายเศรษฐกิจ ไม่ใช่เรื่องรัฐสวัสดิการ และไม่ใช่เรื่องโครงสร้างอำนาจตามตำราที่พรรคถนัด แต่เป็นคำถามง่าย ๆ จากปากประชาชนธรรมดาว่า “ทำไมพรรคนี้ถึงด้อยค่าทหาร”
คำถามนี้ไม่ได้เกิดจากการปลุกปั่นของฝ่ายตรงข้าม และไม่ได้เกิดจากความเข้าใจผิดชั่วข้ามคืน แต่มันสะสมมาจากคำพูด ท่าที และกรอบความคิดที่พรรคนี้เลือกใช้มาตั้งแต่วันแรกที่ก้าวเข้าสู่เวทีการเมือง และไม่เคยจัดการกับมันอย่างตรงไปตรงมาเลย
ภาพที่สะท้อนปัญหานี้ได้ชัดเจนที่สุด คือคลิปที่ไอซ์ รักชนก ปะทะคารมกับแม่ค้าที่เมืองนนท์ แม่ค้าคนหนึ่งถามตรง ๆ แบบชาวบ้านธรรมดาว่า “ด่าทหารทำไม” คำถามนี้ไม่ใช่คำถามเชิงทฤษฎี ไม่ได้ยกบทความ ไม่ได้อ้างเอกสาร แต่มันคือคำถามจากความรู้สึกของคนที่ได้ยินคำพูดทางการเมืองบางอย่างซ้ำแล้วซ้ำเล่า และยังจำมันได้ขึ้นใจ
สิ่งที่เกิดขึ้นในคลิปไม่ใช่การฟัง แต่คือการโต้กลับด้วยความเหนือกว่า ไอซ์ใช้โทรโข่ง ใช้เวที ใช้เสียงที่ดัง ใช้ความเร็ว และใช้ไหวพริบของนักการเมืองที่พร้อมกว่าชาวบ้านอย่างเห็นได้ชัด ย้อนถามทันทีว่า “เราไปด่าทหารเมื่อไหร่ ช่วยเปิดคลิปด่าทหารให้ดูหน่อย” เป็นการโยนภาระการพิสูจน์กลับไปให้ประชาชนที่ไม่มีเครื่องมือ ไม่มีคลังข้อมูล และไม่มีเวลาจะค้นอะไรได้ในวินาทีนั้น
แม่ค้าพยายามอธิบายต่อว่า “ไม่ได้ด่าทหาร แต่ไปด้อยค่าทหาร” ซึ่งในความเป็นจริง นี่ไม่ใช่การถอย แต่คือการพูดให้ตรงกับความรู้สึกมากขึ้น เพราะคำพูดที่ไม่ใช้คำหยาบ ก็สามารถลดทอนศักดิ์ศรีได้โดยไม่ต้องตะโกนด่าใคร
แต่ไอซ์ไม่หยุด เธอใช้โทรโข่งย้ำซ้ำ ๆ ว่าพรรคประชาชนไม่เคยด้อยค่าทหาร ไม่เคยด่าทหาร ตลอด 7 ปี ตั้งแต่อนาคตใหม่ ก้าวไกล จนถึงพรรคประชาชน พร้อมยกนโยบายช่วยเหลือทหารชั้นผู้น้อย หวยโควตาทหารผ่านศึก เงินเดือนทหาร เรือฟริเกต เพื่อยืนยันว่าพรรคนี้ “รักทหาร”
ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ว่านโยบายเหล่านี้มีหรือไม่มี ปัญหาอยู่ที่มันไม่สามารถลบล้างคำพูดที่หลุดจากปากผู้นำพรรคในอดีตได้เลย เพราะคำถามเรื่องด้อยค่าทหาร ไม่ได้เกิดจากการไม่ช่วยเหลือ แต่เกิดจากทัศนคติที่สะท้อนผ่านภาษา
คำว่า “มีทหารไว้ทำไม”
คำว่า “ไปรบกับใครก็ไม่ชนะ”
คำว่า “ไม่จำเป็นต้องมีกองทัพ ถ้าผู้นำฉลาดพอ”
คำพูดเหล่านี้ไม่ได้ถูกสร้างโดยฝ่ายตรงข้าม ไม่ได้ถูกตัดต่อ และไม่ได้พูดกันหลังบ้าน แต่มันถูกพูดต่อหน้าสาธารณะ โดยพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ในฐานะหัวหน้าพรรค และกลายเป็นดีเอ็นเอทางความคิดของพรรคนี้มาตั้งแต่ต้น
การแก้ตัวในภายหลังของพิธาว่า “หมายถึงทหารสนามกอล์ฟ” หรือ “ไม่ได้หมายถึงทหารชั้นผู้น้อย” ไม่ได้ทำให้ความหมายของคำพูดดีขึ้น ตรงกันข้าม มันยิ่งทำให้คนฟังรู้สึกว่ากำลังถูกดูถูกสติปัญญา เพราะถ้าหมายถึงอำนาจ การเมือง หรือโครงสร้างงบประมาณ เหตุใดถ้อยคำที่ใช้จึงเป็นเรื่อง “การรบแพ้ชนะ” ซึ่งพุ่งตรงไปที่ศักยภาพของทหารในสนามจริง
ประโยคที่ว่า “ไม่จำเป็นต้องมีกองทัพ ถ้าผู้นำฉลาดพอ” ก็เช่นเดียวกัน มันไม่ใช่การวิเคราะห์เชิงรัฐศาสตร์ แต่มันคือการตั้งเงื่อนไขเชิงคุณค่า ว่าการมีอยู่ของกองทัพคือผลจากความไม่ฉลาดของผู้นำ ซึ่งเท่ากับลดบทบาททหารทั้งระบบให้กลายเป็นภาระที่ควรถูกแทนที่
เมื่อกระแสสังคมเริ่มไม่ยอมรับ คำพูดเหล่านี้กลับถูกอธิบายใหม่ ถูกลดทอนความหมาย และถูกปฏิเสธว่าไม่เคยพูด ทั้งที่ digital footprint ยังคงอยู่ครบถ้วน ค้นหาได้ง่าย และไม่เคยหายไปไหน
เมื่อเอาคำพูดทั้งหมดมาวางเรียงกัน จะเห็นชัดว่านี่ไม่ใช่คำพูดหลุด ๆ แต่เป็นกรอบคิดเดียวกันที่มองกองทัพในฐานะสิ่งล้าสมัย ไม่จำเป็น และไร้ศักยภาพ แต่สิ่งที่น่าสนใจกว่าคือ เมื่อกระแสชาตินิยมเริ่มแรง เมื่อสังคมเริ่มพูดถึงความมั่นคง อธิปไตย และภัยคุกคามรอบด้าน คำพูดเหล่านั้นกลับถูกถอย ถูกอธิบายใหม่ และถูกลดทอนความหมายลงอย่างรวดเร็ว
ตรงนี้แหละที่ทำให้หลายคนรู้สึกว่า นี่ไม่ใช่ความกล้าของคนรุ่นใหม่ แต่คือการตลบแตลงแบบนักการเมืองเก่า พูดอย่างหนึ่งเมื่อคิดว่าปลอดภัย แล้วรีบแก้ตัวอีกอย่างเมื่อกลัวคะแนนจะตก ไม่ยืนอยู่กับความคิดของตัวเอง ไม่รับผิดชอบต่อถ้อยคำที่พูด และหวังว่าคนฟังจะลืมสิ่งที่เคยได้ยิน
สุดท้าย ประชาชนไม่ได้ต้องการผู้นำที่พูดแรงแล้วถอย แต่ต้องการผู้นำที่เข้าใจว่า ความมั่นคงของประเทศไม่ใช่เรื่องอารมณ์ ไม่ใช่เรื่องคะแนนนิยม และไม่ใช่เวทีทดลองวาทกรรม คนที่หวังจะนำประเทศ ต้องพูดให้ตรงกับความหมาย และยืนให้ได้กับคำพูดของตัวเอง เพราะความมั่นคงของชาติ ไม่ได้สร้างจากคำแก้ตัว แต่สร้างจากความรับผิดชอบต่อคำพูดและการตัดสินใจของผู้นำ
สิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่านั้นในคลิปไอซ์–แม่ค้า คือไอซ์ยังพยายามคาดคั้นแม่ค้าว่า “ดูข่าวทีวีช่องไหน” “ไปฟังเฟกนิวส์จากที่ไหนมา” คำถามลักษณะนี้ไม่ใช่การตรวจสอบข้อมูล แต่เป็นการตั้งกรอบทางจิตวิทยา เพื่อทำให้คนถามเริ่มสงสัยการรับรู้ของตัวเอง ว่าสิ่งที่คิด สิ่งที่จำ อาจเป็นเพราะถูกหลอก ถูกปั่น หรือรับข้อมูลผิดแหล่ง ทั้งที่ต้นตอของคำถามไม่ได้มาจากข่าวช่องไหน แต่มาจากคำพูดของนักการเมืองที่เคยเกิดขึ้นจริง
นี่คือสิ่งที่ในทางจิตวิทยาเรียกว่า gaslighting การบิดกรอบความจริงเพื่อทำให้คู่สนทนาสูญเสียความมั่นใจในสติสัมปชัญญะของตัวเอง ไม่ใช่การโต้แย้งด้วยเหตุผล แต่คือการทำให้คำถามกลายเป็นปัญหาของคนถาม และทำให้ประชาชนธรรมดาดูเหมือนเป็นเหยื่อของเฟคนิวส์ ทั้งที่พวกเขาแค่จำสิ่งที่นักการเมืองเคยพูดได้
เมื่อคำถามว่า “ทำไมด้อยค่าทหาร” ถูกเบี่ยงไปเป็นคำถามว่า “คุณไปฟังใครมา” ประเด็นหลักจึงถูกย้ายจากความรับผิดชอบของผู้พูด ไปเป็นความผิดพลาดของผู้ฟัง และนี่ไม่ใช่การสื่อสารกับประชาชนในฐานะเจ้าของอำนาจอธิปไตย แต่คือการบงการทางวาทกรรม เพื่อทำให้เสียงของคนตัวเล็กหมดความหมายลงอย่างแนบเนียน
เมื่อคำถามนี้เริ่มแรงขึ้น คำอธิบายใหม่ก็ถูกหยิบมาใช้ หนึ่งในนั้นคือเรื่องการซื้อเครื่องบินกริพเพน เท้ง ณัฐพงษ์ อ้างว่าพรรคประชาชนสนับสนุนการซื้อกริพเพน ถึงขั้นใช้คำว่าเอาไป “ทิ้งไข่” ในเขมร เพื่อยืนยันว่าพรรคนี้รักทหารและสนับสนุนความมั่นคงของประเทศ
แต่ข้อเท็จจริงคือ การตัดสินใจซื้อกริพเพนเกิดขึ้นในชั้นคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2568 หลังการปะทะชายแดนไทย–กัมพูชารอบแรกไปแล้ว ไม่ได้เกิดจากการโหวตในสภา และไม่เกี่ยวข้องกับฝ่ายค้านตั้งแต่ต้น การพิจารณาของสภาในเวลาต่อมา เป็นเพียงการผ่านงบประมาณทั้งฉบับ ไม่ใช่การโหวตซื้ออาวุธรายชิ้น และไม่เปิดช่องให้พรรคใดอ้างความเป็นเจ้าของได้
การอ้างว่าพรรค “โหวตสนับสนุนในชั้นกรรมาธิการ” ก็เช่นกัน กรรมาธิการไม่มีอำนาจอนุมัติการจัดซื้อยุทโธปกรณ์ การไม่คัดค้านงบที่ฝ่ายบริหารตัดสินใจไปแล้ว ไม่ใช่การผลักดัน และไม่ใช่ผลงาน แต่ถูกหยิบมาใช้เป็นเครื่องมือสื่อสารเพื่อหลบคำถามเรื่องทัศนคติที่แท้จริง
และจริงๆ แล้วกริพเพนที่ใช้ไป “ทิ้งไข่” เพื่อปกป้องอธิปไตยเที่ยวนี้นั้นสั่งซื้อมาตั้งแต่พรรคอนาคตใหม่ซึ่งพรรคประชาชนสืบทอดดีเอ็นเอมายังไม่ก่อกำเนิด
ทั้งหมดนี้สะท้อนภาพเดียวกัน คือพรรคประชาชนกำลังพยายามตอบคำถามประชาชน โดยไม่กล้ายืนอยู่กับอุดมคติของตัวเองในอดีต พรรคที่เคยตั้งคำถามกับบทบาททหารอย่างแข็งกร้าว กำลังพยายามรีแบรนด์ตัวเองเป็นพรรครักทหาร โดยไม่เคยรับผิดชอบต่อคำพูดที่เคยใช้
ปัญหาจึงไม่ใช่ว่าพรรคประชาชนรักหรือไม่รักทหาร แต่คือการไม่ซื่อสัตย์กับตัวเอง และการหวังว่าประชาชนจะลืมสิ่งที่เคยได้ยิน ทั้งที่ร่องรอยทางดิจิทัลยังอยู่ครบ และความรู้สึกของผู้คนยังไม่หายไปไหน
การเมืองแบบนี้ไม่ใช่การฟังประชาชน แต่คือการเอาชนะประชาชนด้วยเทคนิค ใช้เสียงดัง ใช้ความเร็ว ใช้การบิดกรอบ และใช้การอธิบายย้อนหลังเพื่อเอาตัวรอดทางการเมือง ซึ่งไม่ต่างจากการเมืองแบบเก่าที่เปลี่ยนเพียงภาษา แต่ยังคงท่าทีเดิม คือพูดให้ได้เปรียบ และทำให้คนตัวเล็กดูผิดเพราะสู้ไม่ทัน
สุดท้ายแล้ว ประชาชนไม่ได้ต้องการผู้นำที่พูดแรงแล้วถอย แต่ต้องการผู้นำที่กล้ายืนอยู่กับความคิดของตัวเอง ไม่ว่าจะถูกหรือผิด เพราะความมั่นคงของประเทศไม่ได้สร้างจากคำแก้ตัว แต่สร้างจากความรับผิดชอบต่อคำพูด และความซื่อตรงต่ออุดมคติของผู้นำในวันที่กระแสไม่เป็นใจ
และนี่คือเหตุผลที่คำถามของแม่ค้าคนนั้นยังไม่จบ ไม่ใช่เพราะเธอพูดไม่เก่ง แต่เพราะคำถามนั้นยังไม่เคยได้รับคำตอบที่ซื่อสัตย์จริง ๆ จากพรรคประชาชนเลยสักครั้ง
ติดตามผู้เขียนได้ที่ https://www.facebook.com/surawich.verawan


