xs
xsm
sm
md
lg

การผงาดของพรรคบ้านใหญ่บุรีรัมย์ และคำถามที่สังคมยังคลางแคลงใจ

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



หนึ่งความคิด
สุรวิชช์ วีรวรรณ

 การเมืองไทยไม่เคยเป็นสนามของประชาธิปไตยแบบบริสุทธิ์ด้วยจิตสำนึกของพลเมือง เงินยังคงเป็นปัจจัยสำคัญ แต่สิ่งที่อยู่คั่นกลางระหว่างสองอย่างนี้มาโดยตลอดคือโครงสร้างอำนาจที่เรียกกันตรง ๆ ว่า “การเมืองบ้านใหญ่” และตราบใดที่รัฐไทยยังเป็นรัฐรวมศูนย์ ตราบใดที่ระบบราชการยังไม่สามารถลงไปดูแลชีวิตผู้คนในระดับพื้นที่ได้อย่างแท้จริง อิทธิพลของบ้านใหญ่ก็จะยังคงเป็นกลไกทางการเมืองที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

บ้านใหญ่ไม่ใช่เรื่องสีเทา และไม่ใช่เรื่องศีลธรรม แต่เป็นผลผลิตของระบบ เมื่อรัฐไม่สามารถตอบสนองปัญหาในระดับพื้นที่ได้อย่างทันท่วงที ชาวบ้านจึงต้องพึ่ง “คนกลาง” ที่พาเรื่องไปถึงรัฐได้ บ้านใหญ่จึงไม่ได้ชนะเลือกตั้งเพราะโกงอย่างเดียวอย่างที่หลายคนพยายามอธิบาย แต่ชนะเพราะเขาอยู่ตรงนั้นมานานกว่าใคร รู้จักคนมากกว่าใคร และช่วยได้จริงในวันที่ระบบราชการไม่ขยับ ระบบอุปถัมภ์จึงไม่ใช่สิ่งแปลกปลอม แต่คือกลไกทดแทนรัฐในสังคมที่รัฐทำงานไม่ถึง

นี่คือความจริงในการเมืองไทยที่ต้องยอมรับ แม้มันจะทำลายภาพฝันของประชาธิปไตยแบบสวยงาม แต่เป็นความจริงที่พรรคภูมิใจไทยไม่อาจปฏิเสธ และอาจพูดได้ว่า เป็นพรรคที่เข้าใจธรรมชาติของการเมืองบ้านใหญ่มากที่สุดในบรรดาพรรคการเมืองร่วมสมัย

ภูมิใจไทยไม่ใช่พรรคอุดมการณ์ ไม่ใช่พรรคมวลชน และไม่ใช่ศูนย์รวมศีลธรรมทางการเมือง พรรคนี้เป็นพรรคปฏิบัตินิยมอย่างเปิดเผย เป็นพรรคที่บ้านใหญ่สามารถสวมเสื้อได้โดยไม่เคอะเขิน และเป็นพรรคที่สามารถทำงานกับระบบรัฐได้โดยไม่ชนกับโครงสร้างรัฐเดิม นี่คือเหตุผลที่ทำให้ภูมิใจไทยยืนระยะได้ทุกยุค แม้ในอดีตจะเป็นเพียงพรรคขนาดกลาง มี ส.ส. ราว 60–70 คน และถูกมองว่าเป็นพรรคที่ “รอร่วมรัฐบาล” มากกว่าจะเป็นพรรคแกนนำ

 ในสายตาของบ้านใหญ่ พรรคแบบนี้คือพรรคที่ปลอดภัย ไม่ต้องเปลี่ยนตัวเอง ไม่ต้องปรับภาษา ไม่ต้องเสี่ยงตัดขาดเครือข่ายเดิม บ้านใหญ่จำนวนมากอาจไม่ได้รักภูมิใจไทย แต่รู้ว่าใส่เสื้อพรรคนี้แล้วไม่เสียของ นี่คือข้อได้เปรียบที่พรรคอุดมการณ์ไม่มี และเป็นข้อได้เปรียบที่พรรคใหญ่บางพรรคเริ่มต่อรองยากขึ้นเรื่อย ๆ

อย่างไรก็ตาม หากทุกอย่างเดินไปตามบทเดิม ภูมิใจไทยก็คงยังเป็นพรรคขนาดกลางต่อไป จุดเปลี่ยนที่ทำให้พรรคนี้ก้าวข้ามสถานะเดิม ไม่ได้เกิดจากความเก่งของพรรคเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากความผิดพลาดเชิงยุทธศาสตร์ของคู่แข่งโดยตรง โดยเฉพาะพรรคประชาชนที่ทิ้งไพ่โง่ทางการเมือง

การที่พรรคประชาชนตัดสินใจผลัก อนุทิน ชาญวีรกูล ขึ้นเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ผ่านข้อตกลงทางการเมืองที่เรียกกันว่า MOA หากมองแบบผิวเผินอาจดูเป็นการวางกับดักฝ่ายอนุรักษ์นิยม แต่ในทางปฏิบัติ นี่คือการ “ยกสถานะ” ให้พรรคภูมิใจไทยในระดับที่ไม่เคยมีมาก่อน

ในโลกของบ้านใหญ่ คำว่า “มีโอกาสเป็นนายกรัฐมนตรี” สำคัญกว่านโยบายทั้งเล่ม การทำ MOA กับพรรคประชาชนทำให้พรรคภูมิใจไทยตีปีกส่งสัญญาณไปยังบ้านใหญ่ทั่วประเทศว่า พรรคภูมิใจไทยไม่ใช่พรรคตัวประกอบอีกต่อไป หากแต่เป็นพรรคที่มีโอกาสขึ้นเป็นแกนนำรัฐบาลจริง และเมื่อสัญญาณนี้ถูกส่งออกไป เกมการเมืองก็เปลี่ยนทันที

บ้านใหญ่จำนวนมากเริ่มขยับ ไม่ใช่เพราะหลงรักภูมิใจไทย แต่เพราะอ่านเกมเป็น เขาเห็นว่าพรรคนี้ไม่ถูกต่อต้านโดยรัฐ ไม่ถูกมองว่าเป็นภัยต่อโครงสร้างเดิม และมีโอกาสอยู่ในอำนาจอย่างต่อเนื่อง แตกต่างจากพรรคส้มที่เลือกยืนอยู่ตรงข้ามโครงสร้างเหล่านั้นอย่างเปิดหน้า

 และถ้าจะอธิบายการผงาดของภูมิใจไทยโดยไม่พูดถึงชื่อของ เนวิน ชิดชอบ ก็แทบจะอธิบายไม่ครบ เพราะเนวินไม่ใช่แค่บ้านใหญ่บุรีรัมย์ แต่คือ “ครูใหญ่ของพรรค” และเป็นเจ้าของวิธีคิดที่แท้จริงและถืออำนาจตัวจริง

บุรีรัมย์ไม่ใช่แค่ฐานเสียง แต่คือห้องทดลองการเมืองที่เนวินใช้พิสูจน์ว่า บ้านใหญ่ไม่จำเป็นต้องเป็นผู้ร้ายในสายตาประชาชน หากสามารถสร้างความชอบธรรมใหม่ผ่านผลงานที่จับต้องได้และอัตลักษณ์พื้นที่ สนามฟุตบอล สนามแข่งรถ โครงสร้างพื้นฐาน และการดึงงบประมาณลงจังหวัด ไม่ใช่แค่โครงการพัฒนา แต่คือการทำให้คนในพื้นที่รู้สึกว่า จังหวัดของตัวเองมีตัวตน มีศักดิ์ศรี และมีอนาคต สิ่งเหล่านี้ทำให้เนวินพลิกตัวเองจาก “ยี่ห้อยร้อยยี่สิบ” ในอดีต กลายเป็นภาพของคนที่มีวิสัยทัศน์ที่คนทั้งจังหวัดยำเกรง

เนวินไม่เคยพยายามชนรัฐ ไม่เคยพยายามล้มโครงสร้างเดิม แต่เลือกฝังตัวเข้าไปในระบบ จนกลายเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างอำนาจที่ถูกมองว่า “โหน” และเมื่อถึงจุดหนึ่ง ระบบก็ต้องพึ่งเขา นี่คือเหตุผลที่พรรคภูมิใจไทยสามารถอยู่ได้ทุกยุค ทุกขั้ว และไม่ถูกมองว่าเป็นศัตรูโดยตรงของใคร

การที่อนุทินต้องย้ายทะเบียนบ้านไปบุรีรัมย์ จึงไม่ใช่เรื่องสัญลักษณ์เล็ก ๆ แต่มันคือการประกาศเชิงโครงสร้างว่า ศูนย์กลางอำนาจที่แท้จริงของพรรคไม่ได้อยู่ในกรุงเทพฯ แต่อยู่ที่บุรีรัมย์ และการประกาศนี้เองที่ทำให้บ้านใหญ่อื่นทั่วประเทศมั่นใจว่า พรรคนี้มีแกนกลาง มีคนคุมเกม และมีอนาคตให้ฝาก

ในเวลาเดียวกัน ฝ่ายอนุรักษ์นิยมที่เคยกระจายตัวอยู่ในพรรคอื่น โดยเฉพาะ พรรครวมไทยสร้างชาติ ก็เริ่มหมดความเชื่อมั่น พรรคเดิมไม่สามารถเป็นแกนนำได้จริง ไม่สามารถต่อรองอำนาจได้ยาว และไม่สามารถรักษาเสถียรภาพของเกมการเมืองได้ เมื่อมองหาทางเลือกใหม่ที่ “เอาอยู่” ในเชิงยุทธศาสตร์ ภูมิใจไทยจึงกลายเป็นคำตอบโดยอัตโนมัติ จากจุดนี้ที่หลายคนเชื่อว่าจากเดิมพรรคภูมิใจไทยที่ไม่ค่อยปลอดภัยในบัญชีรายชื่อ ก็จะมีเสียงเทจากฝ่ายอนุรักษ์นิยมให้มั่นคงขึ้น

อย่างไรก็ตาม การผงาดของภูมิใจไทยไม่ได้เกิดขึ้นท่ามกลางความไว้วางใจอย่างไร้เงื่อนไข ยิ่งพรรคขยับเข้าใกล้อำนาจในฐานะพรรคแกนนำมากเท่าไร คำถามจากสังคมก็ยิ่งดังขึ้น และคำถามเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องเล็ก แต่เป็นเรื่องความชอบธรรมของอำนาจโดยตรง

 ข้อกังขาที่ฝังลึกที่สุดคือกรณีที่ดินเขากระโดง ซึ่งการรถไฟแห่งประเทศไทยยืนยันมาโดยตลอดว่าเป็นที่ดินของรัฐ แม้หลายคดีจะผ่านกระบวนการศาลไปแล้ว และมีคำพิพากษายืนยันในแนวทางเดียวกัน แต่ในทางการเมือง เรื่องนี้ไม่เคย “จบ” จริง เพราะมันสะท้อนคำถามพื้นฐานว่า ระหว่างอำนาจรัฐ อำนาจทุน และอำนาจการเมือง ใครกันแน่ที่เป็นผู้กำหนดเส้นแบ่ง


สำหรับประชาชนจำนวนไม่น้อย เขากระโดงไม่ใช่แค่ข้อพิพาทที่ดิน แต่เป็นสัญลักษณ์ของการที่โครงสร้างอำนาจสามารถจัดการปัญหาให้จบในทางกฎหมาย ขณะที่คำถามเรื่องความเป็นธรรมและความชอบธรรมยังค้างอยู่ และเมื่อพรรคที่ถูกเชื่อมโยงกับกรณีนี้ขยับขึ้นมาเป็นผู้ท้าชิงอำนาจรัฐ คำถามเดิมย่อมถูกหยิบกลับมาทบทวนอีกครั้ง

อีกประเด็นที่ร้ายแรงในเชิงโครงสร้างคือข้อกล่าวหาเรื่องการอยู่เบื้องหลังการฮั้ว ส.ว. แม้คดียังไม่ยุติและยังไม่มีคำตัดสินทางกฎหมาย แต่ในเชิงการเมือง สิ่งที่สังคมตั้งคำถามไม่ใช่แค่ว่าใครผิดหรือถูก แต่คือคำถามว่า ใครคือผู้ที่สามารถควบคุมอำนาจของ ส.ว. สีน้ำเงินได้จริง ซึ่งวันนี้ใครก็รู้ว่า การคัดเลือกองค์กรอิสระนั้นอยู่ภายใต้อำนาจของใคร

เพราะหากไม่มีศูนย์อำนาจบางอย่างอยู่เบื้องหลัง ก็ยากจะอธิบายได้ว่า เหตุใด ส.ว. กลุ่มหนึ่งจึงสามารถเคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกันได้อย่างมีวินัย และหากมีศูนย์อำนาจเช่นนั้นจริง นั่นย่อมหมายถึงการบิดเบี้ยวของกลไกถ่วงดุลอำนาจระหว่างฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

จุดแข็งของภูมิใจไทยในฐานะพรรคปฏิบัตินิยมที่ “บ้านใหญ่อยู่แล้วอบอุ่น” และ “โครงสร้างเดิมรู้สึกปลอดภัย” จึงกลายเป็นจุดอ่อนในสายตาของประชาชนอีกกลุ่มหนึ่งที่เรียกร้องการเปลี่ยนแปลง เพราะคุณสมบัติเหล่านี้สะท้อนความสามารถในการอยู่กับอำนาจ มากกว่าความสามารถในการจำกัดอำนาจ

และนี่คือเส้นบาง ๆ ที่ภูมิใจไทยต้องเดิน หากต้องการเปลี่ยนสถานะจากพรรคขนาดกลางที่เก่งเรื่องจัดการอำนาจ ไปเป็นพรรคแกนนำรัฐบาลที่มีความชอบธรรมในสายตาสาธารณะ เพราะการเป็นรัฐบาลในยุคที่ประชาชนตื่นรู้มากขึ้น ไม่ได้วัดกันแค่ความสามารถในการ “เอาอยู่” แต่ต้องวัดกันที่ความโปร่งใสและความพร้อมจะถูกตรวจสอบ

 การผงาดของภูมิใจไทยในวันนี้เป็นทั้งโอกาสและความเสี่ยง โอกาสจากโครงสร้างอำนาจที่เปิดทาง และความเสี่ยงจากคำถามเรื่องความชอบธรรมที่ยังไม่ถูกคลี่คลาย และในระยะยาว สิ่งที่จะตัดสินว่าพรรคนี้จะเป็นเพียงพยัคฆ์ติดปีกชั่วคราว หรือจะกลายเป็นแกนนำอำนาจอย่างยั่งยืน ไม่ได้อยู่ที่จำนวน ส.ส. แต่อยู่ที่ความสามารถในการตอบคำถามที่สังคมยังไม่วางใจ

ติดตามผู้เขียนได้ที่ https://www.facebook.com/surawich.verawan


กำลังโหลดความคิดเห็น