xs
xsm
sm
md
lg

การพังทลายของ“เอกภาพสองฟากฝั่งแอตแลนติก”

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ทับทิม พญาไท


ฟรีดริช เมิร์ซ นายกรัฐมนตรีเยอรมนี
เจอเข้ากับ “ภาษีศุลกากร” ไม่ต่ำกว่า 15 เปอร์เซ็นต์ ต้องวิ่งหาซื้อน้ำมันและแก๊สจากอเมริกาอีกไม่รู้จะกี่ปีต่อกี่ปี คิดเป็นมูลค่าไม่น้อยไปกว่า 700,000 ล้านดอลลาร์ ต้องหอบเงินลงทุนไปลงทุนในอเมริกาอีกไม่ต่ำกว่า 600,000 ล้านดอลลาร์ แถมต้องซื้ออาวุธจากอเมริกาส่งไปให้ยูเครนโดยที่ “ทรัมป์บ้า” ฉวยโอกาสขึ้นราคาค่าขนส่งเพิ่มขึ้นไปอีก 10 เปอร์เซ็นต์เอาดื้อๆ ฯลฯ อะไรต่อมิอะไรเหล่านี้...ดูๆ จะทำให้ประเทศ “เสาหลักแห่งอียู” อย่างเยอรมนีชักจะเริ่ม “สะดุ้งตื้น” ขึ้นมามั่งแล้ว!!! 

คือถ้าฟังจากสุ้มเสียงของผู้นำเยอรมนี “นายFriedrich Merz” ที่แม้ในอดีตเคยชักชวนนักลงทุนอเมริกาอย่างบริษัท“BlackRock” ให้เข้าไปกว้านซื้อหุ้นธุรกิจต่างๆ ในเยอรมนี ไม่ว่า Volkswagen, Deutsche Bank, BMW, Siemens ฯลฯ จนได้ชื่อว่าเป็น “สมุน” รายสำคัญของพวกอีลีทโลกเอาเลยถึงขั้นนั้น แต่เมื่อบุญพาวาสนาส่งหรือจะถือเป็น “กรรม” ก็แล้วแต่ ให้มีโอกาสขึ้นเป็นผู้นำประเทศเยอรมนีในช่วงนี้ โดยน้ำเสียง สุ้มเสียง ระหว่างที่ไปพูดๆ กับสมาชิกพรรคการเมืองของตัวเอง อย่างพรรค “Christian Democratic Union Party” ที่เมือง“Osnabrueck” เมื่อช่วงวันเสาร์ที่ผ่านมา (23 ส.ค.) ค่อนข้างจะออกอาการอ่อนเปลี้ยเพลียแรงแบบชนิดแทบหมดน้ำอิ๊ว น้ำยา อย่างเห็นได้โดยชัดเจน โดยเฉพาะคำพูดที่สรุปเอาไว้ว่า... “เราไม่ได้อยู่ในช่วงเวลาแห่งความอ่อนแอทางเศรษฐกิจแบบชั่วครั้ง-ชั่วคราว แต่เรากำลังอยู่ในห้วง...วิกฤตแห่งโครงสร้าง...ของระบบเศรษฐกิจเยอรมนีทั้งหมด-ทั้งมวล”อันส่งผลให้ “ภาวะแห่งการแก้ไขปัญหา...ออกจะใหญ่โตกว่าที่ใครๆเคยจินตนาการเอาไว้เมื่อไม่กี่ปีที่แล้ว” นี่...ต้องเรียกว่า...ชักออกไปทาง “สภาพ” หรือชักจะยอมรับสภาพ ว่าโอกาสที่ประเทศซึ่งเคยได้ชื่อว่าเสาหลักทางเศรษฐกิจของอียู อาจต้อง “เจ๊ง-กับ-เจ๊ง” ย่อมมีความเป็นไปได้สูงเอามากๆ... 

คือถึงขั้นต้องยอมรับสารภาพว่าแทบไม่เหลือเงินที่จะเอาไปใช้ในการสนับสนุน “สวัสดิการ” ใดๆ ในเยอรมนีแบบเมื่อครั้งเดิมๆ อีกต่อไปแล้ว เพราะเศรษฐกิจที่หัวทิ่ม-หัวตำ ผลผลิตอุตสาหกรรมตกต่ำแบบรูดมหาราชนับตั้งแต่ยุคอดีตผู้นำคนก่อน “นายOlaf Scholz” หรือนับตั้งแต่เข้าไปพัวพันกับ “สงครามรัสเซีย-ยูเครน” เป็นต้นมา ชนิดเมื่อ 2 ปีที่แล้ว หรือปีค.ศ. 2023 อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจหดเหลืออยู่แค่ 0.3 เปอร์เซ็นต์ แต่ครั้นเมื่อปีที่แล้ว หรือปี ค.ศ. 2024 ทุกสิ่งทุกอย่างก็มิได้เงยหน้า-อ้าปากใดๆ เอาเลยแม้แต่นิด ตัวเลขความเติบโตทางเศรษฐกิจยังคงห่อเหี่ยวลงไปอีกเหลือแค่ 0.2 เปอร์เซ็นต์ ไม่เกินไปกว่านั้น และอันนี้นี่เอง...ที่ทำให้ผู้นำเยอรมนีซึ่งดันผงาดขึ้นมา “รับเวร-รับกรรม” ในช่วงนี้ อย่าง “นายFriedrich Merz” จึงต้องงัดเอา “วิสัยทัศน์” แบบชนิด “วิ-ยาว” ไม่ใช่ “วิ-สั้น” (Vision) ออกมาชี้แนะ ชี้นำ บรรดาชาวไส้กรอกทั้งหลาย เมื่อช่วงวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (24 ส.ค.) ถึงขั้นว่า... “เยอรมนีควรต้องมองให้ยาวไกลไปกว่าข้อตกลงทางการค้าระหว่างอเมริกาและอียู โดยเราจะต้องมองหา...คู่ค้ารายใหม่...ที่จะเข้ามาแทนที่ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า” 

ส่วนจะเป็นใคร? หรือเป็นประเทศอะไร? นั้น...ผู้นำเยอรมนีรายนี้ได้สรุปไว้กว้างๆ ว่า น่าจะได้แก่บรรดาประเทศในแถบละตินอเมริกา เอเชีย และแอฟริกา หรือหนีไม่พ้นต้องหันไปหาบรรดา “ประเทศซีกโลกใต้” ทั้งหลาย ที่กำลังร่วมไม้-ร่วมมือกันอย่างเป็นงาน-เป็นการ เป็นระบบและกิจการ เพื่อหวังที่จะเปลี่ยนโลกทั้งโลกให้กลายไปเป็น “โลกหลายขั้วอำนาจ” ไม่ใช่ “โลกขั้วอำนาจเดียว” ที่ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของ “ตะวันตก” แบบที่เคยเป็นมานับศตวรรษๆ ให้จงได้!!! นั่นแล นี่...อันนี้นี่แหละ เลยเป็นอะไรที่น่าคิด น่าสะกิดใจ เป็นอย่างยิ่ง เพราะถ้าหากประเทศเสาหลักทางเศรษฐกิจแห่งโลกตะวันตกอย่างเยอรมนี ยังหนีไม่พ้นต้องอาศัย “วิ-ยาว” ด้วยการหันมาซบโลกตะวันออกอย่างมิอาจหลีกเลี่ยงได้ ก็ยิ่งเท่ากับเป็นตัวเร่งเร้าให้ภาวการณ์พังทลายของ “โลกขั้วอำนาจเดียว” และการอุบัติขึ้นมาแทนที่ของ“โลกหลายขั้วอำนาจ” ยิ่งเป็นจริง-เป็นจัง ยิ่งเพิ่มความเป็นไปได้ที่จะนำพาไปสู่ “ระเบียบโลกแบบใหม่” กันในอีกไม่ใกล้-ไม่ไกลนับจากนี้... 

ขณะที่ประเทศเสาหลักอียูอีกรายอย่างฝรั่งเศส...ก็ดันถูก“พันธมิตรอันศักดิ์สิทธิ์” ของคุณพ่ออเมริกาอย่างอิสราเอลไล่แทง ไล่ทิ่ม กันแบบพอดิบ-พอดี อันเนื่องมาจากอดรนทนไม่ไหวต่อความ “เหี้ย...ย์ย์ย์มม์ม์ม์” แบบ “ม.ม้า” วิ่งกวดแทบไม่ทันของผู้นำอิสราเอล ในการเข่นฆ่า สังหาร บรรดาชาวปาเลสไตน์ จนถึงขั้นคิดจะออกเดินนำหน้าประกาศรับรองความเป็น “รัฐปาเลสไตน์” ในอีกไม่กี่วัน-กี่เดือนนับจากนี้ ส่งผลให้ทูตอเมริกาประจำฝรั่งเศส แถมดันเป็นบิดาบังเกิดเกล้าของบุตรเขยประธานาธิบดีอเมริกันอย่าง “ทรัมป์บ้า” คือ “นายCharles Kushner” บิดาของ “นายJared Kushner” ต้องออกโรงเขียนจดหมายด่าผู้นำฝรั่งเศส ไว้ในหนังสือพิมพ์ “The Wall Street Journal” แบบชนิดตรงไป-ตรงมา ไม่ต่างไปจากผู้นำอิสราเอล“นายBenjamin Netanyahu” ที่ได้ด่าผู้นำฝรั่งเศสไว้ก่อนหน้านั้น เล่นเอา...กระทรวงการต่างประเทศฝรั่งเศส ถึงกับต้องเรียกทูตอเมริกามาอบรมสั่งสอน หรือมา “ตบปาก” อย่างเป็นงาน-เป็นการ อันยิ่งส่งผลให้สิ่งที่เรียกว่า “Transatlantic unity”หรือ “เอกภาพสองฟากฝั่งแอตแลนติก” ยิ่งมีแต่จะเละเป็นขี้ เละเป็นโจ๊ก หนักขึ้นไปใหญ่... 

และอาจด้วยสีสันบรรยากาศแห่ง “ความเป็นไปของโลก” มันชักจะเป็นไปในแนวนี้ยิ่งขึ้นทุกทีหรือไม่? อย่างไร? ก็แล้วแต่จะว่ากันไป เลยทำให้ประเทศที่ใกล้ชิดติดพัน แบบอยู่หน้าปากประตูบ้านของหมีขาวรัสเซีย อย่างประเทศฟินแลนด์ ที่เพิ่งดีอก-ดีใจ เพราะได้เข้าไปเป็นส่วนหนึ่ง ส่วนเดียวกันกับองค์กรพันธมิตรทางทหารอย่าง “NATO” แต่ล่าสุด...หรือเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมานี่เอง (25 ส.ค.) ประธานาธิบดีฟินแลนด์“นายAlexander Stubb” ที่อุตส่าห์ถ่อร่างไปร่วมเจอะเจอ“ทรัมป์บ้า” ที่ทำเนียบขาวกับบรรดาผู้นำยุโรปทั้งหลาย ก็ได้ออกมาป่าวประกาศแบบเสียงดัง-ฟังชัดว่า...ถึงเวลาแล้ว!!! ที่บรรดาประเทศสหภาพยุโรปทั้งหลาย จะต้องหาทางฟื้นฟูสัมพันธภาพกับรัสเซีย ทันทีที่ “ปัญหายูเครน” ได้คลี่คลายลงไปบ้างแล้ว... 

นี่...ต้องเรียกว่า อะไรมันชักจะกลับตาลปัตร พลิกหน้า-พลิกหลังได้ค่อนข้างรวดเร็วเอามากๆ จากที่เคยรวมมือ รวมตีน รวมกันรุมกระทืบหมีขาวรัสเซีย ชนิดขนหลุด หนังหลุด ออกมาเป็นชิ้นๆ แต่ครั้นเมื่อ “จักรพรรดิโลก” แห่ง “โลกขั้วอำนาจเดียว”อย่าง “ทรัมป์บ้า” ดันปูพรมแดงต้อนรับผู้นำรัสเซีย ประธานาธิบดี “ปูติน” ไปแค่ไม่กี่วันเท่านั้นเอง สีสันบรรยากาศของโลกก็ดูจะเปลี่ยนไปแบบ “พลิกหลังตีน-เป็นหน้ามือ” ได้แบบไม่น่าเชื่อแต่ก็คงต้องเชื่อ อย่างมิอาจหลีกเลี่ยงและปฏิเสธได้... 

ยิ่งเมื่อบรรดาประเทศซีกโลกใต้ หรือโลกตะวันออก ต่างแสดงอาการยืนหยัด ยืนยัน ไม่ยอมที่จะเป็น “รัฐบริวาร” ให้กับคุณพ่ออเมริกาแบบเดียวกับบรรดาประเทศอียูทั้งหลาย ไม่ว่าจะถูกกด ถูกบีบ กันไปถึงขั้นไหน ความร่วมมือร่วมใจระหว่างรัสเซีย-จีน-อินเดีย-บราซิล-แอฟริกาใต้ ที่กำลังจะปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจนในอีกไม่ใกล้-ไม่ไกล หรือในระหว่างการประชุมกลุ่มประเทศ “SCO” (Shanghai Cooperation Organization) ในช่วงปลายเดือนที่จะถึงนี้ ชนิดผู้นำรัสเซียถึงกับยอมไป “นอนค้างคืน” กับผู้นำจีนถึง 4 วัน 4 คืน ไม่ใช่แค่เดินบนพรมแดงแล้วรีบนั่งเครื่องบินกลับ ไม่ยอมกินอาหารกลางวันกับผู้นำอเมริกาเอาเลยแม้แต่น้อย ความหนึบหนับ แน่นเหนียว กันในลักษณะนี้นี่เอง ที่ทำให้คำพูดของประธานาธิบดีจีน “สี จิ้นผิง” เมื่อเกือบ 10 ปีที่แล้ว หรือเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคมปี ค.ศ. 2016 ต่อหน้าบรรดาสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์จีน เลยชักเป็นจริง-เป็นจัง ไม่ใช่แค่ “สมรักษ์ คำสิงห์” ไปวันๆ นั่นก็คือคำพูดที่ว่า...“ในอีกประมาณ 10 ปีนับจากนี้ เราจะมีโอกาสได้เห็นระเบียบโลกอีกแบบหนึ่ง ซึ่งไม่เหมือนกับที่เคยเป็นมาก่อนหน้านี้ โดยมีกุญแจสำคัญที่จะทำให้สิ่งเหล่านี้เป็นจริง-เป็นจังขึ้นมา นั่นก็คือ...ความร่วมมือทางยุทธศาสตร์ระหว่างจีนกับรัสเซีย...” 


กำลังโหลดความคิดเห็น