หนึ่งความคิด
สุรวิชช์ วีรวรรณ
ตอนนี้ฝ่ายที่อ้างตัวว่าเป็นฝ่ายประชาธิปไตย สามนิ้วสามกีบกำลังลิงโลดกับชัยชนะของชัชชาติ สิทธิพันธ์ ทั้งที่เมื่อพิจารณาจากคะแนนเลือกตั้งทั้งผู้ว่าฯและส.ก.แล้ว พบว่า ฝ่ายที่ไปลงคะแนนเลือกส.ก.ฝ่ายอนุรักษ์นิยมกว่า 3 แสนคนลงคะแนนให้กับชัชชาติด้วย แสดงให้เห็นว่าชัชชาติเป็นความหวังของทุกฝ่าย คงเนื่องมาจากภาพที่คนมองว่า ชัชชาติมีความเป็นกลางๆ และมีลักษณะประนีประนอม
แต่ทันทีที่ชนะเลือกตั้งดูเหมือนสิ่งที่ยังฝังใจอยู่ก็คือ การถูกกระทำจากการรัฐประหาร
เมื่อรู้ว่ามีคะแนนนำมาจนชนะแน่ ชัชชาติบอกว่า “เพราะว่าเมื่อ 8 ปีที่แล้วเนี่ย เกิดรัฐประหารใช่ไหม ผมก็อยู่ในเหตุการณ์ ผมก็ถูกคลุมหัว มัดมือ คืนนี้แหละ ตอนนี้แหละ นาทีนี้เลย คือผม ถูกนำตัวไป ที่ไหนก็ยังไม่รู้นะ เพราะตอนไปถูกคลุมตัวไป ตอนกลับก็คลุมหัวกลับ ก็เลยไม่รู้ว่าอยู่ที่ไหน แต่ว่า ผมไม่ได้รู้สึกโกรธ หรือแค้น หรือ ว่าเกลียด เลยนะ ผมว่ามันเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและเราก็ให้อภัยกับสิ่งที่มันเกิดขึ้น ว่าเมื่อไหร่ที่ประชาชน ทะเลาะ เกลียด โกรธ ซึ่งกันและกัน สุดท้ายแล้วจะมีกลุ่มบุคคลที่ได้ผลประโยชน์”
แม้ชัชชาติจะบอกว่าไม่โกรธและให้อภัย แต่ดูเหมือนว่า เขาจะจำไม่ลืม เพราะเมื่ออยู่กับกลุ่มคนที่เรียกร้องให้ยกเลิกมาตรา 112 และปฏิรูปกษัตริย์ ชัชชาติก็พูดถึงเรื่องนี้อีกครั้ง
“ผมก็อดทนมา 8 ปี ตั้งแต่ปฏิวัติมา แต่เราต้องมียุทธศาสตร์ในการเดิน เขาบอกว่า อันนี้อาจไม่เกี่ยวกับเรื่องนี้นะ ภาษาอังกฤษว่า The revenge is best when served cold. การแก้แค้นจะดีที่สุดเมื่อตอนที่มันเย็นแล้ว อย่าไปเอาความโกรธความแค้นมาทำ การกำหนด strategy ในการเดิน”
นั่นเป็นการตอกย้ำว่า เขายังรอวันจะแก้แค้นเมื่อถึงโอกาส แต่ถ้าบอกว่าเขาคุยกับคนหนุ่มสาวในงานนั้นก็ต้องถามว่า เขาบอกให้คนหนุ่มสาวเหล่านั้นแก้แค้นอะไร
ชัชชาติพูดต่อว่า “ผมเชื่อว่ามียุทธศาสตร์ในการเดิน แล้วเวลาก็อยู่ข้างพวกเราแล้ว ผมว่าเรื่อง 112 นาทีนี้คุณบอกให้ยกเลิก ในความเป็นจริงไม่ง่าย แต่ขออย่าเอามาเป็นเครื่องมือทางการเมือง เริ่มประเด็นนี้ก่อนดีมั้ย แล้วเดี๋ยวมันก็เป็นสเตปต่อไป”
แน่นอน “เวลาอยู่ข้างพวกเรา” ชัชชาติย่อมหมายถึงคนหนุ่มสาวที่ออกมาเคลื่อนไหวให้ปฏิรูปสถาบันกษัตริย์และยกเลิกมาตรา 112 คำพูดที่สะท้อนอกมานั้นชัดเจนว่า ชัชชาติเห็นด้วยกับความคิดเหล่านี้อย่างแน่นอน
และคำถามที่ชัชชาติบอกคนหนุ่มสาวเหล่านั้นว่า “เดี๋ยวมันก็เป็นสเตปต่อไป” สเตปต่อไปของชัชชาติคือ การเปลี่ยนแปลงแบบพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินที่คนหนุ่มสาวเหล่านี้คาดหวังใช่ไหม
หากจะถามว่า เวลาเป็นของคนหนุ่มสาวจริงไหม ก็ต้องตอบว่าจริงถ้าหมายถึงการที่พวกเขาจะมีอายุที่ยืนยาวกว่า แน่นอนมันมีโอกาสมากที่พวกเขาจะเปลี่ยนแปลงประเทศนี้ให้เป็นไปตามที่ใจของพวกเขาปรารถนา
แต่ถ้ารายย้อนกลับไปเมื่อ 47 ปี ก่อนจะเกิดโศกนาฏกรรมเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2518 ตอนนั้น คนหนุ่มสาวในวันนั้นก็ไม่ต่างจากคนหนุ่มสาววันนี้ ที่เชื่อว่า พวกเขาจะประสบชัยชนะในการพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินและเปลี่ยนแปลงระบอบไปสู่ลัทธิคอมมิวนิสต์เหมือนกับในประเทศเพื่อนบ้าน ณ วันนั้นพวกเขาก็ต้องคิดเหมือนกันว่าเวลาเป็นของพวกเขา เพราะมีลมหายใจที่ยืนยาวกว่า แต่สุดท้ายพวกเขาก็ต้องพบกับความพ่ายแพ้ และในเวลาต่อมาสังคมก็ให้โอกาสคนเหล่านั้นกลับคืนมาสู่สังคม แม้จะมีบางคนที่ยังมีความคิดในการปฏิวัติสังคมอยู่ในหัว แต่มีหลายคนที่ตระหนักว่า การมีอยู่ของสถาบันพระมหากษัตริย์นั้นเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับสังคมไทย
วันนี้คนที่ยังมีความคิดที่จะปฏิวัติเปลี่ยนแปลงสังคมไทยก็เริ่มจะมีความหวังที่เห็นคนหนุ่มสาวจำนวนหนึ่งออกมาสานต่อความคิดของพวกเขาทำให้เลือดของพวกเขาสูบฉีดพลุ่งพล่านอีกครั้ง และหวังว่าโอกาสที่ฝันจะเป็นความจริงของพวกเขาใกล้จะมาถึงแล้ว
และเมื่อชัชชาติได้ชัยชนะในการเลือกตั้งผู้ว่ากทม.พวกเขาก็หวังว่านี่คือชัยชนะที่จะมาจุดประกายแห่งความเปลี่ยนแปลงที่พวกเขาคาดหวังให้เป็นจริง
ไม่รู้ว่า การที่ชัชชาติพูดในวงของคนหนุ่มสาวที่รียกร้องให้ปฏิรูปกษัตริย์นั้น เป็นสัญชาตญาณของนักการเมือง ที่รู้ว่ากลุ่มเป้าหมายไหนต้องพูดอย่างไรเพื่อเอาใจผู้ฟัง หรือว่าจริงๆ แล้วชัชชาติมีความคิดที่สอดคล้องกับคนเหล่านั้น
แต่สิ่งที่เราได้ยินคือ หลังจากชนะเลือกตั้ง ชัชชาติพูดถึงความหลังที่ถูกกระทำจากคณะรัฐประหารเมื่อ 8 ปีก่อนบ่อยเหลือเกิน เหมือนว่านี่เป็นสิ่งที่จะลืมไม่ลง และรอวันจะแก้แค้นเมื่อโอกาสมาถึง อย่างที่บอกว่า The revenge is best when served cold.
จะเห็นว่า อารมณ์ที่แสดงออกมานั้น มันแตกต่างกับชัชชาติในระหว่างที่หาเสียง เพื่อทำให้คนทุกฝ่ายประทับใจและคาดหวังว่า ชัชชาติจะเป็นผู้ว่าของทุกคน แต่การแสดงออกเมื่อได้รับชัยชนะแล้วดูจะขัดแย้งกับที่ชัชชาติพูดว่า ให้อภัย พร้อมก้าวข้ามความขัดแย้ง ไม่แบ่งสีเสื้อแบ่งฝ่ายใด และจะขอเป็นผู้ว่าฯ ของทุกคนต่อไป
แม้เราจะรู้อยู่แล้วว่า ชัชชาติมีความผูกพันกับทักษิณ กระทั่งเมื่อต้องการลงเลือกตั้งอิสระก็ต้องไปขออนุญาตจากทักษิณให้พรรคเพื่อไทยเปิดทางไม่ส่งคนลงแข่งขัน แต่ชัชชาติก็สามารถทำให้คนกรุงเทพจำนวนมากเชื่อว่า ชัชชาติจะเป็นคนทำงานที่จะเป็นผู้ว่ากทม.ของคนทุกฝ่ายได้ ไม่เช่นนั้นไม่มีวันที่จะได้คะแนนจากทุกฝ่าย และมีคะแนนจากฝ่ายอนุรักษ์นิยมกว่า 3 แสนคนที่ไปลงคะแนนให้ชัชชาติด้วย
คนจำนวนไม่น้อยที่ลงคะแนนเลือกชัชชาติคาดหวังว่า กทม.ในยุคของผู้ว่าชัชชาตินั้น จะเป็นคนที่มาทำงานเพื่อเปลี่ยนแปลงกรุงเทพฯให้เป็นเมืองที่น่าอยู่และมีความหวังดังนโยบาย 200 กว่าข้อที่ชัชชาติหาเสียงไว้ ไม่ต้องการให้ชัชชาติกลายมาเป็นอีกเงื่อนไขของความขัดแย้งที่สั่งสมมานาน แต่เขาคาดหวังว่าเราจะออกจากความขัดแย้งได้เสียที
ในระหว่างนี้เราจะได้ยินชัชชาติผลิตวาทกรรมให้คนเอามาโค้ดเพราะเป็นคำพูดที่เท่และดูดีจำนวนมาก แต่ชัชชาติจะต้องตระหนักว่า ชัชชาติเป็นความหวังของคนทุกฝ่าย เหมือนที่ชัชชาติบอกเองว่า เป็นผู้ว่าของทุกคน หากเป็นเช่นนั้นก็ควรจะต้องระมัดระวังคำพูดที่ไปขยายความขัดแย้ง และเหมือนให้ท้ายกลุ่มคนที่ต้องการเปลี่ยนแปลงระบอบที่ทำลายความรู้สึกของคนอีกฝ่ายในสังคม
แต่ถ้าชัชชาติมีความคิดเห็นด้วยกับคนหนุ่มสาวที่เรียกร้องการเปลี่ยนแปลงให้ปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ก็พูดออกมาเสียอย่างผิดบังอำพราง เพื่อคนในสังคมจะได้พิจารณาต่อบทบาทและทัศนคติที่แท้จริงของชัชชาติได้ถูกต้อง
ไม่ผิดหรอกครับที่คุณชัชชาติจะมีจุดยืนทางการเมืองอย่างไร
การถูกกระทำจากคณะรัฐประหารอาจจะยังฝังอยู่ในความทรงจำของชัชชาติที่ไม่อาจลืม แต่ถ้าอยากจะก้าวข้ามความขัดแย้งไม่แบ่งสีแบ่งฝ่ายอย่างที่พยายามจะบอกต่อสังคม ก็ต้องระมัดระวังคำพูดที่อาจจะเอาใจฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่ทำลายความรู้สึกของอีกฝ่าย เพราะมีแต่จะทำให้ความขัดแย้งเพิ่มขึ้นมาอีก
ถ้าชัชชาติพิสูจน์ได้ว่า สามารถเป็นผู้ว่าของทุกคนได้จริง ไม่แบ่งสีแบ่งฝ่าย อนาคตทางการเมืองของชัชชาติจะยังอยู่อีกไกล เก้าอี้ผู้ว่ากทม.จะเป็นเพียงบททดสอบว่าสังคมไทยยังมีความหวังที่จะมีคนนำพาชาติไทยไปสู่ทางออกของความขัดแย้งได้ เพราะเกือบสองทศวรรษที่ผ่านมานั้นเราทำให้ความเห็นต่างทางการเมืองของคนสองฝ่ายกลายเป็นตัวฉุดรั้งพัฒนาของชาติไปจนเหมือนกับเวลาที่ผ่านมานั้นเป็นทศวรรษที่สูญเปล่าและสูญเสียโอกาสอย่างมาก
สิ่งที่ชัชชาติต้องพิสูจน์วันนี้คือ ทำนโยบายที่หาเสียงให้เป็นความจริง ทำให้กรุงเทพฯเป็นเมืองแห่งความหวังของคนทุกฝ่าย ด้วยการทำงาน ทำงาน ทำงาน ไม่ใช่คิดแต่ว่าเวลาจะอยู่ข้างเรา เพราะเมื่อแบ่ง“เรา”มันคือการขับคนที่ไม่อยู่ข้างเราออกไป
ติดตามผู้เขียนได้ที่


