ไม่ว่านิตยสาร “ไทมส์” ที่ “ทรัมป์บ้า” ทำเป็นงงๆ...ว่าจะยังจะประกอบธุรกิจอยู่อีกหรือ? จะหยิบเอาคนใกล้ชนิดสนิทสนมกับตัวเอง อย่าง “Elon Musk” มาขึ้นปกนั่งเต๊ะท่าถือถ้วยกาแฟอยู่ในเก้าอี้ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ด้วยเหตุผลกลใดก็แล้วแต่ จะเพื่อยุให้ “Musk” แตกกับ “Trump” หรือเพราะด้วยความ “หมั่นไส้” เจ้าของบริษัท “Space X” และ “Tesla” เป็นการส่วนตัว ฯลฯ แต่คงต้องยอมรับอย่างมิอาจปฏิเสธได้เลยว่า บุคคลผู้นี้ชักจะ “ไม่ธรรมดา” ยิ่งเข้าไปทุกที ดังนั้น...ปิดท้ายสัปดาห์นี้ คงต้องขออนุญาตไปทำความรู้จักคุ้นเคยให้ลึกๆ ลงไปอีกสักนิด...
คือถ้าใครมีโอกาสได้อ่านข้อเขียนบทความของ “ดร.Alan MacLeod” นักเขียนอาวุโสของเว็บไซต์ “MintPress News” ที่เคยเขียนหนังสือเกี่ยวกับเรื่องการเมืองระหว่างประเทศอยู่หลายต่อหลายเล่มด้วยกัน ที่ได้ร่ายเรียงบทความชิ้นล่าสุดชื่อว่า “The Pentagon is Recruiting Elon Musk to Help them Win a Nuclear War” “ทรัมป์บ้า” รายนี้ เพื่อเข้ามาช่วยให้อเมริกาเอาชนะสงครามนิวเคลียร์ในท้ายที่สุด อะไรประมาณนั้น ไม่ว่าจะจริง-ไม่จริง น่าเชื่อ-ไม่น่าเชื่อ แต่ยังไงๆ...คงมิอาจปฏิเสธถึงความ “ไม่ธรรมดา” ของ “นายElon Musk” ผู้นี้ได้อีกต่อไป ที่ไม่เพียงแต่หอบเงิน-หอบทอง มาช่วย “ทรัมป์บ้า” หาเสียงเลือกตั้งนับเป็นร้อยๆ ล้านดอลลาร์ จนได้รับการแต่งตั้งให้เป็นนายใหญ่และนายใหม่แห่งกระทรวง “DOGE” หรือ “The Department of Government Efficiency” เท่านั้น แต่โดยบทบาทและขีดความสามารถของบุคคลผู้นี้โดยเฉพาะต่อเรื่องความเชี่ยวชาญในด้านอวกาศ ดาวทง ดาวเทียม ระบบเรดาร์จีพีเอส ฯลฯ อะไรต่อมิอะไรเหล่านี้ยังทำให้ข้อสมมติฐาน ข้อสันนิษฐาน ของนักเขียนอย่าง “ดร.Alan MacLeod” ออกจะมี “น้ำหนัก” อยู่บ้างตามสมควร ส่วนใครที่อยากรู้ในรายละเอียดน่าจะ “คลิก” ไปหาอ่านได้โดยไม่ยาก...
แต่โดยสรุปคร่าวๆ แล้ว...การต่อสาย เชื่อมโยง ระหว่าง “Elon Musk” กับ “ทรัมป์บ้า” น่าจะหนีไม่พ้นที่ต้องผ่านบุคคลรายหนึ่ง ที่เป็นทั้งเพื่อนสนิทเหนียวแน่น หนึบหนับ กับ “นายElon Musk” มาตั้งแต่ยังไม่มีเงิน-มีทองนับเป็นพันล้าน หมื่นล้านดอลลาร์ และยังเป็นผู้ที่ “ทรัมป์บ้า” แต่งตั้งให้เป็นรัฐมนตรีช่วยด้านการป้องกัน-วิจัยและวิศวกร (Under Secretary of Defense for Research and Engineering) ในครั้งที่เป็นประธานาธิบดีสมัยแรก หรือช่วงปี ค.ศ. 2018 นั่นคือ “นายMichael Douglas Griffin” หรือที่เรียกย่อๆ ว่า “Mike Griffin” นั่นเอง อันเป็นผู้ที่เคยร่วมเดินทางกับ “Musk” ไปรัสเซีย เพื่อหวังจะไปซื้อจรวด “ICBM” มาตั้งแต่โลกสังคมนิยมอย่างสหภาพโซเวียตได้ล่มสลายลงไปแล้วนั่นแหละ หรือในช่วงปี ค.ศ. 2002 โน่นเลย...
แม้ว่าจะไม่ได้อะไรติดมือกลับมา แต่ด้วยสัมพันธภาพที่ใกล้ชิดระหว่างคนทั้งสองที่หลงใหล คลั่งไคล้ ในเรื่องเทคโนโลยีอาวุธและอวกาศด้วยกันทั้งคู่ โดยเฉพาะ “Mike Griffin” นั้น ถึงกับเคยส่งข้อเขียน บทความเรื่อง “Ending America’s Vulnerability to Ballistic Missile” หรือการยุติความไม่มั่นคงจากการถูกโจมตีได้ง่ายๆ ด้วยขีปนาวุธข้ามทวีปต่ออเมริกาอะไรประมาณนั้นไปลงในวารสารของพวก “ขวาใหม่” (Neo-conservative) หรือ “Heritage Foundation” มาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1995 ก็เลยทำให้ความคิด-ความอ่านทำนองนี้ “เข้าตากรรมการ” หรือทำให้ “นายMike Griffin” ได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้บริหารในองค์การสำรวจอวกาศ “NASA” รวมทั้งบริษัท “In-Q-Ten” ที่แม้จะเป็นบริษัทเอกชนแต่เป็นที่รับรู้ รับทราบ ว่าได้เงินลงทุนมาจากหน่วยงานข่าวกรอง “CIA” ของอเมริกานั่นเอง และนั่นเท่ากับถือเป็นการแผ้วทาง ถางทางให้กับเพื่อนสนิทอย่าง “นายElon Musk” ไปในตัว หรืออย่างที่นิตยสาร “National Geographic” ถึงกับเคยสรุปไว้ว่า... “ถ้าไม่มีองค์การ NASA ก็จะไม่มีบริษัทอย่าง Space X ทุกวันนี้” อะไรทำนองนั้น...
เพราะบริษัท “Space X” ของ “นายElon Musk” นั้น...ต้องเรียกว่าถูกอุ้มชูฟูมฟัก โดยความช่วยเหลือของ “นายMike Griffin” ที่ถือเป็นคนของ “CIA” มาโดยตลอด ชนิดแม้แต่แยกบางหน่วยงานออกไปตั้งเป็นบริษัทอิสระอย่างบริษัท “Castelion Company” นอกจากผู้บริหารของบริษัทใหม่แห่งนี้จะเป็นอดีตเจ้าหน้าที่อาวุโสของ “Space X” ไปด้วยกันทั้งนั้น แต่หนึ่งในสองของที่ปรึกษาบริษัท ก็คือ “นายMike Griffin” ผู้นี้นี่เอง อีกทั้งยังช่วยป้อนงานสำคัญๆ ให้กับ “Space X” เช่นการพัฒนาจรวดขององค์การ “NASA” มูลค่า 396 ล้านดอลลาร์ ช่วงปี ค.ศ. 2006 หรือช่วงที่ทั้งบริษัท “Space X” และ “Tesla” กำลังเจอปัญหาการเงิน-การทอง การได้รับงานจากองค์การ “NASA” มูลค่าถึง 1,600 ล้านดอลลาร์ในช่วงนั้นแบบพอดิบ พอดี เลยทำให้ “นายElon Musk” พอได้รอดปากเหยี่ยว-ปากกา หรือยังคง “ไม่เจ๊ง” ไปก่อนกำหนดการ ชนิดถึงกับส่งผลให้ต้องตั้งชื่อลูกชายตัวเองว่า “Griffin” เอาเลยถึงขั้นนั้น...
พูดง่ายๆ ว่า...บริษัท “Space X” ของ “นายElon Musk” ก็แทบไม่ได้ต่างอะไรไปจากบริษัทค้าอาวุธรายใหญ่ๆ ของอเมริกาอย่าง “Raytheon”, “Lockheed Martin”, “Boeing” หรือ “General Dynamics” ฯลฯ ทำนองนั้น คือมีความใกล้ชิดติดพันกับหน่วยงานความมั่นคงของสหรัฐฯ โดยเฉพาะ “CIA” มาตั้งแต่อ้อนแต่ออก แม้แต่ดาวเทียม “Starlinks” ของบริษัท “Space X” ก็ถือเป็น “กุญแจสำคัญ” ที่ช่วยให้กองทัพยูเครนสามารถเล่นงาน โจมตีพื้นที่ต่างๆ ของรัสเซียจนตราบเท่าทุกวันนี้ หรือ “กระสุนทังสเตน” (tungsten slug) ที่ถูกผลิตโดยบริษัทในเครือข่ายของ “Space X” อย่างบริษัท “Castelion” ก็เคยถูกชี้แนะ ชี้นำ โดย “Heritage Foundation” ว่าสามารถเอาไว้ใช้ยิงสกัดกั้นจรวด “Hypersonic” ของฝ่ายตรงข้ามได้อย่างมีประสิทธิภาพ ประสิทธิผล...
หรือเมื่อปีที่แล้วนี่เอง... “Heritage Foundation” เคยแสดงความเชื่อมั่นถึงขั้นว่า “นายElon Musk” ผู้นี้นี่เองคือผู้ที่สามารถแก้ปัญหาภัยคุกคามนิวเคลียร์จากจีนได้สบายๆ โดยเฉพาะการอาศัยดาวเทียมราคาถูกๆ มูลค่าไม่เกิน 1 ล้านดอลลาร์ (microsatellites) ขึ้นไปโคจรบนอวกาศได้ถึง 1,000 ดวงรอบโลก เพื่อช่วยการติดตาม เชื่อมต่อและสกัดกั้น จรวดนิวเคลียร์จากอิหร่าน เกาหลีเหนือ รัสเซีย หรือจีน ได้ไม่ยาก ยิ่งถ้าหากแปรสภาพพื้นที่อวกาศโดยเฉพาะบริเวณดาวอังคาร ให้เป็นฐานยิงขีปนาวุธด้วยแล้ว ไม่เพียงแต่จะส่งผลให้ “America safe again” หรือกลายเป็นที่ปลอดจากภัยคุกคามนิวเคลียร์ ไม่ต้องกังวลต่อการตอบโต้ด้วยอาวุธนิวเคลียร์ โดยมหาอำนาจอื่นใดอีกต่อไป แต่ยังทำให้อเมริกาสามารถดำรงความเป็น “จ้าวโลก-ประมุขโลก” ต่อไปตราบชั่วกัลปาวสาน ด้วยเหตุเพราะ “สมดุลทางอำนาจ” อันเนื่องจากอาวุธนิวเคลียร์ที่เคยมีอยู่นับเป็นทศวรรษๆ ได้ถูกทำลายลงไปด้วยความก้าวหน้า ก้าวไกล ของเทคโนโลยีทางอวกาศของสหรัฐฯ นั่นเอง...
ด้วยเหตุนี้นี่เอง...การที่ผู้นำอเมริกาอย่าง“ทรัมป์บ้า” คิดส่งใครต่อใครเดินทางไปยังดาวอังคาร หรือคิดสร้างระบบป้องกันภัยทางอากาศของอเมริกาแบบที่เรียกว่า“Iron Dome”ขึ้นมาใหม่ ก็คือความพยายามตอกย้ำความเป็น“จ้าวโลก-ประมุขโลก”ของอเมริกาอีกต่อไปนั่นเองโดยมีผู้สนิทชิดใกล้อย่าง“นายElon Musk” ผู้นี้นี่เอง...เป็นผู้ช่วยก่อรูป ก่อร่าง ความฝัน ความทะเยอทะยานและความกระเหี้ยนกระหือรือให้เป็นจริง-เป็นจังขึ้นมาให้จงได้!!! และโดย“แนวคิดทางการเมือง”ของ “นายElon Musk”ซึ่งเคยแสดงออกมาก่อนหน้าที่จะกลายมาเป็นคนสนิทของ“ทรัมป์บ้า”ก็ออกจะ “บ้า...ก็...บ้าวะ” ไม่น้อยไปกว่ากันมากมายสักเท่าไหร่ ไม่ว่ากรณีที่เกิดการโค่นล้มรัฐบาลประชาธิปไตยในโบลิเวียของ“นายEvo Morales”ที่ถูกเรียกว่า “Lithium coup” หรือการปฏิวัติ รัฐประหารเพื่อช่วงชิงแหล่งแร่ลิเทียม อันเป็นวัตถุดิบสำคัญสำหรับเทคโนโลยีรถไฟฟ้าทั้งหลาย แต่สำหรับ“นายElon Musk”ที่ถูกกล่าวหาว่าเข้าไปเกี่ยวข้อง พัวพัน มิใช่น้อย กลับให้คำตอบต่อผู้สื่อข่าวถึงกรณีดังกล่าวชนิดแทบไม่ต่างอะไรไปจากความคิดของ “ทรัมป์บ้า” ที่คิดจะยึดโน่น ยึดนี่ ยึดแคนาดา กรีนแลนด์ คลองปานามา หรือพื้นที่ฉนวนกาซานั่นเอง นั่นคือ...“เราจะรัฐประหารใครก็ได้หรือที่ไหนก็ได้...ถ้าเราต้องการ!!!”
และแน่ล่ะว่า...การที่“มหาอำนาจคู่แข่ง”อย่างรัสเซีย ดันมีอาวุธร้ายแรงอย่างขีปนาวุธ “Hypersonic”ความเร็วถึง Mach 5 อย่าง “Oreshnik”เอาไว้ในมือ หรือคุณพี่จีนมีเครื่องบินล่องหนระดับ “เจเนอเรชั่น 6”อย่าง “J-30”หรือ“J-50” ที่ยากเกินกว่าฝ่ายตรงข้ามจะวิ่งไล่กวดตามทัน ได้ง่ายๆ การคว้าตัว ดึงตัว ผู้ที่เชี่ยวชาญด้านอวกาศและ“บ้า...ก็...บ้าวะ”ไม่น้อยไปกว่ากัน อย่าง “นายElon Musk”มาช่วยให้มีโอกาสเป็น “ผู้ชนะ” ใน “สงครามนิวเคลียร์”โดยกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ หรือโดยผู้นำอเมริการายใหม่อย่าง “ทรัมป์บ้า” จึงยิ่งทำให้โลกทั้งโลกมีโอกาสฉิบหายวายวอด ชนิดอาจไม่เหลือเศษ เหลือซาก หรือเหลืออารยธรรมใดๆ อีกต่อไป เลยย่อมมีความเป็นไปได้ไม่มากก็น้อย ด้วยประการฉะนี้...แล!!!