xs
xsm
sm
md
lg

ความแตกต่างระหว่างสันติภาพแบบจีนกับแบบอเมริกา

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ทับทิม พญาไท


การประชุมความมั่นคงมิวนิก (Munich Security Conference : MSC) ครั้งที่ 61 จัดขึ้นที่ประเทศเยอรมนี เมื่อเร็วๆ นี้
คงต้องยอมรับว่า...บรรยากาศการประชุมความมั่นคงของยุโรป หรือ “MSC” (Munich Security Conference) ครั้งที่ 61 ที่เพิ่งผ่านมาเมื่อวัน-สองวันมานี้ ช่างเป็นอะไรที่น่าสงสาร น่าสมเพชเวทนาเสียเหลือเกิน เรียกว่า...เล่นเอาประธาน “MSC” อดีตทูตเยอรมนีประจำอเมริกา อย่าง “นายChristoph Heusgen” ถึงกับปาดน้ำตาป้อยๆ ระหว่างกล่าวคำอำลาเพื่อเปิดทางให้กับประธานคนใหม่ “นายJen Stoltenberg” อดีตเลขาฯ “NATO” โดยมิใช่เป็นเพราะความอาลัย-อาวรณ์ต่อตำแหน่งดังกล่าวแต่อย่างใด แต่เพราะความรู้สึกที่เจ้าตัวได้สารภาพด้วยเสียงสะอึกสะอื้นว่า “กฎระเบียบขั้นพื้นฐานระหว่างประเทศ” หรือ “rules-based international order” กำลังถูกกดดัน หรือถูกเล่นงาน โดยไม่ใช่ด้วยฝีมือใครที่หนวย แต่คือพันธมิตรผู้เคยเคียงบ่า-เคียงไหล่กับชาติยุโรปทั้งหลาย อย่างคุณพ่ออเมริกานั่นเอง โดยเฉพาะรองประธานาธิบดีอเมริกัน “นายJ.D. Vance” ที่บุกมาด่าบรรดาผู้นำยุโรป ถึงในเวทีประชุมคราวนี้ แบบชนิดแทบไม่เหลือค่า เหลือราคา หรือแทบไม่ต่างไปจาก “พรมเช็ดเท้า” อย่างที่ผู้นำรัสเซียท่านเคยว่าเอาไว้นั่นแหละ...

ยุโรปทั้งยุโรประหว่างนี้จึงกำลังปั่นป่วนเพราะท่าทีและนโยบายใหม่ๆ ของ “ทรัมป์บ้า” ชนิดผู้นำฝรั่งเศสอย่างประธานาธิบดี “Emmanuel Macron” ถึงกับต้องแสดงออกถึงความเป็นผู้นำด้วยการเรียก “ประชุมฉุกเฉิน” ชวนนายกรัฐมนตรีโปแลนด์ ผู้นำเยอรมนี เลขาฯ “NATO” นายกฯ อิตาลี ประธานสหภาพยุโรป มาสุมหัวรวมตัวมาบ่นระบายเรื่องสงครามยูเครนกันไปตามมี-ตามเกิด หรือถึงกับพยายามโทรศัพท์ไปหา “คนกลาง” ผู้จัดประชุมพบปะระหว่างตัวแทนอเมริกากับรัสเซีย อย่างเจ้าชาย “Mohammed bin Salman” ถึงซาอุดีอาระเบีย ทั้งที่ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรด้วยเลย นอกจากรับหน้าเสื่อเป็นเจ้าภาพ เจ้าของสถานที่เท่านั้นเอง แต่ด้วยเหตุเพราะบรรดาผู้นำยุโรปที่อุตส่าห์เสียเงิน-เสียทองให้กับ “ตัวตลก-ตัวแทน” อย่างยูเครน ไม่รู้จะกี่ต่อกี่แสนล้านดอลลาร์ กลับถูกคุณพ่ออเมริกา “ถีบทิ้ง” ออกไปนอกวงซะเฉยเลย!!!

ด้วยเหตุผล ข้ออ้าง ที่ออกจะ “เถียงไม่ขึ้น” อยู่พอสมควร ดังที่ “นายKeith Kellogg” ตัวแทนพิเศษอเมริกาในการแก้ปัญหายูเครน ได้กล่าวเอาไว้นั่นแหละว่า...เป็นเพราะชาติยุโรปสำคัญๆ อย่างเยอรมนีและฝรั่งเศสที่เคยจับมือถือแขนรัสเซียและยูเครน ให้บรรลุข้อตกลงสันติภาพ ณ เมืองมินสก์ (Minsk Agreement) เพื่อแก้ปัญหาความขัดแย้งในแคว้น “Donetsk” และ “Lugansk” เมื่อช่วงปี ค.ศ. 2015 นั้น ประสบ “ความล้มเหลว” ต่อการทำให้ทุกฝ่ายยึดมั่นในคำสัญญา ในข้อตกลงดังกล่าว ดังนั้น... “เรา(อเมริกา) ไม่อยากที่จะก้าวเดินไปในหนทางเดิมๆ ที่ชาติยุโรปเคยทำเอาไว้กับรัสเซีย” นี่...ต้องเรียกว่าแทบไม่เห็นหัว เห็นหาง ไม่เห็นถึงความสำคัญของ “พรมเช็ดเท้า” เอาเลยแม้แต่นิด...

แต่ก็นั่นแหละ...การแก้ปัญหายูเครน-รัสเซีย โดยที่บรรดาชาติยุโรปหรือแม้แต่ยูเครนเองไม่มีโอกาสเข้าร่วมด้วยเลยจะสามารถบรรลุเป้าหมายภายในช่วงก่อนหน้าวันอีสเตอร์ หรือก่อนวันที่ 20 เมษาฯ ตามที่ผู้นำอเมริกาตั้งเป้า ตั้งความหวังเอาไว้หรือไม่? อย่างไร? คงต้องคอยจับตานับจากช่วงวันอังคารที่ผ่านมา (18 ก.พ.) เป็นต้นไป แต่ระหว่างที่ “ถีบชาติยุโรป” ออกไปนอกวง อเมริกาคงไม่ได้คิดแค่จะ “เอาใจรัสเซีย” อย่างที่ผู้นำยูเครนได้ตัดพ้อ ต่อว่า เอาไว้ในแนวนั้น เพราะระหว่างที่พบปะกับผู้นำอินตะระเดีย นายกรัฐมนตรี “Narendra Modi” ที่เดินทางไปเยือนอเมริกาเมื่อไม่นานมานี้ ประธานาธิบดีรายใหม่ของอเมริกาอย่าง “ทรัมป์บ้า” ได้แสดงความขยุกขยิก คะยั้นคะยอผู้นำอินเดีย ที่มีสัมพันธภาพใกล้ชิด ติดพันกับ “มหาอำนาจคู่แข่ง” อเมริกาอย่างจีนและรัสเซีย ให้หันมาสนใจต่อโครงการ “IMFC” (The India-Middle East-Europe Economic Corridor) ในฐานะที่เป็น “ทางเลือก” ใหม่ๆ แทนที่จะไปร่วมหัว จมท้าย กับโครงการ “BRI” (Belt and Road Initiative) ของจีน รวมทั้งการหันมาซื้อแก๊สเหลวจากอเมริกาดีกว่าซื้อจากรัสเซียอยู่แล้วแน่ๆ...

เรียกว่า...ถึงกับคุยโม้-คุยโต กับนายกรัฐมนตรีอินเดียถึงขั้นว่า “จะมีเงินมากมายมหาศาลที่จะถูกจ่ายให้โครงการนี้ และเราก็ได้จ่ายไปแล้วในบางส่วน อีกทั้งจะทุ่มเพิ่มแบบสุดตัวเพื่อความก้าวหน้าของโครงการ IMFC” หรือคิดจะดึงอินเดียเข้ามาช่วย “ปิดล้อมจีน” แบบเดียวกับโครงการ “ยุทธศาสตร์อินโด-แปซิฟิก” ก่อนหน้านี้ แต่ก็อย่างที่สำนักข่าว “Sputnik” ของรัสเซียเขาตั้งข้อสังเกตเอาไว้นั่นแหละว่า โครงการ “BRI” ของมังกรจีนนั้น...ได้เริ่มลอดเลื้อย โอบกระหวัดรัดพันใครต่อใครทั่วทั้งโลกมานานแล้ว จนกระทั่งมีถึง 140 ประเทศเข้าร่วมโครงการ แต่ “IMFC” ของอเมริกาเพิ่งจะเริ่มตั้งไข่เมื่อแค่ปี-สองปี หรือปี ค.ศ. 2023 นี่เอง โอกาสที่จะดึงอินเดียมาร่วมกับอเมริกา ยูเออีซาอุดีอาระเบีย ฝรั่งเศส เยอรมนี อิตาลี และอียู เพื่อร่วมถักทอบูรณาการระเบียงเศรษฐกิจขึ้นมาใหม่แบบดื้อๆ ทื่อๆ นั้น มันคง...ไม่น่าจะง่ายกันสักเท่าไหร่นัก...

อีกทั้งการกระทำให้ “ทางผ่าน” สำคัญๆ ของโครงการ อย่างเช่นในภูมิภาคตะวันออกกลาง เกิดความสงบราบคาบไม่มีการสู้รบ-ปรบมือ ไม่ว่าระหว่างอิสราเอลกับฮามาส อิสราเอลกับเฮซบอลเลาะห์ อันทำให้โครงการดังกล่าวถึงกับต้อง “ชะงัก” ไปชั่วครั้ง-ชั่วคราว หรือทำให้ภูมิภาคตะวันออกกลางเกิดบรรยากาศแห่ง “สันติภาพ” ด้วยกรรมวิธีแบบ “บ้า...ก็...บ้าวะ” หรือแบบ “ใครยอมข้าอยู่-ใครขวางข้าตาย” ตามแบบฉบับ “ทรัมป์บ้า” นั้น น่าจะยากลำบากยิ่งขึ้นไปใหญ่ เพราะแม้ว่าอเมริกาจะมี “เครื่องมือ” อันทรงประสิทธิภาพในการทำให้ใครต่อใครจำต้องยอมศิโรราบ ไม่งั้น...อาจต้องเจอกับการ “เปิดประตูนรก” ขึ้นมาเมื่อไหร่ก็ย่อมได้ นั่นคือ “กองทัพ IDF” ของพันธมิตรอันศักดิ์สิทธิ์อย่างอิสราเอลที่บ้าระห่ำและโหดสุดๆ และเมื่อวัน-สองวันมานี้ก็ได้เติมความเหี้ยม ความโหด ด้วยการอนุมัติให้กองทัพอิสราเอล ซื้อระเบิด “MK-84” ที่สามารถเอาไว้ใช้เจาะทะลวงกำแพงคอนกรีตในอุโมงค์ใต้ดินได้แบบสบายๆ อันเป็นสิ่งที่รัฐบาลอเมริกันก่อนหน้านี้ เคยยึกๆ ยักๆ กลัวว่าอิสราเอลจะเอาไปทะลวงอุโมงค์พวกฮามาส หรือเอาไป “ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์” ชาวปาเลสไตน์ให้หนักหน่วงยิ่งไปกว่านี้...

ส่วนเมื่อสงครามอิสราเอล-ฮามาสได้สิ้นสุด ยุติลงไปชั่วคราว...กองทัพ IDF จะเอาระเบิดร้ายๆ ประเภทนี้ไว้เจาะทะลวงอุโมงค์ใต้ดินโครงการนิวเคลียร์อิหร่านกันแทนที่ หรือไม่? ประการใด? ก็ยังมิอาจสรุปได้จนตราบเท่าทุกวันนี้เพราะผู้นำอิสราเอลอย่าง “นายBenjamin Netanyahu” ออกจะกระเหี้ยนกระหือรือเสียเหลือเกิน ในอันที่จะให้อเมริกา “เปิดไฟเขียว” ให้กับการโจมตีโครงการนิวเคลียร์อิหร่าน เช่นเดียวกับรัฐมนตรีต่างประเทศอเมริกา “นายMarco Rubio” ที่บินไปให้คำยืนยันต่อผู้นำอิสราเอลว่าจะไม่ยอมให้อิหร่านมีโอกาสครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ได้โดยเด็ดขาด ขณะที่ผู้นำสูงสุดด้านจิตวิญญาณของอิหร่าน “Ayatollah Ali Khamenei” ก็ได้ออกมาปลุกเร้า ปลุกกระตุ้น บรรดาชาวอิหร่านทั้งหลายให้ “เตรียมพร้อมขั้นสูงสุด เพื่อรับมือกับภัยคุกคามร้ายแรงที่กำลังมาเยือนในอีกไม่นานนับจากนี้ โดยจะต้องไม่ยอมให้ใครมาหยุดยั้งความก้าวหน้าโครงการนิวเคลียร์โดยสันติของอิหร่านให้ต้องสะดุดหยุดกึกได้เลยแม้แต่น้อย...”

นี่...อันนี้นี่เองที่ทำให้สิ่งที่เรียกว่า “สันติภาพ” ตามแบบฉบับของ “ทรัมป์บ้า” จึงเป็นอะไรที่หนีไม่พ้นต้องผ่านการเสียเลือด-เสียเนื้อ ต้องอาศัย “อำนาจ” แบบเดียวกับที่ต้อง “ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์” ชาวปาเลสไตน์ลงไปเสียก่อน ถึงจะสามารถเอาดินแดนฉนวนกาซา มาทำเป็น “ริเวียราแห่งตะวันออกกลาง” ขึ้นมาให้จงได้ ต่างไปจาก “สันติภาพ” ตามความหมายของมหาอำนาจคู่แข่งอย่างคุณพี่จีนแบบคนละเรื่อง-คนละม้วน เพราะถึงแม้จีนจะถูกบรรดาพวก “พรมเช็ดเท้า” ของอเมริกาในยุโรป หรือพวกอียู-อีย้วยทั้งหลาย รุมเล่นงานตาม “ใบสั่ง” ของคุณพ่ออเมริกามาโดยตลอด ไม่ว่าเรื่องการขายชิป-ไม่ขายชิปให้จีน การห้ามใช้เทคโนโลยี 5G หรือการบีบบังคับใครต่อใครให้เลิกร่วมสังฆกรรมกับโครงการ “BRI” ไปทีละประเทศ-สองประเทศ แต่ถ้าหากใครมีโอกาสได้อ่านข้อเขียน บทความชิ้นล่าสุดเนื่องในโอกาสการประชุมความมั่นคงยุโรป หรือ “MSC” ครั้งที่ 61 ของสื่อทางการจีนอย่าง “Global Times” ว่าด้วยเรื่อง “China and Europe should Jointly write a new narrative for a multipolar world” หรือจีนและยุโรปควรที่จะร่วมมือกันเขียนเรื่องราวใหม่ๆ สำหรับโลกหลายขั้วอำนาจ อะไรทำนองนั้น คงต้องยอมรับอย่างมิอาจปฏิเสธได้ว่า ช่างหยดย้อย หยาดเยิ้ม หวานซะไม่มีเสียเหลือเกิน!!!

คือทั้งแสดงความเห็นใจ-เข้าใจ ต่อสถานะและจุดยืนของบรรดาชาติยุโรปทั้งหลาย ไม่ว่าการที่ต้องพึ่งพาคุณพ่ออเมริกาทั้งในด้านเศรษฐกิจ-ความมั่นคงมาโดยตลอด ความหวาดเกรงต่อแสนยานุภาพประเทศบ้านใกล้-เรือนเคียงอย่างหมีขาวรัสเซียที่ปรากฏให้เห็นใน “สงครามยูเครน” อันเป็นสิ่งที่จีนไม่ได้คิดจะ “เอามือซุกหีบ” แต่อย่างใด แต่เพียรพยายามที่จะหาหนทางให้แต่ละฝ่ายหันมาเจรจากันโดยสันติให้จงได้ และที่สำคัญที่สุดก็คือในเมื่อ “ความจริง” หรือ “ข้อเท็จจริง” ได้แสดงให้เห็นเป็นที่ประจักษ์แล้วว่า “โลกหลายขั้วอำนาจ” ได้ปรากฏตัวขึ้นเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ความมั่นคงของยุโรปจากยุค “Westlessness” หรือยุคแห่งความกังวลว่าอิทธิพลของยุโรปกำลังเสื่อมถอย จนมาถึงยุค “Multi-polarization” หรือยุคแห่งการตั้งคำถามว่าโลกแบบหลายขั้วอำนาจจะส่งผลเสีย-ผลได้ต่อยุโรปในลักษณะไหน อันเป็นหัวข้อประชุมคราวล่าสุดของ “MSC” ภายใต้ภาวะเช่นนี้นี่เอง...ที่มหาอำนาจรายใหม่อย่างจีนไม่ได้คิดจะแสดงอำนาจบาตรใหญ่แต่อย่างใด แต่กลับหันมาเรียกร้อง วิงวอน ให้ยุโรปร่วมมือกับจีนในการเขียนประวัติศาสตร์หน้าใหม่แห่ง “โลกหลายขั้วอำนาจ” กันแทนที่...

นี่...อันนี้นี่แหละที่ทำให้ “สันติภาพแบบจีนๆ” เลยต่างไปจาก “สันติภาพแบบทรัมป์บ้า” ชนิดคนละเรื่อง-ละม้วน โดยสุดท้ายแล้ว...ก็คงต้องขึ้นอยู่กับแต่ละประเทศว่าจะ “เลือก” เอาแบบไหน? อย่างไร? เลือกที่จะเป็น “พรมเช็ดเท้า” เลือกที่จะยอมศิโรราบให้กับสันติภาพในแบบ “ใครยอมข้าอยู่-ใครขวางข้าตาย” หรือเลือกที่จะหันมาสร้างความร่วมมือ-ร่วมใจ ความสมัครใจต่อการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ที่เท่าเทียมกัน โดยอาศัย “อำนาจอธิปไตย” หรือความเป็นตัวของตัวเอง ที่ไม่อาจยอมให้ใครมาบังคับ ข่มขู่เอาง่ายๆ เป็นมาตรฐานชี้ขาดไปตามรสนิยมของใคร-ของมัน เอาเองก็แล้วกัน...


กำลังโหลดความคิดเห็น