หนึ่งความคิด
สุรวิชช์ วีรวรรณ
ผมนั่งดูอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลบ้างไม่ได้ดูบ้าง ต้องชมว่าฝ่ายค้านส่วนใหญ่ทำหน้าที่ได้ดี ที่เหนือความคาดหมายก็คือพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ที่ใช้ใจบันดาลแรงได้อย่างผิดคาดและมีความเป็นผู้ใหญ่ แม้จะถูกอุ๊งอิ๊งตอบกลับด้วยการล้อเลียนคำพูดของพล.อ.ประวิตรที่เคยใช้ในสภา แต่ก็ไม่ได้ทำให้พล.อ.ประวิตรเสียรังวัดอะไร
ส่วนพรรคประชาชนที่เป็นคนรุ่นใหม่ก็ทำการบ้านและอภิปรายได้ดีเป็นส่วนใหญ่ ที่ผิดคาดก็คือหัวหน้าพรรค ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ที่ไม่ได้โดดเด่นอะไรนัก เพียงแต่พอสอบผ่านไปได้เท่านั้นเอง เมื่อเทียบกับหัวหน้าเก่าอย่าง พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ส่วนอุ๊งอิ๊งค์ แพทองธารก็ไม่ได้คาดหวังอะไรจากตัวเธออยู่แล้ว และอย่างไรสุดท้ายเธอก็สอบผ่านไปได้ด้วยมือที่มากกว่า
ถ้าถามว่ามีประเด็นอะไรที่น่าสนใจเรื่องการอภิปรายชั้น 14 ของ รังสิมันต์ โรม ก็เรื่องหนึ่งแหละ แต่เรื่องนี้เป็นเรื่องที่รู้กันอยู่แล้ว แต่สังคมส่วนใหญ่ก็เชื่อกันว่า ทักษิณป่วยทิพย์นั่นแหละ สิ่งที่แพทองธาร ทำได้ก็คือ ปล่อยให้พ.ต.อ.ทวี สอดส่องชี้แจงไป โดยอ้างว่า เธอยังไม่ได้เป็นนายกรัฐมนตรีในตอนนั้น
แต่เรื่องที่น่าสนใจอีกเรื่องก็คือ ภาษีการรับให้ (Gift Tax) ในประเทศไทย ซึ่งเป็นภาษีที่จัดเก็บจากบุคคลที่ได้รับทรัพย์สินหรือมรดกโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใด ๆ ซึ่งถูกกำหนดไว้ภายใต้ประมวลรัษฎากร โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2559 เป็นต้นมา ภาษีนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันการหลีกเลี่ยงภาษีเงินได้ และเพิ่มความเป็นธรรมในการจัดเก็บภาษี โดยเฉพาะในกรณีที่บุคคลมั่งคั่งโอนทรัพย์สินให้ผู้อื่น เช่น ญาติสนิท โดยไม่มีการเสียภาษี
โดย นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ส.ส. พรรคประชาชน อภิปรายไม่ไว้วางใจแพทองธารเกี่ยวกับประเด็นนี้ นายวิโรจน์ได้กล่าวถึงกรณีที่แพทองธารอาจมีพฤติกรรมหลีกเลี่ยงภาษีการรับให้ ผ่านการทำ “นิติกรรมอำพราง” โดยใช้ ตั๋วสัญญาใช้เงิน (Promissory Note หรือ PN) เพื่อรับหุ้นจากบุคคลในครอบครัว ซึ่งมีมูลค่ารวม 4,434.5 ล้านบาท โดยไม่มีการกำหนดระยะเวลาชำระหนี้หรือดอกเบี้ย ซึ่งอาจเข้าข่ายการรับทรัพย์สินโดยไม่เสียภาษีตามที่กฎหมายกำหนด
รายละเอียดภาษีการรับให้คืออะไร
1.ผู้ที่มีหน้าที่เสียภาษี: ผู้รับทรัพย์สิน (เช่น เงินสด หุ้น อสังหาริมทรัพย์) จากการให้โดยเสน่หา หรือการรับมรดก
2.โดยมีอัตราภาษีดังนี้
◦ กรณีทั่วไป: หากมูลค่าทรัพย์สินที่ได้รับเกิน 20 ล้านบาทต่อปี จะต้องเสียภาษีในอัตรา 5% ของมูลค่าส่วนที่เกิน
◦ กรณีญาติสนิท: หากผู้ให้เป็นญาติสนิท (เช่น บิดา มารดา พี่น้อง) และมูลค่าทรัพย์สินเกิน 20 ล้านบาทต่อปี จะต้องเสียภาษี 5% เช่นกัน
◦ ข้อยกเว้น: หากมูลค่าทรัพย์สินที่ได้รับไม่เกิน 20 ล้านบาทต่อปี จะได้รับการยกเว้นไม่ต้องเสียภาษี
3.การคำนวณ: คิดจากมูลค่าตลาดของทรัพย์สิน ณ วันที่รับ และต้องยื่นแบบแสดงรายการภาษี (ภ.ง.ด.52) ภายในวันที่ 31 มีนาคมของปีถัดไป
วิโรจน์ชี้ว่า แพทองธารรับหุ้นจากครอบครัว (เช่น มารดา พี่สาว พี่ชาย) มูลค่าสูงถึง 4,434.5 ล้านบาท โดยออกตั๋ว PN จำนวน 9 ฉบับ แทนการจ่ายเงินจริง ซึ่งเขาเรียกว่าเป็น “หนี้ปลอม” เพราะไม่มีกำหนดชำระและไม่มีดอกเบี้ย ส่งผลให้ดูเหมือนเป็นการซื้อขาย แต่ในความเป็นจริงอาจเป็นการรับให้ที่ควรต้องเสียภาษี เขาคาดการณ์ว่าภาษีการรับให้ที่ควรจ่ายอาจสูงถึง 218.7 ล้านบาท (คำนวณจาก 5% ของมูลค่าหุ้น) และตั้งคำถามว่ารัฐได้รับเงินภาษีนี้หรือไม่ ซึ่งหากไม่มีการชำระ อาจบ่งชี้ถึงการหลีกเลี่ยงภาษี และขาดความซื่อสัตย์สุจริตตามคุณสมบัตินายกรัฐมนตรีที่กำหนดในรัฐธรรมนูญ
ประเด็นสำคัญนี่เป็นการทำนิติกรรมอำพรางหรือการทำธุรกรรมปลอมหรือไม่ (เช่น ออกตั๋ว PN) เพื่อปกปิดเจตนาที่แท้จริง ซึ่งอาจเป็นการให้ทรัพย์สินโดยไม่เสียภาษี
ก็น่าสนใจมีผู้รู้ทางการเงินอภิปรายไปต่างนานาบ้างก็ว่าทำได้เป็นเรื่องปกติ บางคนบอกว่า ความผิดสำเร็จแล้ว
กรณ์ จาติกวณิช อดีตรัฐมนตรีคลังบอกว่า หากถามว่าผิดปกติหรือไม่ คงต้องตอบว่าในทางธุรกิจผิดปกติแน่นอน แต่ก็อาจจะอธิบายได้ว่าเป็นธุรกรรมภายในครอบครัว ลูกสาวขอติดเงินไว้ก่อน ก็ไม่ผิดปกติที่จะบอกเขาว่า ‘ไม่เป็นไร มีเมื่อไรค่อยเอามาใช้’ ส่วนการไม่คิดดอกเบี้ยกับลูกก็เข้าใจได้ (ส่วนกรณีนี้สมเหตุสมผลหรือไม่เป็นอีกเรื่องหนึ่ง)
ส่วนนายกฯ ได้ชี้แจงว่า ’เดี๋ยวปีหน้าก็จะเคลียร์หนี้แล้ว’ ซึ่งแน่นอนเมื่อเคลียร์ก็ต้องมีภาระภาษีเกิดขึ้นกับผู้ขายทันที และได้ชี้แจงว่าหนี้ส่วนนี้ก็ได้มีการรายงาน ป.ป.ช. มาตลอด ถือว่าครบถ้วนตามที่ควรจะต้องชี้แจงในการอธิบายตน (ขาดเพียงว่าทำไมตอนรับโอนถึงมีความไม่พร้อมที่จะชำระ?)
ต่อคำถามว่าที่จะเคลียร์เป็นเพียงเพราะถูกอภิปรายหรือไม่ เราไม่สามารถตอบได้ แต่ถ้าเคลียร์หนี้จริง ฝ่ายค้านจะพิสูจน์เจตนาตามที่กล่าวหาไว้อย่างไร? ผมมองไม่เห็นตรงนี้
หากจะลงเอยด้วยการเคลียร์หนี้แบบนั้น แม้ว่าเดิมอาจไม่ได้คิดจะมีการชำระหนี้แต่อย่างใด อย่างน้อยการอภิปรายก็มีส่วนทำให้รัฐได้เงินภาษีเพิ่มขึ้นหลายร้อยล้านบาท และเปิดประเด็นให้ประชาชนประเมินเองว่าเชื่อใคร
อย่างไรก็ตาม นายธีรชัย ภูวนาทนรานุบาล อดีตรัฐมนตรีคลังเช่นเดียวกันกล่าวว่า คุณกรณ์กล่าว นายกฯ ได้ชี้แจงว่า 'เดี๋ยวปีหน้าก็จะเคลียร์หนี้แล้ว' และได้ชี้แจงว่าหนี้ส่วนนี้ก็ได้มีการรายงาน ป.ป.ช. มาตลอด
ผมตั้งข้อสังเกตว่า ถ้าหากมีการกระทำนิติกรรมอำพราง ความผิดได้สำเร็จไปแล้ว การเคลียร์หนี้ไม่ได้ทำให้ลบล้างความผิดที่เกิดขึ้นไปแล้ว ทั้งนี้ แพทองธารยื่นรายงาน ปปช. เป็นครั้งแรก จึงไม่สามารถอ้างว่าได้มีการรายงาน ป.ป.ช. มาตลอด และการรายงาน ป.ป.ช. ก็ไม่เกี่ยวกับการปฏิบัติถูกต้องตามกฎสรรพากร
ธีรชัยกล่าวว่า ภาระภาษีไม่ใช่เกิดขึ้นเมื่อจ่ายเงินจริง เมื่อบุคคลหนึ่งได้รับหุ้น เป็นการให้ ภาระภาษีเกิดขึ้น ณ วันที่ได้รับหุ้น ไม่ใช่วันที่มีการจ่ายเงิน สิ่งที่ แพทองธารอ้างว่า ภาระภาษีเกิดขึ้น เมื่อมีการชำระเงิน จึงไม่ถูกต้อง
อย่างไรก็ตาม แพทองธารชี้แจงว่าไม่มีการหลีกเลี่ยงภาษี และทุกธุรกรรมดำเนินการอย่างถูกต้องตามกฎหมาย โดยบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินที่ยื่นต่อ ป.ป.ช. นั้นครบถ้วนและโปร่งใส
เธอเหน็บวิโรจน์กลับว่า “การกล่าวหาว่านายกรัฐมนตรีคนนี้หนีภาษี ไม่เป็นความจริงเลย จริง ๆ แล้วเป็นเรื่องตรงกันข้าม ถึงแม้ดิฉันจะอายุน้อยกว่าท่าน แต่ดิฉันมั่นใจว่าดิฉันเสียภาษีให้รัฐมากกว่าท่านแน่นอนค่ะ” ซึ่งเป็นการเหน็บแนมว่านายวิโรจน์อาจเสียภาษีน้อยกว่าเธอ แม้จะอายุมากกว่า
อย่างไรก็ตามวิโรจน์ลุกขึ้นตอบโต้ทันที โดยระบุว่า “การเสียภาษีมากหรือน้อยไม่ใช่ประเด็นสำคัญ เพราะคนไทย 60 ล้านคนก็เสียภาษีน้อยกว่านายกฯ อยู่แล้ว แต่สิ่งที่น่ารังเกียจคือการเสียภาษีมากแต่หาเทคนิคหลบเลี่ยงภาษี” เขาย้ำว่าประเด็นอยู่ที่เจตนาและความซื่อสัตย์ ไม่ใช่แค่ปริมาณภาษีที่จ่าย
หากเราจำกันได้คำพูดของแพทองธารคล้ายกับคำพูดของทักษิณที่ว่า “ผมเป็นนายกฯ ที่ทำมาหากินสุจริต เอะอะอะไรก็บอกว่าไม่เสียภาษี ผมเสียภาษีเยอะกว่าพวกมันรวมกันทั้งประเทศอีก”
ถ้าจำกันได้ในอดีตทักษิณ และตระกูลชินวัตรเคยถูกกล่าวหาว่าหลบเลี่ยงภาษีในหลายกรณีตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา โดยข้อกล่าวหาเหล่านี้มักเกี่ยวข้องกับธุรกรรมทางธุรกิจและการโอนทรัพย์สินที่มีมูลค่าสูง ซึ่งฝ่ายค้านและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมองว่าเป็นการใช้ช่องโหว่ทางกฎหมายหรือการทำนิติกรรมอำพรางเพื่อลดภาระภาษี
ก่อนที่ทักษิณจะเข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในปี 2544 เขาและนางพจมานโอนหุ้นในชินคอร์ปให้บุคคลใกล้ชิด เช่น คนขับรถ แม่บ้าน และญาติ โดยอ้างว่าเป็นการบริหารทรัพย์สินเพื่อหลีกเลี่ยงข้อห้ามตามกฎหมายที่ระบุว่านายกรัฐมนตรีต้องไม่ถือหุ้นในบริษัทเอกชน โดยคตส. และศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองกล่าวหาว่านี่เป็นการปกปิดทรัพย์สิน (Wealth Concealment) และอาจมีเจตนาหลีกเลี่ยงภาษี โดยโอนหุ้นไปยัง “นอมินี” หรือตัวแทนที่ไม่มีเจตนาครอบครองจริง ซึ่งอาจเข้าข่ายการทำนิติกรรมอำพราง
หลังจากการอภิปรายเสร็จสิ้นแพทองธารอาจจะเอาเงิน 218.7 ล้านบาทไปจ่ายภาษีเสียเพื่อให้เรื่องจบลง แต่ก็สะท้อนว่า ถ้าเรื่องนี้ไม่ถูกเปิดโปงทุกอย่างก็จะถูกอำพรางเอาไว้อย่างที่ตระกูลนี้ถนัด นี่จึงน่าจะเป็นสิ่งที่ทักษิณเคยบอกว่า แพทองธารนั้นสืบทอดดีเอ็นเอมาจากตัวเองหรือเรียกว่าเชื้อไม่ทิ้งแถวนั่นเอง