ปิดท้ายสัปดาห์นี้...คงต้องแวะไปดูคุณปู่อิหร่านกันหน่อยนั่นแหละทั่น!!! เพราะถ้าฟังกันแต่เฉพาะข่าวตะวันตกหรือแม้แต่ใครต่อใครในบ้านเราก็เถอะ ดูๆ แล้ว“ระบอบปกครองอิสลาม”ของอิหร่านชักทำท่าจะไปแหล่-มิไปแหล่ ใกล้เจ๊ง ใกล้พังพินาศเต็มที ยิ่งประเภทที่ดันไปเชื่อผู้นำอเมริกา อย่าง “ทรัมป์บ้า”ที่ออกมาปล่อยข่าวเฟกนิวส์ ออกมาทวีต ว่าผู้นำอิหร่าน อิหม่าม “Ali Khamenei” ถึงกับ “เผ่นหนีไปรัสเซีย” เป็นที่เรียบร้อยแล้ว อันนี้...อาจต้อง “ออกลูกเป็นลิง” กันเห็นๆ...
คือถึงจะตึงไม้-ตึงมือ ตึงเครียดกันในระดับไหนก็ตาม ด้วยเหตุเพราะสิ่งที่เรียกว่า “การประท้วง”รัฐบาลอิหร่านในเรื่องเศรษฐกิจ เรื่องค่าเงินและอะไรต่อมิอะไรก็ตาม เอาไป-เอามาแล้ว...มันก็น่าจะออกไปในแนวอย่างที่เลขาธิการสภาสูงสุดความมั่นคงแห่งชาติอิหร่าน หรือ “SNSC”“นายAli Larijani” ท่านได้ตั้งข้อสังเกตเอาไว้นั่นแหละว่า มันออกอาการคล้ายๆ กับพวก “Daesh”หรือพวก “ISIS”พวกก่อการร้ายอิสลามแบบสุดโต่ง อะไรทำนองนั้น คือไม่ใช่แค่ฮือไปเผาสถานที่ราชการ ธนาคาร สถานที่จอดรถประจำทาง ไปจนสุเหร่าอิสลาม ฯลฯเท่านั้น แต่ยังพร้อมโจมตีตอบโต้เจ้าหน้าที่ผู้รักษาความสงบแบบยิงกันสนั่นเมือง แถมยังจับเจ้าหน้าที่มาประหารแบบ “ฆ่าตัดคอ” หรือแบบเดียวกับผู้ก่อการร้าย “ISIS”นั่นแหละ...
ด้วยเหตุนี้...จำนวนเจ้าหน้าที่ผู้รักษาความสงบถึงกับต้องเด๊ดสะมอเร่ย์ อิน เดอะ เท่งทึง ไปแล้วกว่าร้อยราย หรือประมาณ 109 ราย ถ้าว่ากันตามรายงานข่าวของสำนักข่าว “Tasnim News Agency”หรือถึงกับต้องประกาศ “ไว้ทุกข์” อย่างเป็นทางการรวม 3 วัน แต่ก็นั่นแหละ...ด้วยลักษณะอาการที่มันไม่ได้ออกไปทาง “การประท้วง”แต่หนักไปทางคิดจะ “ปฏิวัติสี”หรือคิดโค่นล้ม“เปลี่ยนระบอบการปกครอง” อย่างเห็นได้โดยชัดเจนมันเลยกลายเป็นตัว “กระตุ้นความรู้สึก”ของชาวอิหร่าน ให้เกิดความโกรธ กริ้ว ฉิวฉุน ต่อความพยายาม“แทรกแซงกิจการภายใน” ของพวกศัตรู-คู่กัดอิหร่านทั้งหลาย ไม่ว่าคุณพ่ออเมริกาหรือพันธมิตรอย่างอิสราเอลก็ตาม บรรดาลูกหลานชาวเปอร์เซียนับล้านๆที่เคยยิ่งใหญ่เกรียงไกร ตั้งแต่อเมริกายังคงเป็นวุ้น เป็นสัมภเวสีอยู่ที่ไหนก็แล้วแต่ เลยออกมาชุมนุมสนับสนุนรัฐบาลที่กรุงเตหะราน และอีกหลายๆเมือง ชนิดมืดฟ้ามัวดินถ้ามองจากภาพถ่ายที่เห็นจากเมื่อช่วงวันจันทร์ที่ผ่านมา (12 ม.ค.)...
ส่วนที่ “ตายกันเยอะ” ระดับกว่า 500 หรือเป็นพันๆคนนั้น ก็อาจมีทั้งพวกเจ้าหน้าที่ผู้รักษาความสงบไปจนถึงพวก “สายลับ Mossad”ที่อดีตผู้อำนวยการ “CIA” หรือรัฐมนตรีต่างประเทศอเมริกายุค “ทรัมป์บ้า” สมัยแรก“นายMike Pompeo”ออกมาคุยโม้โอ้อวดว่า เต็มไปด้วย “สายลับ Mossad”อยู่ทั่วท้องถนนในกรุงเตหะราน อะไรทำนองนั้นการไล่ล่าระหว่างฝ่ายรัฐบาล กับฝ่ายก่อการร้าย หรือฝ่ายที่คิดจะฉวยจังหวะแทรกแซงเพื่อล้มล้างระบอบปกครองอิหร่าน มันจึงน่าจะอยู่ในขั้นที่พอจะ“เอาอยู่”ไม่ได้ถึงกับหนียะย่ายพ่ายจะแจ หรือหนีไปรัสเซียอย่างที่ผู้นำอเมริกาได้ออกข่าวเฟกนิวส์ หรือฟักนิวส์ เอาไว้ก่อนล่วงหน้า และถ้าหากคิดจะ “รุมกระทืบซ้ำ”ด้วยการส่งเครื่องบินโจมตีไป “บอมม์ม์ม์” อิหร่าน เหมือนครั้งปฏิบัติการร่วมระหว่างอเมริกา-อิสราเอลในช่วง “สงคราม 12 วัน” ที่เพิ่งผ่านมา โอกาสที่จะถูก “แก้แค้น-เอาคืน”แบบหนักหนา-สาหัสไม่น้อยไปกว่ากัน หรือแบบที่ทำให้อิสราเอลแทบราพณาสูรจนต้องไปขอร้องให้ “ทรัมป์บ้า”ช่วยเจรจายุติการหยุดยิงกับอิหร่าน ย่อมมีความเป็นไปได้สูงเอามากๆ...
เพราะคงต้องยอมรับนั่นแหละว่า...อิหร่านเขาคงต่างไปจากเวเนซุเอลาอยู่พอสมควร โดยเฉพาะในเรื่องเทคนิค เทคโนโลยี ที่ใช้ในการสงคราม เฉพาะแค่ข่าวเรื่องขีดความสามารถในการปิดสัญญาณดาวเทียม “Starlink”ของ “นายElon Musk”ที่แม้ยังไม่อาจสรุปได้ว่าจริง-ไม่จริง แต่ก็พอจะสะท้อนให้เห็นถึงความก้าวหน้า ก้าวไกล ของบรรดาชาวอิหร่านที่คงมิอาจประมาทได้ง่ายๆ โดยเฉพาะคุณปู่อิสราเอลที่เคยรับประทาน “จรวด Hypersonic” ของอิหร่านช่วง “สงคราม12 วัน” ชนิดจุกแอ้ด!!! มูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจนับเป็นหมื่นๆ ล้านดอลลาร์ การคิดจะ “รุมกระทืบซ้ำ”แบบไม่ดูตาม้า-ตาเรือ หรือแบบ“เอามันซ์ซ์ซ์”เข้าว่าย่อมหนีไม่พ้นต้องมีอันเสวยผลกรรมในแบบ “ทุกขะโต ทุกขะถานัง” หรือ “ตีตูดเขาดันมาเข้าตูดตัว” อะไรประมาณนั้น โดยเฉพาะเมื่อรัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน“นายAbbas Araghchi”ท่านออกมาป่าวประกาศแบบเสียงดัง-ฟังชัดว่า...อิหร่านพร้อมแล้วที่จะรับมือกับสงครามทุกรูปแบบ โดยการเตรียมพร้อมคราวนี้หนักแน่น เอาจริง-เอาจัง ยิ่งกว่าครั้ง “สงคราม 12 วัน” เสียอีก...
แต่จะอย่างไรก็ตาม...โดยสถานะและสภาพความเป็นไปของศัตรู-คู่กัดอิหร่านอย่างคุณปู่อิสราเอล ก็น่าจะเป็นอย่างที่ประธานศูนย์ศึกษาตะวันออกกลาง “นายMurad Sadygzade” เขาได้ตั้งสังเกต ตั้งสมมติฐาน เอาไว้ในข้อเขียน บทความ เรื่อง “Crises, Competition and Conflict : What’s in store for the Middle East 2026”เมื่อช่วงปีใหม่ที่ผ่านมานั่นแหละว่า ด้วยเหตุเพราะ“การเมืองภายใน”อิสราเอลนั้น มันเป็นอะไรที่ยากส์ส์ส์จะหา “จุดลงตัว” ได้ง่ายๆ เรียกว่า...เลือกตั้งกัน 4 ครั้ง 5 ครั้งก็ยังหารัฐบาลที่มีเสถียรภาพมั่นคงแทบไม่ได้เอาเลยการอาศัย “การเมืองภายนอก” หรืออาศัย “สงคราม”เป็นทางออก จึงกลายเป็น “กรรมวิธี” ที่ผู้นำอิสราเอลอย่าง “นายBenjamin Netanyahu” นำมาปรับใช้ ประยุกต์ใช้ ด้วยการอาศัย “สงคราม”เป็นตัวหล่อเลี้ยงอำนาจของตัวเองให้พออยู่รอดปลอดภัยจนตราบเท่าทุกวันนี้...
แต่ด้วย “กรรมวิธี” ดังกล่าว...แม้จะทำให้ “คณะรัฐบาล”ยังพอประคองตัวรอดอยู่ได้ แต่นั่นก็ส่งผลให้บรรดาพวก “ขวาสุดโต่ง”ในอิสราเอลทั้งหลาย มีบทบาท มีความสำคัญเพิ่มยิ่งขึ้นเรื่อยๆ และยิ่งเกิดความกระตือรือร้น ความกระเหี้ยนกระหือรือ ที่จะสร้างความยิ่งใหญ่ เกรียงไกร ให้กับประเทศอิสราเอล ให้กลายเป็น “Greater Israel” ให้จงได้!!! หรือให้กลายเป็นอาณาจักรอิสราเอลเมื่อครั้งโบร่ำโบราณ ที่ว่ากันว่ามีอาณาเขตใหญ่โต กว้างขวาง ตั้งแต่ลุ่มแม่น้ำไนล์ในอียิปต์ครอบคลุมไปถึงจอร์แดน ซีเรีย เลบานอน อิรักและพื้นที่บางส่วนของซาอุดีอาระเบียโน่นเลย อันนี้นี่แหละ...ที่มันเลยทำให้วิกฤต-ความขัดแย้ง-การแข่งขันใน “แนวรบตะวันออกกลาง” ยากที่จะผ่อนคลายลงไปได้ง่ายๆ ความพยายามยึดครองดินแดนฉนวนกาซา ขยายเขตตั้งถิ่นฐานชาวอิสราเอลในเวสต์ แบงก์ คิดจะเข้าไปปลดอาวุธพวก “Hezbollah”ในเลบานอน สนับสนุนพวก “Druze” และพวก “Kurds” ในการแผ่อิทธิพลอิสราเอลเข้าไปในซีเรีย ยุแหย่ให้สหพันธรัฐอาหรับเอมิเรสต์ หรือ“ยูเออี” ที่ใกล้ชิดกับตัวเองขัดแย้งกับอดีตพันธมิตรอย่างซาอุดีอาระเบีย ในการฉีกประเทศเยเมนออกไปเป็นชิ้นๆ ไปจนถึงการเปิดศึกโดยตรงกับอิหร่าน จึงกลายเป็นสิ่งที่ช่วยให้ “การเมืองภายใน” ของอิสราเอล ไม่ถึงกับ “แตกดังโพละ” เอาง่ายๆ!!!
อันนี้นี่เอง...ที่มันแทบไม่ต่างอะไรไปจากคุณพ่ออเมริกาพันธมิตรรายสำคัญของอิสราเอลเขานั่นแหละ ที่โอกาส “แตกดังโพละ” เพราะปัญหาอะไรต่อมิอะไรได้เสมอ ไม่ว่าปัญหาความขัดแย้ง การแบ่งขั้ว แบ่งข้าง ในทางการเมืองที่ออกจะหนักหนา-สาหัสยิ่งกว่าการแบ่งเหลือง-แบ่งแดง-แบ่งส้ม ในบ้านเราไม่รู้กี่เท่าต่อกี่เท่า ชนิดอาจนำไปสู่ “สงครามกลางเมือง” วันหนึ่ง-วันใดได้ไม่ยาก ปัญหาหนี้สินที่ชดใช้เท่าไหร่ก็ไม่หมด ไม่ว่าชาติหน้าตอนบ่ายๆ หรือชาติไหนต่อชาติไหนก็แล้วแต่ ปัญหาความเสื่อมโทรมทางเศรษฐกิจ ไม่ว่าเรื่องเงินเฟ้อที่กดยังไงก็กดไม่อยู่ ค่าเงินดอลลาร์ที่เสื่อมเอาๆ ฯลฯ การหันไปอาศัย “สงคราม” เป็นทางออก ทางรอด หรือเป็นตัวประคับประคอง “อำนาจ” ของรัฐบาลให้อยู่รอดปลอดภัยไปเป็นระยะๆ มันเลยทำให้ผู้ที่อยากจะเป็น “นักสันติภาพ”อย่าง “ทรัมป์บ้า” หันมาใช้ “ลูกบ้า” ในการเล่นงานใครต่อใคร ไม่ว่าการจับตัวผู้นำเวเนซุเอลาไป “เรียกค่าไถ่” ขู่ประเทศคิวบาให้คลานมา “Kiss Ass” ตัวเองให้จงได้ เตรียมวางแผนยึดเกาะกรีนแลนด์อย่างเป็นงาน-เป็นการ อันนี้...ถ้าว่ากันตามรายงานข่าวของสื่ออังกฤษอย่าง “Daily Mail” เมื่อวัน-สองวันมานี้ หันไปขู่ประเทศเม็กซิโกว่าจะเข้าไปปราบยาเสพติดไปจนออกปากเตือนให้ผู้นำโคลอมเบีย “ระวังก้น...ของตัวเองให้ดี” ฯลฯ สิ่งต่างๆ เหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นภาพสะท้อนให้เห็นว่าอเมริกากับพันธมิตรอันศักดิ์สิทธิ์อย่างอิสราเอล แทบไม่ได้ต่างอะไรไปจากกันนั่นแล...
แต่การอาศัย “สงคราม” เป็นทางออก ทางรอด ก็ไม่ใช่เป็นเรื่องที่จะปอกกล้วยเข้าปากมากมายสักเท่าไหร่ ถึงจะจับตัวประธานาธิบดี “Nicolas Maduro” มาเรียกค่าไถ่ได้เป็นผลสำเร็จ จนถึงกับสถาปนาตัวเองเป็น“รักษาการ” ประธานาธิบดีเวเนซุเอลาเอาเลยถึงขั้นนั้น ยึดเรือน้ำมันรัสเซียและประเทศต่างๆ จนถึงกับคุยโม้ โอ้อวดว่าสามารถควบคุมน้ำมันในตลาดโลกได้ 55 เปอร์เซ็นต์ แต่ครั้นจะเชิญให้บริษัทน้ำมันอเมริกันเข้าไปลงทุนในเวเนซุเอลาบรรดาบริษัทต่างๆ ต่างเผ่นหนีกันอุตลุด เพราะอย่างที่ “CEO” บริษัท “Exxon”“นายDarren Woods” เขาได้ให้เหตุผลเอาไว้นั่นแหละว่า ถ้ารัฐบาลอเมริกันไม่สามารถ “รับประกันการลงทุนในระยะยาว” ไม่สามารถครอบครอง ครอบงำดินแดนแห่งนี้ให้กลายเป็น “อาณานิคม” ไปได้ตลอดกาล การลงทุนใดๆ ก็ตามย่อมมี “ความเสี่ยง” อยู่เสมอโดยเฉพาะสำหรับธุรกิจน้ำมันที่ต้องอาศัยช่วงเวลาไม่ต่ำกว่า 15 ปีในการทำกำไร อันเป็นช่วงเวลาที่นักเรียกค่าไถ่อย่าง “ทรัมป์บ้า” อาจเส้นโลหิตในสมองแตกตาย เพราะยังมัวแต่ “บ้า” ทั้งที่แก่แสนแก่ใกล้จะเข้าโลงเต็มที...
นั่นยังไม่รวมไปถึงบรรดาทหารเดนมาร์กที่พร้อมจะฮึดสู้เพื่อปกป้องอธิปไตยในเกาะกรีนแลนด์ แม้ว่าจะต้องรบกับประเทศ “NATO” ด้วยกันเองก็ตาม ไปจนชาวเม็กซิโก โคลอมเบีย คิวบา ฯลฯ ที่คงไม่ต่างไปจากบรรดาชาวอิหร่านที่ออกมารวมหัว รวมตัวนับเป็นล้านๆ เพื่อปฏิเสธและต่อต้านการแทรกแซง การละเมิดอธิปไตยของประเทศตัวเองไม่พร้อมที่จะยอมเป็น “ทาส” หรือเป็น“อาณานิคม” ของใครเอาง่ายๆ อันเนื่องมาจากโลกยุคใหม่มันต่างไปจากยุคนักล่าอาณานิคม ยุคจักรวรรดินิยม หรือยุค “Monroe Doctrine” แบบชนิดมิอาจหวนกลับคืนไปเป็นเช่นเดิมได้อีกต่อไปแล้ว มีแต่ต้องให้ความเคารพต่ออธิปไตย ความเสมอภาคและความถูกต้องยุติธรรม ตามแบบฉบับของ “โลกหลายขั้วอำนาจ”อย่างมิอาจปฏิเสธและหลีกเลี่ยงได้เลย...


