xs
xsm
sm
md
lg

ชะลอคลื่นคลั่งก้าวไกล เพื่อประเทศไทยยังเหมือนเดิม

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



 หนึ่งความคิด
สุรวิชช์ วีรวรรณ

 ชัยชนะของพรรคการเมือง 2 พรรคที่เรียกตัวเองว่า ฝ่ายประชาธิปไตยนั้น สะท้อนความเสื่อมของพรรคการเมืองฝ่ายอนุรักษนิยมเดิมว่าอยู่ในช่วงถดถอย และมองไม่เห็นอนาคตอันใกล้ว่าจะกลับมาได้อย่างไร และด้วยความอันตรายของพรรคก้าวไกลต่อสถาบันหลักของชาติ ทำให้ฝ่ายอนุรักษนิยมต้องร่วมมือกับพรรคเพื่อไทยเพื่อต่อต้านไม่ให้พรรคก้าวไกลมีอำนาจ

ประจวบเหมาะกับเจ้าของพรรคอย่างทักษิณต้องการกลับประเทศ การดีลระหว่างทักษิณกับพลังอำนาจแฝงในสังคมจึงเกิดขึ้น พรรคฝ่ายอนุรักษนิยมทั้งหมดจึงมาร่วมกับทักษิณ ด้วยการส่งสัญญาณให้ส.ว.ปีกของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ยกมือให้  เศรษฐา ทวีสิน เป็นนายกรัฐมนตรี และบิ๊กตู่ก็เชิญเศรษฐาเข้าทำเนียบฯ ก่อนพ้นจากตำแหน่ง เพื่อประกาศว่า นี่เป็นขั้วอำนาจใหม่ที่จะรับมือกับความท้าทายของพรรคก้าวไกล

คนหลายคนที่เกลียดชังระบอบทักษิณหรือพฤติกรรมของทักษิณอาจจะยังทำใจไม่ได้กับทักษิณ เพราะเคยต่อสู้ขับไล่มาก่อน และยิ่งทักษิณกลับมาประเทศโดยไม่ยอมเข้าคุกแม้แต่วันเดียวแล้ว ก็ยิ่งยากจะทำใจยอมรับได้ แต่ถ้ามองไปข้างหน้าหากเราปล่อยให้พรรคก้าวไกลที่ท้าทายต่อระบอบของประเทศและรูปแบบของรัฐมีอำนาจจะอันตรายยิ่งกว่า เราต้องมองและคิดให้ได้ว่าเราจะมีทางเลือกมากไปกว่านี้ไหม

ขณะที่หลายคนมีความเห็นว่า หากพรรคก้าวไกลพลาดจากการเป็นรัฐบาลรอบนี้จะยิ่งทำให้พรรคก้าวไกลเติบโตขึ้นในการเลือกตั้งครั้งหน้า ขณะเดียวกันก็มีคนมองว่า ถ้าปล่อยให้พรรคก้าวไกลเป็นรัฐบาลไปตั้งแต่ตอนนี้ก็จะทำให้จุดจบของพรรคก้าวไกลมาถึงเร็ว เพราะมองว่าความรู้ความสามารถประสบการณ์ในชีวิตและการทำงานของบุคลากรของพรรคก้าวไกลแต่ละคนนั้น ยังยากที่จะมีความรู้ความสามารถในการบริหารประเทศไปได้ แต่ก็มีคนไม่เห็นด้วยว่า หากปล่อยให้พรรคก้าวไกลบริหารไปก็ไม่คุ้มกับความเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับประเทศ

 ต้องยอมรับนะครับว่า ถ้าเราไปพลิกดูประวัติของแกนนำพรรคก้าวไกลหลายคนที่เขาเปิดตัวมาว่าจะมานั่งกระทรวงโน้นกระทรวงนี้ ในช่วงที่คิดว่าพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ จะได้เป็นนายกรัฐมนตรีแน่ๆ ก็จะพบว่า หลายคนแทบจะไม่มีประวัติการทำงานเป็นชิ้นเป็นอันมาก่อนเลย โดยเฉพาะสองคนสำคัญอย่างพิธาที่บริหารธุรกิจครอบครัวล้มเหลวมาแล้ว และศิริกัญญา ตันสกุล ที่ไม่เคยทำงานที่ไหนจริงๆ จังๆ มาก่อน หรือแม้แต่ชัยธวัช ตุลาธน หัวหน้าพรรคคนปัจจุบัน

เมื่อพรรคก้าวไกลไม่ได้เป็นรัฐบาลและพิธาไม่ได้เป็นนายกรัฐมนตรีทำให้หลายคนพากันโล่งอก ที่ประเทศไม่ต้องตกอยู่ในมือของมือใหม่หัดขับที่ไม่รู้จะพาประเทศไปทางไหน

แล้วยิ่งมีนโยบายจะทำประเทศไทยไม่ให้เหมือนเดิม หลายคนก็ยิ่งกลัวว่า ประเทศไทยที่มันเป็นอยู่มาอย่างยาวนานมันก็มีดีของมันอยู่แล้ว แม้ประชาชนจะมีความแตกต่างทางความคิดในเรื่องการเมืองก็เป็นความสวยงามของระบอบประชาธิปไตย แต่เมื่อพรรคก้าวไกลเกิดขึ้นมันไปไกลกว่านั้น เพราะพรรคก้าวไกลมีความคิดที่เป็นปรปักษ์ต่อรูปแบบของรัฐและระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขด้วย

พรรคก้าวไกลเรียกร้องให้ปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์และสนับสนุนการเคลื่อนไหวของคนรุ่นใหม่บนท้องถนน พร้อมเสียงขู่เข็ญของแกนนำพรรคอนาคตใหม่ก่อนจะเป็นพรรคก้าวไกลอย่าง  ปิยะบุตร แสงกนกกุล ว่า ถ้าไม่เอาการปฏิรูปก็ต้องปฏิวัติ พรรคก้าวไกลมีความคิดที่สนับสนุนการเรียกร้องของพวกแบ่งแยกดินแดนในพื้นที่ 3 จังหวัดภาคใต้ มีความคิดที่จะยกเลิกกอ.รมน.ที่เป็นหน่วยงานด้านความมั่นคงของชาติ มีความคิดที่จะยุบศอบต.ที่ดูแลความมั่นคงใน 3 จังหวัดภาคใต้ มีความคิดที่จะตัดงบประมาณและลดกำลังกองทัพ และมีความคิดที่จะเข้าไปแทรกแซงการเมืองในประเทศเพื่อนบ้าน และมีความคิดที่จะเป็นพันธมิตรด้านความมั่นคงกับสหรัฐ

นโยบายการต่างประเทศของไทยที่ผ่านมานั้น พยายามจะวางตัวเป็นกลางจากทุกฝ่าย และไม่ยุ่งเกี่ยวกับกิจการภายในของประเทศเพื่อนบ้าน ในขณะที่นโยบายกับจีนนั้นเรายึดนโยบายจีนเดียว แต่บุคคลที่มีอิทธิพลต่อพรรคและเจ้าของพรรคอย่างธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจนั้นแสดงออกจากชัดเจนถึงการเรียกร้องประชาธิปไตยในฮ่องกงและเอกราชของไต้หวัน เราไม่รู้เลยว่า ถ้าวันนี้พรรคก้าวไกลเป็นรัฐบาลและพิธาเป็นนายกรัฐมนตรี เขาจะมีจุดยืนอย่างไรกับสงครามระหว่างรัสเซียกับยูเครนแต่เชื่อว่า เขายืนตามประเทศตะวันตกคือสนับสนุนยูเครน และวันนี้เราน่าจะมีความสัมพันธ์ที่ย่ำแย่กับรัฐบาลพม่า เพราะพวกเขาคงสนับสนุนการเคลื่อนไหวเรียกร้องประชาธิปไตยในพม่า

ลองคิดกันดูว่า ประเทศไทยที่ไม่เหมือนเดิมตามอุดมการณ์ความคิดของพวกเขาจะเป็นอย่างไร และวันนี้ประเทศจะยืนอยู่บนจุดไหนบนเวทีโลก พวกเขาจะนำพาประเทศไปสู่ความสำเร็จ หรือจะพาประเทศไปลงคูคลองห้วยเหว ถ้ามองจากประสบการณ์และความสามารถที่พวกเขามีอยู่

แต่การคลี่คลายประเทศพ้นจากมือของพรรคก้าวไกลด้วยการจัดตั้งรัฐบาลระหว่างพรรคเพื่อไทยกับพรรคอนุรักษนิยม ที่ทำให้พรรคก้าวไกลกลายไปเป็นฝ่ายค้านนั้น หลายคนอาจจะกลัวว่า การเป็นฝ่ายค้านของพรรคก้าวไกลอาจจะทำให้พรรคก้าวไกลมีความโดดเด่นขึ้นในการเลือกตั้งครั้งหน้า แต่ก็ไม่เชื่อว่าพรรคก้าวไกลจะมีอำนาจรัฐได้ง่าย เพราะถ้าพรรคก้าวไกลจะเป็นรัฐบาลจะต้องได้เสียงข้างมากพรรคเดียวเกินครึ่งเท่านั้น แต่ถ้าได้ที่ 1 แต่ยังไม่ได้เสียงข้างมาก พรรคขั้วรัฐบาลปัจจุบันก็คงจะจับมือกันสกัดพรรคก้าวไกลไม่ให้เป็นรัฐบาลอย่างแน่นอน

และดูเหมือนจะเป็นโชคดีของประเทศที่ไม่อยู่ในมือของมือใหม่หัดขับในสถานการณ์ที่โลกกับผันผวนและมีความขัดแย้งเกิดสงครามในภูมิภาคต่างๆของโลก ไม่เช่นนั้นเราอาจจะเห็นนายกรัฐมนตรีของไทยแสดงบทบาทที่ไม่รู้จักเจียมตน และพาประเทศเข้าไปสู่ความสุ่มเสี่ยง และการที่ทำให้เราได้เห็นเนื้อในของพรรคก้าวไกลมากขึ้น และทำให้หลายคนทบทวนว่า เราเกือบจะเลือกพรรคการเมืองพรรคนี้เข้ามาบริหารประเทศของเราซึ่งสถานการณ์น่าจะหนักหน่วงมากถ้าพรรคก้าวไกลมีอำนาจรัฐในปัจจุบัน

 และระยะเวลาที่ผ่านมาทำให้เราเห็นตัวตนของพิธา ที่เรียกกันว่านายกรัฐมนตรีคนที่ 29.5 เมื่อความจริงหลายด้านปรากฏออกมาว่า สิ่งที่เขาพูดกับสิ่งที่เขาบอกสังคมนั้นไม่ใช่ความเป็นจริง มีเรื่องราวต่างๆ ผุดขึ้นมามากมายให้สังคมตั้งคำถามเกี่ยวกับตัวเขา ในขณะที่สมาชิกของพรรคก้าวไกลที่พวกเขาเลือกสรรมาเป็นส.ส. แล้วคนรุ่นใหม่และคนชั้นกลางในเมืองพากันไปเลือกโดยไม่รู้จักว่าเป็นใครมาจากไหนนั้น มีประวัติและพฤติกรรมเชิงลบต่างๆ นานา คนหนึ่งเป็นนักชิงทรัพย์ อีกสองคนถูกกล่าวหาจากเพศตรงข้ามจนต้องขับออกจากพรรค และหลายคนในพรรคมีคดีอาญาคนละหลายคดี นี่เป็นผลสะท้อนด้านลบของการเลือกพรรคการเมืองโดยไม่ได้พิจารณาถึงตัวตนภูมิหลังของคนที่จะเลือกให้มาเป็นตัวแทนของประชาชน

เห็นได้ชัดว่าตอนนี้คนจำนวนมากเห็นตัวตนและพฤติกรรมของพรรคก้าวไกลมากขึ้น หลายคนเริ่มตระหนักแล้วว่า เราไม่สามารถฝากประเทศไว้กับคนเหล่านี้ได้ แม้ว่าพรรคการเมืองพรรคนี้เป็นความหวังของคนรุ่นใหม่ และแน่นอนคนรุ่นใหม่คืออนาคตของประเทศ แต่ก็เป็นโชคดีของประเทศที่พวกเขาเข้ามามีอำนาจไม่สำเร็จ แม้จะมีบางคนมองว่าเป็นเพียงการซื้อเวลาไป แต่ก็ยังดีที่เวลาที่ผ่านไปค่อยเปิดเผยตัวตนของพรรคการเมืองพรรคนี้ออกมา และทำให้คนเริ่มตั้งคำถามว่าเราจะฝากประเทศไว้กับพวกเขาได้จริงหรือ

แน่นอนว่า การอยู่ในฐานะฝ่ายค้านเป็นผู้วิจารณ์มากกว่าผู้ลงมือทำทำให้พรรคก้าวไกลอยู่ในจุดที่ได้เปรียบ เพราะไม่ต้องพิสูจน์ผลงานว่าทำอะไรประสบความสำเร็จหรือไม่ เสียงของคนวิพากษ์วิจารณ์ย่อมจะดังกว่าคนลงมือทำที่อาจจะมีโอกาสผิดพลาดได้ แต่ยังดีที่การแสดงออกทางด้านทัศนะความคิดอุดมคติและสติปัญญาของพวกเขาต่อประเทศชาติก็พอจะทำให้เราเห็นได้ว่า สมควรจะฝากความหวังไว้ได้หรือไม่ และทำให้คิดว่าถ้าวันนี้พวกเขาได้เป็นรัฐบาลประเทศชาติจะเป็นอย่างไร

 เราอาจจะบอกว่าไม่มีใครสามารถต้านทานกระแสคลื่นลูกใหม่ได้ อนาคตข้างหน้าเป็นของคนรุ่นใหม่ เราอาจจะไม่สามารถปฏิเสธสิ่งนี้ได้ แต่ถ้าเรารวมพลังกันเราสามารถชะลอคลื่นคลั่งแล้วจอดเรือไว้ในที่ปลอดภัยและรอคอยคลื่นลูกใหม่ที่จะนำเรือของเราไปสู่ความหวังอย่างแท้จริง

ติดตามผู้เขียนได้ที่ https://www.facebook.com/surawich.verawan


กำลังโหลดความคิดเห็น