xs
xsm
sm
md
lg

วาทกรรม “ใบอนุญาตใบที่2” การบิดเบือนของแนวร่วมพรรคส้ม

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


ปิยบุตร แสงกนกกุล
หนึ่งความคิด
สุรวิชช์ วีรวรรณ

 ถ้าเราติดตามความคิดเของฝ่ายที่สนับสนุนพรรคประชาชนหรือพรรคส้ม เราจะเห็นว่า มีความพยายาม พูดว่า การที่ใครจะได้อำนาจรัฐนั้น ต้องมี “ใบอนุญาตที่ 2” พวกเขาอธิบายว่า “ในอนุญาตใบแรก” ก็คือ การเลือกตั้งจากประชาชน ส่วน “ใบอนุญาตที่ 2”นั้น เป็นเจ้าของอำนาจตัวจริง ที่พยายามชี้เป้าไปที่ยอดสุดของสังคมไทย

การพูดถึง “ใบอนุญาตที่ 2” ในการเมืองไทย ไม่ได้เป็นเพียงกรอบวิเคราะห์เชิงโครงสร้างอย่างที่ผู้เสนอพยายามทำให้ดูเป็นกลาง หากแต่ตั้งอยู่บนฐานคิดทางการเมืองที่มีทิศทางชัดเจน และมีเป้าหมายแอบแฝงที่สอดคล้องกันในหมู่ผู้พูดถึงแนวคิดนี้ นั่นคือความพยายามผลักดันวาระการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ เพื่อลดทอนบทบาทและสถานะของพระมหากษัตริย์ในระบบการเมืองไทย พร้อมกันนั้นก็เชื่อมโยงวาระดังกล่าวเข้ากับการสนับสนุนพรรคประชาชน และความเชื่อว่าพรรคที่ได้อันดับหนึ่งควรได้เป็นรัฐบาลโดยอัตโนมัติ ทั้งที่ในระบบรัฐสภาไทยไม่เคยมีกติกานั้นอยู่จริง

แนวคิดเรื่อง “การเมือง 2 ใบอนุญาต” ที่ถูกอธิบายโดย ปิยบุตร แสงกนกกุล ผู้ก่อตั้งพรรคส้ม มักเริ่มต้นด้วยถ้อยคำที่ดูเป็นกลางทางทฤษฎี กล่าวคือ การได้อำนาจจากประชาชนผ่านการเลือกตั้งเป็นเพียง “ใบอนุญาตใบแรก” แต่รัฐบาลใดจะอยู่รอด ต้องได้ “ใบอนุญาตใบที่สอง” จากอำนาจอื่นที่ไม่ผ่านการเลือกตั้งด้วย แต่เมื่อพิจารณาให้ลึกลงไป คำอธิบายนี้ไม่ได้ตั้งคำถามกับกติกาในฐานะกติกาที่ทุกฝ่ายรับรู้และยอมรับร่วมกันตั้งแต่ต้น หากแต่ตั้งคำถามกับผลลัพธ์ของกติกา เมื่อผลลัพธ์นั้นไม่เป็นไปตามที่ฝ่ายตนเองต้องการ

ประเด็นสำคัญคือ ในการเลือกตั้งครั้งที่แล้วพรรคการเมืองที่ถูกอ้างอิงอยู่ในกรอบความคิดนี้ โดยเฉพาะพรรคส้ม เลือกลงแข่งขันภายใต้รัฐธรรมนูญ 2560 ทั้งที่รู้ดีตั้งแต่ต้นว่ากติกาถูกออกแบบอย่างไร บทเฉพาะกาล 5 ปีทำงานอย่างไร อำนาจของวุฒิสภามาจากไหน และเส้นทางการเข้าสู่อำนาจถูกวางไว้แบบใด การลงแข่งขันจึงไม่ใช่การถูกบังคับ แต่เป็นการตัดสินใจยอมรับกติกาโดยปริยาย

ในความจริงแล้วในระบบรัฐสภา ไม่เคยมีกติกาใดระบุว่า พรรคที่ได้อันดับหนึ่งต้องได้เป็นรัฐบาลโดยอัตโนมัติ หลักการที่ใช้จริงและใช้มาโดยตลอดคือ พรรคหรือกลุ่มพรรคที่สามารถรวบรวมเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรได้ ย่อมมีสิทธิ์จัดตั้งรัฐบาล ไม่ว่าพรรคนั้นจะมาเป็นอันดับหนึ่งหรืออันดับสอง นี่คือหลักพื้นฐานของประชาธิปไตยแบบรัฐสภา ไม่ใช่กติกาที่ถูกคิดขึ้นมาเพื่อกันพรรคใดพรรคหนึ่ง

แต่กลุ่มที่พูดถึง “ใบอนุญาตที่ 2” มักพยายามทำให้สังคมเข้าใจกลาย ๆ ว่า การที่พรรคซึ่งได้อันดับหนึ่งไม่ได้จัดตั้งรัฐบาล คือความผิดปกติของประชาธิปไตย ทั้งที่ในความเป็นจริง ความผิดปกติจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อมีการแทรกแซงการรวบรวมเสียงข้างมากในสภาอย่างผิดกติกา ซึ่งจนถึงวันนี้ ก็ยังไม่มีหลักฐานเชิงประจักษ์ว่ามีอำนาจใดเข้ามาบงการหรือขัดขวางกระบวนการดังกล่าว

พวงทอง ภวัครพันธุ์

 ธงชัย วินิจจะกูล

 อธึกกิต แสวงสุข
   ในจุดนี้ ความเห็นของ อธึกกิต แสวงสุข หรือใบตองแห้ง แบกพรรคส้ม เข้ามาเสริมภาพเดียวกันอย่างชัดเจน ใบตองแห้งมักอธิบายการเมืองไทยว่าเป็นระบบที่ “ดีลกันหลังฉาก” และรัฐบาลที่ไม่ยอมรับเงื่อนไขของอำนาจเดิมย่อมไปไม่รอด แม้จะได้เสียงจากประชาชนก็ตาม แต่ปัญหาคือ คำอธิบายของเขาเช่นเดียวกับแนวคิดใบอนุญาตที่ 2 มักหยุดอยู่ที่การเล่าเรื่องเชิงความรู้สึกและท่าทีทางการเมือง มากกว่าการชี้หลักฐานเชิงรูปธรรมว่า ใครคือผู้ใช้อำนาจนั้น และใช้อย่างไรกับรัฐบาลใดเป็นการเฉพาะ

เมื่อคำว่า “อำนาจนอกระบบ” หรือ “ชนชั้นนำ” ถูกใช้ซ้ำ ๆ โดยไม่ระบุให้ชัด มันจึงเปิดช่องให้ผู้ฟังเชื่อมโยงไปถึงสถาบันพระมหากษัตริย์โดยปริยาย และนี่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ เพราะทั้งใบตองแห้งและกลุ่มที่คิดในแนวทางเดียวกัน ต่างก็มีจุดยืนชัดในเรื่องการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ และไม่ยอมรับบทบาทของสถาบันในฐานะเสาหลักทางการเมืองและสัญลักษณ์ของรัฐไทย

ในทำนองเดียวกัน ธงชัย วินิจจะกูล อธิบายปัญหาการเมืองไทยผ่านกรอบประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม โดยมองว่าสังคมไทยยังอยู่ภายใต้อำนาจอภิสิทธิ์ชน และประชาชนไม่เคยเป็นเจ้าของอำนาจสูงสุดอย่างแท้จริง แม้การวิเคราะห์ของธงชัยจะดูเป็นเชิงโครงสร้างและไม่กล่าวถึงพรรคการเมืองใดโดยตรง แต่เมื่อถูกนำมาใช้ร่วมกับแนวคิดใบอนุญาตที่ 2 ก็ทำหน้าที่เสริมความชอบธรรมให้กับข้อเสนอทางอุดมการณ์เดียวกัน คือการลดทอนความชอบธรรมของโครงสร้างรัฐที่มีสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นแกนกลาง

ขณะที่ พวงทอง ภวัครพันธุ์ อีกหนึ่งนักวิชาการเสื้อคลุมส้ม ไม่ได้ใช้คำว่า “ระบบ 2 ใบอนุญาต” แบบปิยบุตร แต่ในเนื้อหา พวงทองอธิบายปรากฏการณ์เดียวกันอย่างชัดเจน นั่นคือการเมืองไทยดำรงอยู่ภายใต้โครงสร้างอำนาจคู่ขนาน ระหว่างอำนาจจากการเลือกตั้งกับอำนาจที่ไม่ผ่านการเลือกตั้ง โดยอำนาจหลังยังคงมีศักยภาพในการกำหนดชะตารัฐบาลผ่านกลไกกฎหมาย องค์กรอิสระ กระบวนการยุติธรรม และการนิยามความชอบธรรมทางศีลธรรม ทำให้รัฐบาลที่มาจากประชาชนต้องถูกตรวจสอบ ตั้งคำถาม และจำกัดขอบเขตการทำงานมากกว่าปกติ แม้จะมีเสียงข้างมากในสภาก็ตาม

พวงทองเห็นว่าโครงสร้างเช่นนี้ทำให้ประชาธิปไตยไทยไม่เคยมีเสถียรภาพ เพราะผลเลือกตั้งไม่ใช่คำตัดสินสุดท้าย แต่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการต่อรอง เมื่อรัฐบาลใดไม่สอดคล้องกับกรอบอำนาจเดิม ก็จะถูกทำให้กลายเป็น “รัฐบาลปัญหา” หรือ “ภัยต่อชาติ” เพื่อเปิดทางให้การแทรกแซงซ้ำ ๆ จนสังคมเคยชินกับการโค่นรัฐบาลจากการเลือกตั้ง และติดอยู่ในวงจรเลือกตั้ง–ล้มรัฐบาล–เขียนกติกาใหม่ไม่รู้จบ สรุปสั้นที่สุดคือ ถ้าปิยบุตรเรียกมันว่า “การเมือง 2 ใบอนุญาต” พวงทองกำลังบอกว่า นี่คือรัฐที่ยังไม่ยอมรับเสียงประชาชนเป็นอำนาจสูงสุดจริง ๆ ต่างถ้อยคำ แต่เป็นภาพเดียวกัน และคำถามปลายทางก็ยังเหมือนเดิมว่า ประเทศไทยจะยอมให้การเลือกตั้งเป็นแค่พิธีกรรมผ่านด่านแรกไปอีกนานแค่ไหน

เมื่อมองรวมกัน จะเห็นได้ว่า ผู้ที่พูดถึง “ใบอนุญาตที่ 2” ไม่ได้เป็นเพียงนักวิชาการหรือคอลัมนิสต์ที่ตั้งคำถามเชิงทฤษฎี แต่เป็นกลุ่มบุคคลที่มีจุดยืนทางการเมืองไปในทิศทางเดียวกัน คือ ไม่ยอมรับบทบาทของสถาบันกษัตริย์ สนับสนุนการปฏิรูปสถาบันในเชิงลดทอนอำนาจ และสนับสนุนพรรคประชาชนให้เข้ามาบริหารประเทศ ภายใต้ความเชื่อว่าพรรคที่ได้อันดับหนึ่งควรได้เป็นรัฐบาล แม้จะไม่มีกติกานั้นรองรับก็ตาม

เมื่อการเมืองไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง ผมคิดว่าแนวคิดเรื่อง “ใบอนุญาตที่ 2” จึงถูกหยิบมาใช้เป็นคำอธิบาย เพื่อเปลี่ยนความพ่ายแพ้ทางการเมืองให้กลายเป็นความอยุติธรรมเชิงโครงสร้าง โดยไม่ต้องตั้งคำถามกับการตัดสินใจเชิงยุทธศาสตร์ของพรรคการเมืองเอง ไม่ต้องตั้งคำถามกับความสามารถในการรวบรวมเสียงข้างมาก และไม่ต้องตั้งคำถามกับการประเมินสังคมไทยที่อาจคลาดเคลื่อน

การเชื่อมโยงแนวคิดนี้เข้ากับเรื่องรัฐประหารก็เช่นเดียวกัน กลุ่มที่ใช้กรอบใบอนุญาตที่ 2 มักอธิบายว่ารัฐประหารคือเครื่องมือของอำนาจเหนือประชาชน ทั้งที่ในความเป็นจริง รัฐประหารไทยทุกครั้งเกิดจากวิกฤตความขัดแย้งทางการเมืองที่ระบบปกติไม่สามารถคลี่คลายได้ ไม่ว่าจะเป็นความรุนแรงบนท้องถนน ทางตันทางรัฐสภา หรือวิกฤตความชอบธรรมของรัฐบาล การตัดบริบทเหล่านี้ออกไป แล้วโยงทุกอย่างเข้ากับอำนาจลึกลับเพียงอย่างเดียว คือการอธิบายแบบเลือกข้อมูล

ถ้าเราอยู่กับความเป็นจริง กองทัพไม่ใช่อำนาจที่ลอยอยู่เหนือรัฐ แต่เป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างรัฐ และในทุกครั้งหลังการยึดอำนาจ อำนาจก็ถูกส่งคืนสู่ประชาชนผ่านการเลือกตั้ง แม้อาจมีช่วงเปลี่ยนผ่านหรือกติกาใหม่ก็ตาม การเหมารวมว่ารัฐประหารคือแผนการของ “เจ้าของใบอนุญาตที่ 2” จึงเป็นการลดทอนความซับซ้อนของปัญหาการเมืองไทย และหลีกเลี่ยงการตั้งคำถามกับนักการเมืองที่ไม่สามารถบริหารความขัดแย้งได้เอง

เมื่อพิจารณาทั้งหมดนี้ร่วมกัน แนวคิดเรื่อง “ใบอนุญาตที่ 2” จึงไม่ใช่เพียงกรอบวิเคราะห์ แต่เป็นวาทกรรมทางการเมืองที่ทำหน้าที่สนับสนุนวาระเฉพาะกลุ่ม สนับสนุนการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ สนับสนุนพรรคประชาชน และทำให้การไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลถูกอธิบายว่าเป็นผลจากอำนาจเหนือประชาชน มากกว่าผลจากกติกาและการตัดสินใจทางการเมืองที่ตนเองเลือกเข้าไปเล่น

ถ้าพูดกันแบบตรงไปตรงมา นี่คือกรอบความคิดที่บอกว่า ถ้าพรรคของเราได้อำนาจ นั่นคือเจตจำนงของประชาชน แต่ถ้าไม่ได้อำนาจ แปลว่ามีอำนาจอื่นแทรกแซง ทั้งที่กติกาเดียวกันนี้ถูกยอมรับตั้งแต่ต้น และถูกใช้กับทุกพรรคอย่างเท่าเทียม

คำถามที่สังคมควรถามจึงไม่ใช่ว่า มี “ใบอนุญาตที่ 2” หรือไม่ แต่คือ ใครกันแน่ที่ไม่ยอมรับกติกาเมื่อผลไม่เป็นไปตามใจตน และใครกันแน่ที่กำลังใช้ภาษาประชาธิปไตยเป็นเครื่องมือ เพื่อผลักดันวาระทางอุดมการณ์ของตนเอง โดยไม่ยอมรับข้อจำกัดของระบอบรัฐสภาที่ตนเลือกจะเข้าไปเล่นตั้งแต่ต้น

ติดตามผู้เขียนได้ที่

https://www.facebook.com/surawich.verawan


กำลังโหลดความคิดเห็น