หนึ่งความคิด
สุรวิชช์ วีรวรรณ
สิ่งที่คนมักตั้งคำถามกันตอนนี้คือบ้านเมืองจะไปทางไหน สิ่งที่คนส่วนใหญ่มองข้ามไปแล้วคือคดีของแพทองธาร ชินวัตรในศาลรัฐธรรมนูญ ที่เมื่อบทความนี้ออกเผยแพร่ก็จะทราบผลแล้ว จากคำตัดสินในวันศุกร์ที่ 29 สิงหาคม เพราะบทความที่ตีพิมพ์ใน “ผู้จัดการสุดสัปดาห์” นั้นต้องปิดต้นฉบับภายในวันพฤหัสบดี
ถ้าถามว่า คดีนี้จะจบลงอย่างไร ส่วนตัวผมเคยเขียนบทความไปแล้วว่า “น่าจะรอดยาก” ส่วนผมจะถูกหรือผิด ก็ไม่ใช่เรื่องที่ผมจะต้องไปคำนึง เพราะมันเป็นการใช้ดุลพินิจของคน 9 คนที่นั่งเป็นตุลาการ ผมคิดว่า ถ้าแพทองธาร “รอด” ยังไงก็คงไม่รอดชนิดที่เรียกว่า 9-0 ถ้า “รอด” 5-4 อย่างที่คนเขาร่ำลือกันไว้ล่วงหน้า อย่างน้อยความเห็นผมก็เหมือนกับตุลาการอีก 4 ท่าน หรือถ้า “รอด” 6-3 ความเห็นผมก็เหมือนกับตุลาการอีก 3 ท่าน แต่ตอนนี้ยังมั่นใจว่า “ไม่รอด”น่าจะเป็นเสียงส่วนใหญ่
อย่างไรก็ตาม การใช้ “ดุลพินิจ” นั้นเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้เสมอ จะออกทางไหนระดับเป็น “ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ” แล้วก็สามารถเขียนคำอธิบายยกข้อกฎหมายเพื่อมาสนับสนุนความคิดของตัวเองได้แน่นอน มีแต่ผมเก็งตุลาการรัฐธรรมนูญไว้ท่านหนึ่ง ไม่ว่าท่านจะกลายเป็นเสียงข้างมากหรือน้อย แต่ผมเชื่อว่าท่านจะใช้ดุลพินิจว่า “รอด” เพราะเห็นคำวินิจฉัยของท่านในหลายคดีในระยะหลัง ส่วนจะเป็นท่านไหนขอเก็บไว้ในใจ แต่ก็ขอให้ความเชื่อของผมต่อท่านนั้น “ผิด” ก็จะเป็นเรื่องที่ดี
คำว่า “ดุลพินิจ” (discretion) ในบริบทของกฎหมาย หมายถึง อำนาจในการตัดสินใจที่ผู้มีหน้าที่และอำนาจในกระบวนการยุติธรรมมีอยู่ เพื่อเลือกแนวทางการดำเนินการที่เหมาะสมที่สุดในการตัดสินกรณีที่อยู่ต่อหน้าตน ซึ่งอำนาจนี้จะใช้ภายใต้กรอบของกฎหมายที่กำหนดไว้ โดยมีเงื่อนไขดังนี้
1.ความเหมาะสม- ต้องใช้ดุลพินิจในการวางแผนและตัดสินใจที่สอดคล้องกับเหตุผลและความเป็นธรรม
2.ความระมัดระวัง- ไม่กระทำการตามอำเภอใจ แต่ต้องพิจารณาถึงทุกด้านของสถานการณ์และข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้อง
3.ความยุติธรรม - การใช้ดุลพินิจต้องอยู่ในกรอบของหลักการยุติธรรม ไม่เข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอย่างลำเอียง
การใช้ดุลพินิจโดยผู้พิพากษาเป็นเรื่องที่มีทั้งข้อดีและข้อเสีย อยู่ที่ว่าผู้พิพากษาจะประยุกต์ใช้ดุลพินิจอย่างไรในการพิจารณาคดีต่าง ๆ
ถ้าถามว่าอะไรคือข้อดีของการใช้ดุลพินิจก็พอจะบอกได้ดังนี้
1.การปรับใช้กฎหมายให้เหมาะสมกับสถานการณ์เฉพาะ: ผู้พิพากษาสามารถปรับใช้กฎหมายให้เข้ากับบริบทและข้อเท็จจริงเฉพาะของคดีนั้น ๆ เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ยุติธรรมที่สุดสำหรับทุกฝ่าย
2.การแก้ไขข้อบกพร่องในกฎหมาย: บางครั้งกฎหมายอาจไม่ครอบคลุมทุกสถานการณ์หรือไม่สามารถตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของสังคมได้ทันที การใช้ดุลพินิจจึงช่วยเติมเต็มช่องว่างเหล่านั้น
3.การสร้างบรรทัดฐานใหม่: การใช้ดุลพินิจในบางกลุ่มคดีสามารถเป็นแนวทางในการสร้างบรรทัดฐานใหม่ที่เหมาะสมกับวิถีชีวิตและค่านิยมในปัจจุบัน
ส่วนข้อเสียที่พอจะมองเห็นก็คือ
1.ความไม่แน่นอนในกฎหมาย : การใช้ดุลพินิจที่แตกต่างกันไปในแต่ละคดีหรือแต่ละผู้พิพากษา อาจทำให้เกิดความไม่แน่นอนในกระบวนการพิจารณาคดีและผลการตัดสิน
2.ความเสี่ยงของการใช้อำนาจเกินขอบเขต : หากไม่มีการควบคุมที่เหมาะสม ผู้พิพากษาอาจใช้ดุลพินิจตามอำเภอใจ หรืออาจนำประสบการณ์ส่วนตัวเข้ามามีอิทธิพลต่อคำตัดสินเกินความจำเป็น
3.ความไม่เท่าเทียม : การที่จะรักษามาตรฐานเดียวกันในการใช้ดุลพินิจระหว่างผู้พิพากษาต่าง ๆ เป็นไปได้ยาก อาจนำมาซึ่งความไม่เท่าเทียมในการพิจารณาคดี
ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.จิรนิติ หะวานนท์ ซึ่งเป็นหนึ่งในตุลาการศาลรัฐธรรมนูญชุดนี้ เคยเน้นย้ำไว้ว่าการใช้ดุลพินิจต้องมีความรอบคอบและแสดงถึงความเป็นอาชีพที่สูงของผู้พิพากษา โดยต้องพิจารณาจากหลักการกฎหมายและความยุติธรรม
การใช้ดุลพินิจในการพิจารณาคดีของผู้พิพากษาจึงเป็นเครื่องมือสำคัญที่ต้องใช้ด้วยความระมัดระวังและเป็นธรรม เพื่อรักษาความยุติธรรมและความน่าเชื่อถือของกระบวนการยุติธรรม แต่ไม่ว่าจะอย่างไรแม้คนส่วนใหญ่ไม่สามารถไปคัดง้างกับคำวินิจฉัยที่เกิดจากดุลพินิจของศาลได้ แต่สังคมก็จะจดจำคดีนั้นว่า ศาลได้ใช้ “ดุลพินิจ” วินิจฉัยและตัดสินตรงกับความรู้สึกของคนส่วนใหญ่ในสังคมหรือไม่ หรือจะกลายเป็นตำนานที่เขากล่าวขานกันกับคำว่า “บกพร่องโดยสุจริต” ดังนั้นจงบอกความรู้สึกว่า ผลการพิจารณาคดี “แพทองธาร”ที่ทราบแล้วนั้นตรงกับความรู้สึกและสามัญสำนึกของแต่ละท่านหรือไม่
ผมจะย้อนกลับไปที่ย่อหน้าแรกของบทความที่ตั้งคำถามไว้ว่า คนส่วนใหญ่มักจะถามว่า บ้านเมืองจะไปทางไหน มีคนมองว่า ไม่ว่า แพทองธารจะหลุดคดีหรือไม่ ความชอบธรรมของเธอก็หมดลงแล้ว คนส่วนใหญ่นั้นไม่ได้เชื่อในความรู้ความสามารถของเธออยู่แล้ว แต่คุณสมบัติของเธอที่ทำให้สามารถขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรีได้ ก็คือ การเป็นลูกของทักษิณ เพราะเธอไม่เคยมีประวัติการทำงานที่แจ่มชัดมาก่อน นอกจากจำได้ว่า เธอเคยไปฝึกงานบริการในร้านแมคโดนัลด์ มีสามีหนึ่งคนและมีลูก 2 คน และมีทรัพย์สินเป็นหมื่นล้าน
ถ้าเธอไม่รอดก็จะง่ายหน่อย มันเป็นการบังคับให้ต้องเปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรีไปโดยปริยาย แต่ก่อนจะพูดว่า ถ้าเป็นอย่างนั้นแล้วจะเป็นอย่างไรต่อ ไปดูว่า ถ้าเธอรอด ในขณะที่หมดความชอบธรรมทางสังคมไปแล้ว เมื่อเอาระดับความรู้ความสามารถของเธอมาบวกกับข้อความที่เธอพูดกับอังเคิลฮุน เซน ก็ไม่รู้ว่า สังคมจะไว้วางใจเธอได้แค่ไหน และควรจะปล่อยให้ชาติบ้านเมืองอยู่ในมือของเธอต่อไปได้หรือไม่ เพราะไม่มีความสง่างามหลงเหลืออยู่แล้วแม้เธอจะมีที่มาตามครรลองก็ตาม
แต่ถ้าดูระดับความเชื่อมั่นในตัวเองของเธอ ก็เชื่อว่า เธอจะไม่ถอย ก็คงต้องดูว่า พ่อของเธอนั่นแหละที่จะพูดกับลูกสาวว่า ลูกพอก่อนจะบอบช้ำไปมากกว่านี้หรือไม่ หรือม็อบจะออกมาขับไล่เต็มถนนหรือไม่ และสุดท้ายจะประสบชะตากรรมเดียวกับพ่อและอาของเธอหรือไม่
ผมคิดว่า ถ้าเธอรอดจากการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ เธอคงจะประสบชะตากรรมและเส้นทางที่ไม่ราบรื่นอย่างแน่นอน
ทีนี้มามองว่า ถ้าเธอไม่รอดรวมไปถึงเธอรอดแล้วพ่อของเธอบอกให้ถอย ใครจะมาเป็นนายกรัฐมนตรีต่อ ตอนนี้ถ้าสลับตรับฟังเสียงในสังคมก็จะได้ยินหลายคนพูดถึง “ลุง” คนหนึ่ง ซึ่งผมคิดว่า “ลุง” คนนั้น คงจะไม่ลงมาแล้ว ก็ยังมีคนบอกว่า ถ้างั้นก็เอา ดีเอ็นเอของ “ลุง” ซึ่งก็มีคำถามใหญ่ว่า จะเป็นได้อย่างไรจะเอาเสียงมาจากไหน นอกเสียจากว่าจะสามารถเจรจากับทักษิณซึ่งเป็นเจ้าของพรรคที่มีเสียงส่วนใหญ่ในฝั่งพรรคร่วมรัฐบาลตอนนี้นั่นเอง แล้วอย่างนี้กองเชียร์จะยอมรับได้ไหม เพราะเวลาใครไปวิจารณ์ “ลุง” ก็มักจะกล่าวหาว่าคนๆ นั้นจับมือกับทักษิณมาโจมตีลุง
ที่ไม่ได้เอ่ยชื่อ “ลุง” ก็ไม่ใช่ไม่กล้านะครับ เพราะทุกคนเข้าใจอยู่แล้วว่า “ลุง” คนนั้นนั่นแหละจึงไม่ต้องเอ่ยให้เสียเวลา
แต่ส่วนตัวผมเชื่อว่า ทักษิณจะต้องหยิบตัวเลือกตัวที่สามของเขาขึ้นมา แม้ตัวเลือกตัวนี้จะทำให้ทักษิณกระอักกระอ่วมใจพอสมควรว่า จะคุมได้หรือไม่ แต่ผมเชื่อว่าจะต้องมีสัญญาใจต่อกัน เพราะพรรคเพื่อไทยเสนอชื่อของ “ชัยเกษม นิติสิริ” มาเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีแล้วถึง 2 ครั้ง ดังนั้น อย่างไรเสียผมเชื่อว่าทักษิณย่อมจะมองว่า การใช้แคนดิเดตของพรรคเพื่อไทยน่าจะดีกว่าปล่อยให้พรรคอื่นเป็นนายกรัฐมนตรี สุดท้ายก็ต้องใช้บริการชัยเกษมนั่นเอง
แล้วถามว่าการเมืองจะเป็นอย่างไรต่อ ผมคิดว่า พรรคร่วมรัฐบาลจะประคองสถานการณ์ไปสักระยะหนึ่งเพื่อหาช่วงจังหวะที่คิดว่าตัวเองจะได้เปรียบเพื่อยุบสภา ผมคิดว่าอย่างเร็วก็จะเป็นกลางปีหน้า โดยพรรคร่วมรัฐบาลในขณะนี้ต้องจับมือกันเพื่อจะต้านทานไม่ให้พรรคประชาชนได้เสียงข้างมากและสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้โดยพรรคเดียว แม้ว่าพรรคประชาชนจะได้รับการเลือกตั้งเป็นอันดับ 1 เหมือนครั้งที่แล้ว แต่ถ้าได้เสียงไม่ถึงครึ่งก็เชื่อว่า พรรคการเมืองอื่นก็จะจับมือกันตั้งรัฐบาล แม้ว่าตอนนั้นอาจต้องดึงพรรคภูมิใจไทยกลับมาร่วมรัฐบาลก็ต้องทำ
แต่ส่วนตัวผมก็เชื่อว่า สภาพของพรรคประชาชนในตอนนี้ก็ไม่ได้มีกระแสเหมือนเก่าแล้ว เพียงแต่กลัวจะมีกระแสว่า เมื่อพรรคอื่นลองมาหมดแล้ว ก็ให้คนรุ่นใหม่ลองเข้ามาบริหารบ้าง ถ้าอย่างนั้นก็อาจจะเกิดผลระดับ “ปรากฎการณ์” ได้
*โดยสรุปก็คือผมเชื่อว่า ถึงตอนนี้แพทองธารไปไม่ไหวแล้วไม่ว่าจะ “รอด” หรือ “ไม่รอด” ที่ตอนนี้ทุกท่านรู้ผลของศาลรัฐธรรมนูญแล้วก็ตาม และก็ขึ้นอยู่กับว่าทักษิณเจ้าของพรรคเพื่อไทยจะเอาอย่างไรต่อไปก่อนที่ตัวเองจะเผชิญกับวิบากกรรมชั้น 14 จากศาลฎีกาในวันที่ 9 กันยายนไม่นานต่อจากนี้
ติดตามผู้เขียนได้ที่ https://www.facebook.com/surawich.verawan