ในท่ามกลางโศกนาฏกรรมจากแผ่นดินไหวและหลายชีวิตยังอยู่ใต้ซากปรักหักพัง คนไทยส่วนมากก็คงจะเอาใจช่วยหน่วยกู้ภัยทั้งคนและสุนัข เค9 แต่ก็มีข้อความในโซเชียลมีเดียโพสต์ทำนองว่า ปี 2554 น้ำท่วมขายบ้านซื้อคอนโดฯ ปี 2568 แผ่นดินไหว ขายคอนโดฯ ซื้อบ้าน ปี 2569 ขายทั้งบ้านและคอนโดฯ เพราะหมดตัวจากกาสิโน
เพราะถึงตอนนี้ชัดเจนแล้วว่า รัฐบาลจะผลักดันเรื่องนี้เข้าสภาฯ เพื่อให้ทันก่อนปิดสมัยประชุมนี้ เผื่อจะให้บังคับใช้ได้อย่างรวดเร็วโดยประธานวิปรัฐบาลนายวิสุทธิ์ ไชยณรุณบอกว่ารัฐบาลจำเป็นต้องหาเงินเข้าประเทศ โดยอ้างว่าจะได้ช่วยเพิ่มเงินให้คนสูงอายุและคนพิการ
ดูเหมือนบ่อนกาสิโนในเมืองไทยจะมีขึ้นในรัฐบาลนี้แน่ ไม่ใช่มีเพียงแห่งเดียวเท่านั้น แต่รัฐบาลต้องการให้มีขึ้นหลายแห่ง และดูแล้วจะต้านยากเสียด้วย เพราะรัฐบาลไม่สนเสียงคัดค้านและคนที่ออกมาชุมนุมคัดค้านก็ยังไม่มากพอ แถมร่างพ.ร.บ.กาสิโนนี้ยังได้รับการสนับสนุนจากพรรคฝ่ายค้านด้วย ทั้งสภาฯ อาจจะมีพรรคประชาชาติซึ่งเป็นพรรคของมุสลิมเท่านั้นที่คัดค้าน ดังนั้นจะผ่านวาระที่ 1 อย่างฉลุยแน่นอน
ผมได้เห็นร่างที่ สศก.พิจารณาแล้วรวมถึงร่างที่คณะรัฐมนตรีส่งต่อสภาฯ ทั้งสองร่างยังมีข้อความในมาตรา 81 ที่ตรงกันคือ บุคคลสัญชาติไทยซึ่งจะเล่นพนันในกาสิโนต้องมีเงินฝากในบัญชีฝากประจำไม่น้อยกว่า 50 ล้านบาทต่อเนื่องกันไม่น้อยกว่า 6 เดือน และผ่านการตรวจสอบตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขตามที่คณะกรรมการบริหารกำหนด
ซึ่งเคยมีข่าวว่ารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังคือนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ไม่เห็นด้วย เพราะเห็นว่า มีคนไทยที่มีเงิน 50 ล้านเพียง 10,000 กว่าบัญชี ความเห็นของเขาทำนองว่า หากจำกัดคนไทยไม่ให้เข้าไปเล่นในบ่อนกาสิโนถูกกฎหมาย ก็อาจจะไม่สามารถลดการพนันที่ผิดกฎหมายได้และเงินไม่ได้เข้ารัฐ
ร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้แม้จะชื่อว่าการประกอบธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร แต่ที่แท้ก็คือ ร่าง พ.ร.บ.กาสิโนนั่นแหละ เพราะสถานบันเทิงอื่นที่รัฐบาลบอกจะมีอยู่ในเอนเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์นั้นกฎหมายมันอนุญาตให้มีอยู่แล้วยกเว้นกาสิโน และคำว่า “ครบวงจร” ในร่างกฎหมายก็คือ บ่อนกาสิโนนั่นเอง และแม้จะอ้างว่า กาสิโนจะมีเพียง 10% ของพื้นที่ แต่รายได้ที่รัฐคาดหวังก็มาจากกาสิโนนี่แหละ
ถ้าจะต้องมีบ่อนส่วนตัวผมเห็นด้วยนะครับว่า ควรจะกำหนดวงเงินคนไทยที่ 50 ล้านนี่แหละ เพราะถ้าใครเข้าไปเล่นได้โดยเสียเงินค่าเข้าเพียง 5,000 บาท ก็อาจจะทำให้มีคนไทยเข้าไปเล่นพนันเป็นจำนวนมาก แล้วถ้ากลัวว่าจะมีบ่อนผิดกฎหมายเกิดขึ้นก็เป็นหน้าที่รัฐที่จะปราบปรามไม่ใช่หรือ ต้องคิดให้ได้สิว่า การพนันควรจะเป็นสิ่งที่ส่งเสริมให้คนไทยเข้าไปเล่นจำนวนมากเพื่อให้รัฐมีรายได้มาก หรือเป็นอบายมุขที่ไม่ควรสนับสนุนให้ประชาชนเข้าไปเล่นกันแน่
แต่ผมเข้าใจได้ว่า แม้รัฐบาลจะพยายามบอกว่า บ่อนกาสิโนจะทำให้มีนักท่องเที่ยวเข้ามาประเทศไทยมากขึ้น ก็อยากจะรู้เหมือนกันว่าจะมีกี่คนที่มาเมืองไทยเพื่อหวังเข้าบ่อนกาสิโน ทั้งที่ประเทศไทยได้ชื่อว่าเป็นจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวที่มีประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และธรรมชาติที่สวยงาม และโดยเฉพาะคนไทยที่มีความเป็นมิตรกับนักท่องเที่ยว
แต่ผมเชื่อว่าเงื่อนไขที่คนไทยจะต้องมีเงิน 50 ล้านจึงสามารถเข้าไปเล่นได้จะต้องถูกตัดทิ้งในชั้นกรรมาธิการ เพราะเป้าหมายลึกของนายใหญ่ที่ผลักดันร่างกฎหมายฉบับนี้ให้เป็นเกียรติประวัติในสมัยที่ลูกสาวหุ่นเชิดเป็นนายกรัฐมนตรีก็คือ ต้องการกวาดเงินคนไทยนั่นแหละไม่ใช่จากนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ถ้าเขาจะเข้ามาเพื่อเล่นกาสิโนก็ไม่มีความจำเป็นต้องเข้ามาประเทศไทยเลย
แล้วรู้ไหมว่าระหว่างที่รัฐจะได้ประโยชน์กับกลุ่มทุนที่มาประกอบการนั้น กฎหมายกำหนดค่าธรรมเนียมใบอนุญาต 30 ปีไว้ที่ 5,000 ล้านบาทเท่านั้นกับค่าธรรมเนียมรายปีไม่เกิน 1,000 ล้านบาทต่อปี ทำให้ผู้ประกอบการมีต้นทุนที่จะต้องจ่ายให้รัฐเฉลี่ยปีละ 1,167 ล้านบาทเท่านั้น ในขณะที่ข้อมูลจากWorld Bank พบว่าการพนันสร้างต้นทุนทางสังคม (Social Cost) สูงถึง 3-5 เท่าของรายได้ภาษีที่รัฐได้รับนั่นเป็นคำตอบว่าได้ไม่คุ้มกับเสีย แม้ว่า จะมีการเก็บภาษีกาสิโนที่ 17% ของรายได้จากการเล่นเกม gross gaming revenue หลังจากเงินรางวัลแล้วก็ตาม
และแม้ว่ากฎหมายฉบับนี้จะเขียนว่า ผู้ขอรับใบอนุญาตจะต้องเป็นบริษัทจำกัดหรือบริษัทมหาชนจำกัดซึ่งจดทะเบียนในประเทศไทย มีทุนชำระแล้วไม่น้อยกว่าหนึ่งหมื่นล้านบาท และลงทุนเริ่มต้นหนึ่งแสนล้านบาทก็ไม่ได้ยากอะไรที่ทุนต่างชาติจะเข้ามาตั้งคนไทยเป็นนอมินีเหมือนบริษัทก่อสร้างจีนที่สร้างตึกสตง.นั่นแหละมีกลุ่มทุนไทยสักกี่รายที่มีศักยภาพลงมาเล่นเกมนี้เพื่อให้เงินไม่ไหลออกนอกประเทศ
กาสิโนอาจดึงดูดนักท่องเที่ยวและนักลงทุนรายใหญ่แต่รายได้ส่วนใหญ่จะไหลเข้าสู่บริษัทข้ามชาติหรือผู้ประกอบการมากกว่าชุมชนท้องถิ่นตัวอย่างเช่นในมาเลเซีย Genting Highlands ส่วนใหญ่ให้ประโยชน์กับกลุ่มทุนมากกว่าชาวบ้านในพื้นที่ใกล้เคียง
ถ้ากาสิโนเกิดขึ้นสำเร็จคนที่จะได้ประโยชน์นอกจากทุนต่างชาติแล้วก็คือนักการเมืองนั่นเอง
ที่สำคัญกาสิโนมักสัมพันธ์กับอาชญากรรมเช่นการค้ามนุษย์การฟอกเงินและการฉ้อโกงซึ่งอาจกระทบความปลอดภัยของชุมชนท้องถิ่นฟิลิปปินส์เผชิญปัญหานี้หลังเปิดกาสิโนในเมืองบันได (Baguio) และมะนิลามีงานวิจัยเรื่อง “The Social Costs of Gambling” (National Gambling Impact Study Commission, 1999) ระบุถึงปัญหาที่อาจเกิดขึ้นจากการพนันเช่นการเพิ่มขึ้นของอาชญากรรมการเสพติดและผลกระทบต่อครอบครัวและชุมชนซึ่งอาจทำให้รัฐต้องใช้จ่ายเพิ่มเติมในการจัดการกับปัญหาที่เกิดขึ้น
การพนันที่มากเกินไปอาจนำไปสู่ความเครียดซึมเศร้าและการฆ่าตัวตายซึ่งเป็นปัญหาที่พบในชุมชนใกล้กาสิโนเช่นมาเก๊า (Macau) ที่มีอัตราปัญหาการพนันสูงถึง 2-3%
ถามว่าคุ้มค่าไหมที่เราจะเปลี่ยนเมืองไทยให้เป็นเมืองการพนันเมื่อเทียบกับรายจ่ายกับปัญหาที่เพิ่มขึ้นตามมา ถามว่าเราจะมี GDP เพิ่มขึ้นสักเท่าไหร่เมื่อเทียบกับเงินที่ต้องเยียวยาสังคม
กาสิโนในสิงคโปร์ (Marina Bay Sands และResorts World Sentosa) มีส่วนสนับสนุนประมาณ 1.5-2% ของ GDP ต่อปีตามข้อมูลจากกระทรวงการค้าและอุตสาหกรรมสิงคโปร์ (MTI)กาสิโนในมาเลเซียมีเพียงแห่งเดียวที่ถูกกฎหมายคือResorts World Genting ซึ่งตั้งอยู่ในเก็นติ้งไฮแลนด์ข้อมูลล่าสุด (เช่นปี 2023) ไม่ได้ระบุตัวเลขแน่ชัดแต่คาดว่ามีส่วนสนับสนุนGDP น้อยกว่า 1% ของGDP รวมของมาเลเซีย
ด้วยเสียงข้างมากในสภาฯ ของรัฐบาลและเสียงคัดค้านที่แผ่วเบาไม่มีพลังของคนไทยออกมาต่อต้านยังไงเสียนายใหญ่จะต้องผลักดันกฎหมายนี้ออกมาจนสำเร็จ และถ้าเงื่อนไขที่คนไทยต้องมีเงิน 50 ล้านจึงสามารถเข้าไปเล่นได้ถูกตัดไปด้วยแล้ว เชื่อว่า จะมีผีพนันคนไทยเพิ่มขึ้นอีกจำนวนมาก แล้วคิดดูว่า มันจะคุ้มค่ากับเงินที่รัฐได้เข้าประเทศและเงินส่วนใหญ่ไหลออกสู่นายทุนต่างประเทศไหม
ดูเหมือนประเทศไทยวันนี้จะถูกกำหนดชะตากรรมด้วยนายใหญ่เพียงอย่างเดียว เหมือนวาทกรรมที่ว่า “นายใหญ่รอด พวกเราก็รอด” ส่วนประชาชนจะรอดไหมก็คิดกันดูเอง
ติดตามผู้เขียนได้ที่ https://www.facebook.com/surawich.verawan