ปิดท้ายสัปดาห์นี้...คงหนีไม่พ้นต้องไปว่ากันเรื่องปฏิบัติการ “ลักพาตัว-เรียกค่าไถ่” ของคุณพ่ออเมริกาต่อประธานาธิบดีเวเนซุเอลาและภรรยา ที่ดังสนั่นลั่นเลื่อนไปทั่วโลก และต้องยอมรับว่าก่อให้เกิดความซี๊ดๆ ซ๊าดๆต่อบรรดาพวก “ติ่งอเมริกา” กันเป็นจำนวนไม่น้อย เพราะเป็นอะไรที่ออกไปทาง “ฮีโร่มัยซิน...เด้อ” อย่างมิอาจปฏิเสธคือมีทั้งดับไฟ-ตัดสัญญาณการติดต่อสื่อสาร-ทิ้งระเบิด ฯลฯ ก่อนจู่โจมเด็ดหัวฝ่ายตรงข้ามแล้วตรงไปควักตัวผู้นำประเทศกันถึงในมุ้ง เรียกว่า...ออกไปทางคล้ายๆ “คนเหล็กมาเอง” คล้ายๆ คุณพี่ “Arnold Schwarzenegger” กำลังสำแดงเดช ในหนังฮอลลีวูด ประเภท “Commando” หรือ “Predator” อะไรประมาณนั้น!!!
ถึงขั้นที่ทำให้สำนักข่าว “MNA” ของอิหร่านช่วงแรกๆ อดที่จะอุทานออกมาเป็นข้อเขียน บทความ เรื่อง “Maduro arrest puzzle: Military operation or negotiated exit?” หรือถึงกับไม่แน่ใจว่ามันจะเป็นปฏิบัติการทางทหารหรือเป็นผลแห่งการเจรจากันแน่??? แต่ก็นั่นแหละ...หลังจากที่ทูตเวเนซุเอลาประจำอิหร่าน “Jose Rafael Silva Aponte” ท่านออกมายืนยัน เป็นมั่นเป็นเหมาะว่าไม่ได้เกิดจากการเจรจาใดๆ อยู่แล้วแน่ๆ ก็คงต้องยอมรับอย่างมิอาจปฏิเสธได้เลยว่า หน่วย “Delta Force” ของอเมริกานั้น มันยังเป็นอะไรที่มิอาจประมาทได้โดยเด็ดขาด ยังแสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพและพลังอำนาจที่ใครก็ตามซึ่งเป็นศัตรูกับจ้าวโลก ประมุขโลกอย่างคุณพ่ออเมริกามีแต่ต้องหนาวๆ-ร้อนๆ กันไปโดยตลอด...
แต่ก็นั่นแหละ...หลังจากจับตัว คว้าตัวมาได้แล้ว การ“เรียกค่าไถ่” ดังที่ “ทรัมป์บ้า” ผู้นำอเมริกาได้ให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ “The New York Post” เมื่อวันอาทิตย์ที่ 4 ม.ค.ที่ผ่านมาประมาณว่า... “เราควรที่จะเข้าไปบริหารจัดการประเทศนั้นๆ ให้ถูกต้อง ควรที่จะให้อยู่ในกฎและระเบียบ ให้สามารถก่อให้เกิดความได้เปรียบทางเศรษฐกิจที่เราสมควรจะได้ โดยเฉพาะต่อประเทศที่เต็มไปด้วยน้ำมันอันมีค่า และสิ่งอื่นๆ ที่มีราคาอีกมาก” อันนี้...คงต้องเรียกว่าไม่น่าจะง่าย หรือไม่น่าจะปอกกล้วยเข้าปากกันสักเท่าไหร่นัก และนั่นเอง...ที่ทำให้ “โจร” อย่าง “ทรัมป์บ้า” ไม่ได้คิดจะไปคว้าเอานาง “Maria Corina Machado” เจ้าของรางวัลโนเบล สันติภาพปีนี้ หรือบรรดาผู้นำฝ่ายค้านในเวเนซุเอลา มาตั้งเป็น“รัฐบาลหุ่น” หรือมาใช้เป็น “เครื่องมือ” ในการบริหารจัดการประเทศเล็กๆ ประเทศนี้แต่หวังที่จะอาศัยบริการของผู้ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งเป็นรองประธานาธิบดีในรัฐบาล “Maduro” คือนาง “Delcy Rodriguez”กระทำการ “จ่ายค่าไถ่” ให้กับอเมริกา หรือกระทำในสิ่งที่คุณพ่ออเมริกาปรารถนาและต้องการ โดยถ้าหากไม่เป็นไปตามนั้น จอมโจรอย่าง “ทรัมป์บ้า” ก็ได้ขู่เอาไว้แล้วล่วงหน้า ด้วยคำพูดที่ว่า “ถ้าเธอไม่คิดจะทำในสิ่งที่ถูกต้อง...เธอจะต้องจ่ายราคาแพงหูฉี่ บางทีอาจมากกว่า Maduro อีกด้วย”!!! !!! !!!
ส่วนอะไรที่เป็นสิ่งที่อเมริกาหรือ “ทรัมป์บ้า”ปรารถนาและต้องการ อันนี้...ถ้าจะว่าไปแล้ว คงไม่ใช่แต่เฉพาะแหล่งน้ำมันจำนวนมหาศาล แร่เหล็ก ทองคำ บอกไซต์ หรือแม้แต่แร่หายาก ฯลฯ อะไรต่อมิอะไรแต่เพียงเท่านั้น แต่น่าจะหมายรวมไปถึงการหาทาง “ถีบทิ้ง”มหาอำนาจคู่แข่งอย่างคุณพี่จีน ออกไปให้พ้นจากอาณาบริเวณที่ถูกเรียกขานในนาม “Western Hemisphere”นั่นแล เพราะคงต้องยอมรับอย่างมิอาจปฏิเสธได้เลยว่า ตลอดช่วงเวลาประมาณ 2 ทศวรรษที่ผ่านมา ความพยายามลอดเลื้อยโอบกระหวัดรัดพันของพญามังกรจีนต่อบรรดาประเทศต่างๆ ในละตินอเมริกา โดยเฉพาะเวเนซุเอลา ออกจะเป็นอะไรที่ “ระเบิดเถิดเทิง” เป็นอย่างยิ่ง ข่าวคราวเรื่องบริษัท “CNPC” หรือ “China National Petroleum Corporation” ของจีน ได้ร่วมหุ้น ร่วมทุนกับวิสาหกิจน้ำมันที่ใหญ่ที่สุดของเวเนซุเอลา หรือ “PDVSA” ก่อตั้งบริษัทร่วมทุนที่เรียกๆ กันว่า“PetroSinovensa” ขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 2008 โดยได้รับสัมปทานที่จะขุดหาและผลิตน้ำมันในระยะยาวนานถึง 20 ปี นับจากปี ค.ศ. 2024 และจากการลงทุนขั้นแรกประมาณ 1,000 ล้านดอลลาร์ บริษัทดังกล่าวน่าจะสามารถผลิตน้ำมันได้ถึงวันละ 60,000 บาร์เรล ตั้งแต่ปี ค.ศ. 2026 เป็นต้นไป...
นี่...อันนี้นี่แหละที่น่าจะทำให้จอมโจรอย่าง “ทรัมป์บ้า” หงุดหงิด งุ่นง่าน เอามากๆ โดยยังไม่รวมไปถึงการลงทุนของบริษัท “Huawei” ของจีน ที่ได้รับสัญญาจากรัฐบาลเวเนซุเอลาให้เข้าไปปรับปรุงเครือข่ายสื่อสารไฟเบอร์ ออพติกและการขยายระบบ 4G มูลค่าประมาณ 250,000 ล้านดอลลาร์ ไปจนถึงบริษัท “ZTE” ที่ได้รับสัญญาเข้าไปปรับระบบ “QR Codes” และพัฒนาบัตรประชาชนแบบ “ID-Card” มูลค่าประมาณ 100,000 ล้านดอลลาร์ ไปจนถึงการลงทุนสร้างทางรถไฟของบริษัท “CREC” และการทำเหมืองของบริษัท “CITIC” ของจีนในเวเนซุเอลา ฯลฯ ที่ล้วนแล้วแต่ทำให้ “ทรัมป์บ้า” เลยต้องหันไปตัดสินใจ “ลักพาตัว” ประธานาธิบดี“Maduro” ไป “เรียกค่าไถ่” กันแทนที่!!!
เพราะแม้เป็นการกระทำการในแบบ “ใส่เสื้อแดง-แขวนกระดิ่ง-ปล้นกันกลางวันแสกๆ” แต่ก็สามารถก่อให้เกิดการ “ตัดขาด” คุณพี่จีนไปจากอาณาบริเวณ“Western Hemisphere” ได้อย่างรวดเร็วและได้ผลเอามากๆ โดยเฉพาะถ้าถือเป็นการส่งสาส์น ส่งสัญญาณไปยังบรรดาประเทศละตินอเมริกาทั้งหลาย ว่าอย่าได้คิดจะไปยุ่งเกี่ยว ยุ่งขิง กับคุณพี่จีนโดยเด็ดขาด ไม่ว่าจะโดยการปล่อยกู้ การสร้างสาธารณูปโภคในโครงการ “One Belt-One Road” กันในลักษณะไหนก็ตาม แถมยังทำให้ประเทศที่เป็นศัตรู-คู่กัดกับอเมริกามานานแสนนาน อย่างประเทศคิวบาที่เคยได้รับน้ำมันวันละประมาณ 100,000 บาร์เรลจากเวเนซุเอลา แลกกับการส่งแรงงานสู่ภาคบริการ อาจเจอหางเลขถึงขั้นล้มคว่ำคะมำหงายตามไปด้วยเอาเลยก็ไม่แน่... อันนี้นี่แหละ...ที่ทำให้ผู้ที่ยึดมั่นใน “ตัวกูเอง” เป็นสำคัญ ผู้ที่ถือว่า “อเมริกา...ต้องมาก่อน” ในทุกเรื่อง ทุกกรณี อย่าง “ทรัมป์บ้า” เลยพร้อมที่จะแปลงตัวจาก“ประธานาธิบดี” กลายเป็น “โจรเรียกค่าไถ่” กันเห็นๆ การลักพาตัวผู้นำเวเนซุเอลาและภรรยาออกจากห้องนอน เอามาขึ้นศาลที่อเมริกา พร้อมเรียกร้อง หรือ “เรียกค่าไถ่” ให้รองประธานาธิบดี “Delcy Rodriguez” ที่ได้รับการแต่งตั้งจากศาลสูงให้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีไปพลางๆ ต้องยอมเจ๊าะแจ๊ะเจรจาในสิ่งที่อเมริกาต้องการ โดยไม่จำเป็นต้องส่งกำลังทางทหารภาคพื้นดินเข้าไปยึดครองประเทศทั้งประเทศ อันอาจส่งผลให้เวเนซุเอลากลายเป็นเวียดนามแห่งที่สอง หรืออัฟกานิสถานแห่งที่สองของอเมริกา จึงถือเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าเอามากๆ หรือเป็นความพยายามดำรงรักษาความเป็นจ้าวโลก ประมุขโลก ด้วย “ต้นทุนที่ต่ำกว่า”อย่างที่นักวิจัยสิงคโปร์ “นายYaqi Li” เขาได้สรุปไว้ในข้อเขียนเรื่อง “How Chinese Analysts Interpret Trump 2025 National Security Strategy” ที่เคยเอามาเล่าสู่กันฟังไปแล้วนั่นแล...
แต่ก็นั่นแหละ...การใส่เสื้อแดง-แขวนกระดิ่ง-ปล้นกันกลางวันแสกๆ ในขณะที่โลกมันได้เปลี่ยนแปลงไปเยอะแล้ว ไม่ได้เป็นโลกยุค “Monroe Doctrine” หรือโลกเมื่อยุคร้อยกว่าปีที่แล้ว การ “ถีบ” บรรดาชาติมหาอำนาจต่างๆ ไม่ให้เข้ามายุ่ง มาเกี่ยวกับอาณาบริเวณที่เรียกว่า“Western Hemisphere” โดยเด็ดขาด มันจึงไม่ได้ช่วยให้ “ลัทธิดอนโร” หรือ “Donroe Doctrine” ของ “ทรัมป์บ้า” มีความสอดคล้อง เหมาะสมกับความเป็นจริง ข้อเท็จจริงของโลกในยุคนี้ สมัยนี้ มากมายสักเท่าไหร่ แม้ปฏิบัติการเรียกค่าไถ่ของทหารอเมริกันอย่างหน่วย “Delta Force” จะน่าตื่นเต้ลล์ล์ล์ น่าซี๊ดซ๊าดๆ พอๆ กับ “Arnold Schwazenegger” มาเอง หรือแม้ “ทรัมป์บ้า” จะส่งเสียงขู่คำรามให้บรรดาประเทศละตินอเมริกาทั้งหลาย ไม่ว่าเม็กซิโก โคลอมเบีย บราซิล ฯลฯ “ระวัง...ก้นตัวเองเอาไว้ให้ดี”...
แต่นั่นก็ดูจะไม่ได้ทำให้ผู้นำในแต่ละชาติ ออกอาการงอก่อ งอขิงอะไรกันมากมาย ไม่ได้คิดจะหันไป “Kiss Ass” ทรัมป์บ้าไปเป็นรายๆ ตรงกันข้าม...ผู้นำบราซิล อย่าง “Luiz Inacio Lula da Silva” กลับออกมาประกาศอย่างชัดเจนว่าการกระทำของ “ทรัมป์บ้า” คราวนี้ ถือเป็นการ “ข้ามเส้นมาตรฐานที่เกินกว่าจะยอมรับได้” ขณะที่ผู้นำเม็กซิโกนาง “Claudia Sheinbaum” ออกมาปฏิเสธหัวเด็ด ตีนขาด ไม่คิดจะให้อเมริกาเข้าไปปราบยาเสพติดในประเทศตัวเองกันง่ายๆ เช่นเดียวกับประธานาธิบดีโคลอมเบีย “Gustavo Petro” ที่ออกอาการ “หมูไม่กลัวน้ำร้อน” ไม่ว่าจะถูกขู่ ถูกคำรามกันในลักษณะไหนก็ตามที ฯลฯ...
อันนี้นี่แหละ...ที่จะทำให้ “ความบ้า” หรือ “ลูกบ้า”ของผู้นำอเมริกาอย่าง “ทรัมป์บ้า” ไม่น่าเป็นไปดังที่ตัวเองปรารถนาและต้องการได้มากมายสักเท่าไหร่ อันเนื่องมาจากการปฏิเสธ คัดค้านและการต่อต้านที่ดังระงมกันไปทั่วทั้งโลกไม่ว่าในละตินอเมริกา ไม่ว่าโดยมหาอำนาจคู่แข่งอย่างจีนและรัสเซียที่มีความผูกพัน มีความเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์กับเวเนซุเอลาอย่างมิอาจแยกออกจากกันได้ง่ายๆ หรือจากอิหร่านพันธมิตรเวเนซุเอลาอีกรายที่กำลังถูกหมายหัวหรือกำลังถูก “วิ่งราว” ด้วยการอาศัยการประท้วงของประชาชน โค่นล้มระบอบปกครองอิสลามอิหร่านลงไปให้จงได้แถมยังมีบรรดาอเมริกันชนด้วยกันเอง ไม่ว่าพรรคตรงกันข้ามอย่างเดโมแครต หรือผู้ที่ไม่ต้องการย้อนอดีตไปสู่ “ความยิ่งใหญ่” ที่ได้มาด้วยการ “ปล้น” ใครต่อใครมาโดยตลอด!!!


