หนึ่งความคิด
สุรวิชช์ วีรวรรณ
โลกยุคใหม่ที่ผันผวน มีความไม่แน่นอน สลับซับซ้อน คลุมเครือนั้นต้องการคนที่เข้าใจสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงมาเป็นผู้นำประเทศ เพื่อให้รู้เท่าทันและสามารถรับมือสถานการณ์และอนาคตที่พลิกผันตลอดเวลาได้ แน่นอนพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็ถูกตั้งคำถามว่ามีศักยภาพเพียงพอหรือไม่
อานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรี พูดไม่ผิดหรอกว่า ถึงเวลาคนรุ่นใหม่เข้ามาบริหารประเทศ เพราะวันนี้คุณอานันท์ อายุ 90 ปีแล้ว คุณอานันท์บอกว่า คนรุ่นใหม่จะมีอายุเท่าไหร่นั้นก็ตาม แต่จะต้องเป็นคนที่มีความคิดใหม่ๆ จะนำความคิดเก่าๆ มาใช้ไม่ได้แล้ว
คนรุ่นใหม่ของคนอายุ 90 ปี จะมีอายุเท่าไหร่ไม่รู้ แต่คนส่วนใหญ่ก็ตีความคุณอานันท์พูดเพื่อเอาใจคนหนุ่มสาวที่ออกมาเคลื่อนไหวบนท้องถนนในทุกวันนี้ ขณะที่คุณอานันท์เองเป็นนายกรัฐมนตรีเมื่ออายุ 59 ปี และไม่ได้มาดำรงตำแหน่งตามกระบวนการของประชาธิปไตย แต่ต้องยอมรับว่า ในวันนั้นคุณอานันท์เป็นคนใหม่ทางการเมือง และเป็นคนที่มีความคิดใหม่ เมื่อเทียบกับตัวละครทางการเมืองในตอนนั้น
จริงๆ แล้วเราเคยมีคนรุ่นใหม่เข้ามาบริหารประเทศ แต่เราเคยมีนายกรัฐมนตรีที่มีอายุ 40 ปีเศษมาแล้วสองคน คือ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และยิ่งลักษณ์ ชินวัตร แต่อาจจะเป็นคนรุ่นใหม่ ที่ไม่ได้มีความคิดใหม่ในความหมายของคุณอานันท์
ดังนั้นน้ำหนักที่คุณอานันท์พูดจึงน่าจะอยู่ที่ความคิดใหม่มากกว่าอายุ แล้วเราพอจะมองออกไหมว่า ในบรรดาตัวละครทางการเมืองตอนนี้คุณอานันท์หมายถึงใคร
กระนั้นก็พอจะจับใจความได้ว่า การพูดว่าถึงเวลาให้คนรุ่นใหม่เข้ามาบริหารประเทศของคุณอานันท์ ก็คือ การบอกว่าพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี วัย 68 ปีที่อายุน้อยกว่าคุณอานันท์ถึง 22 ปีนั้นแก่ไปแล้ว และเป็นคนที่มีความคิดเก่านั่นแหละ
แต่ในกระบวนการเข้าสู่อำนาจถ้าไม่มาจากการเลือกตั้งก็มาจากการรัฐประหารที่เราเรียกว่าวงจรอุบาทว์ มีไม่กี่คนหรอกที่โชคดีแบบคุณอานันท์ แต่เข้าใจแหละว่า คุณอานันท์พูดถึงผู้นำที่เข้ามาตามกระบวนการประชาธิปไตยที่ตัดสินกันด้วยหีบเลือกตั้ง ซึ่งเราจะได้ผู้นำเป็นคนรุ่นใหม่ที่มีความคิดแบบใหม่หรือไม่นั้นมันย่อมจะขึ้นอยู่กับมติของประชาชน
นี่พูดในความหมายของรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตย ซึ่งเราอาจจะใช้กับห้วงเวลานี้ไม่ได้ เพราะรัฐธรรมนูญฉบับนี้เขียนเอาไว้เพื่อให้พล.อ.ประยุทธ์ใช้สืบทอดอำนาจ เป็นประชาธิปไตยเทียม และใช้ได้ผลมาแล้ว 1 ครั้งผ่านการเลือกตั้งเมื่อปี 2562 แม้จะเขียนไว้ให้มันมีผลเพื่อการสืบทอดอำนาจไปอีกสมัยในการเลือกตั้งครั้งหน้า แต่เราก็หวังว่า มันจะใช้ไม่ได้ผลและจะเคารพการตัดสินของประชาชนถ้าเขาเลือกพรรคไหนเข้ามามาก ก็หวังว่าส.ว.ที่มีอำนาจเลือกนายกรัฐมนตรีจะเคารพมติของประชาชน เพื่อให้ประเทศเดินไปสู่ระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริง
แต่ถ้าถามว่าระบบการเลือกตั้งนั้นมันเอื้อต่อการทำให้เราได้คนมีความสามารถ มีความคิดใหม่ๆหรือไม่บอกได้ว่าไม่เลย เพราะระบบการเลือกตั้งแบบใครชนะได้เสียงข้างมากนั้นมันขึ้นกับระบบเครือข่ายอุปถัมภ์ ใครมีเงินมากมีพวกมากคนนั้นเป็นผู้ชนะ ไม่ใช่การตัดสินกันด้วยความดีความสามารถ แม้ในการเลือกตั้งครั้งที่แล้วพรรคของคนรุ่นใหม่อย่างอนาคตใหม่จะประสบความสำเร็จในการเลือกตั้งได้ส.ส.เข้ามาจำนวนมาก แต่ก็ไม่มากพอที่จะมาเป็นผู้นำได้
เมื่อจับใจความได้ว่าคุณอานันท์พูดเพื่อเอาใจคนรุ่นใหม่ที่เคลื่อนไหวอยู่บนท้องถนน ก็คงจะพูดได้ว่าคุณอานันท์พูดถึง พรรคอนาคตใหม่หรือพรรคก้าวไกล ที่สนับสนุนการเคลื่อนไหวของคนรุ่นใหม่อย่างเปิดเผย ไม่ว่าคุณอานันท์จะเอ่ยชื่อของธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ปิยบุตร แสงกนกกุล พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ฯลฯ หรือไม่ ก็พอเดาได้ว่าคุณอานันท์มีใจให้กับคนรุ่นใหม่เหล่านั้นนั่นแหละ
แต่อย่างที่ว่าไว้ว่าประเทศจะได้คนรุ่นใหม่ มีความคิดใหม่ขึ้นมาเป็นผู้นำหรือไม่ขึ้นอยู่กับเสียงของประชาชนในหีบเลือกตั้ง แต่เมื่อความคิดแบบนั้นเป็นความเห็นของคุณอานันท์คนเดียวมันจึงต้องดูด้วยว่าคนส่วนใหญ่ประเทศนี้คิดอย่างไร ถ้าส่วนใหญ่เขาคิดแบบคุณอานันท์ก็อาจจะได้คนรุ่นใหม่ที่มีความคิดใหม่มาเป็นผู้นำ แต่คนจำนวนไม่น้อยอาจจะคิดว่าคนอย่างพล.อ.ประยุทธ์นั่นแหละที่เหมาะสมกับสถานการณ์แบบนี้ อยากเห็นประเทศค่อยเป็นค่อยไปเราก็ต้องยอมรับ
การเปลี่ยนแปลงประเทศหรือสิ่งไหนก็ตามมันเอาตามอารมณ์ของคนใดคนหนึ่งหรือคนรุ่นใดรุ่นหนึ่งไม่ได้มันต้องเป็นเสียงที่เห็นด้วยกับคนส่วนใหญ่ อย่าลืมว่าหลายประเทศตอนนี้ไม่ได้วิ่งแข่งกับโลกาภิวัตน์แล้ว มีกระแสต่อต้านโลกาภิวัตน์มาหลายปีแล้ว หันมาใช้แนวคิดชาตินิยมในการสร้างชาติ หันมาสู่แนวทางการเติบโตอย่างยั่งยืนไปกับธรรมชาติมากขึ้น
ความจริงการเมืองไทยมันก็ถ่ายทอดผู้นำจากรุ่นสู่รุ่นอยู่แล้ว ถ้าเราไม่นับผู้นำที่มาจากการรัฐประหาร ไม่ได้แช่แข็งอยู่กับคนรุ่นใดรุ่นหนึ่ง เพียงแต่ในแต่ละรุ่นนั้นอาจจะกินเวลายาวนาน ซึ่งมันอาจจะไม่ทันใจสามารถสนองความนึกคิดและอยากจะให้เป็นอย่างนั้นอย่างนี้ของใครคนใดคนหนึ่งได้ ถ้าเราอยากได้ผู้นำที่เป็นคนรุ่นใหม่ วันที่ประชาชนส่วนใหญ่เขาต้องการอย่างนั้นเราก็ได้ผู้นำที่เป็นคนรุ่นใหม่อยู่ดี
แต่ถ้าฟังเสียงเรียกร้องของคนรุ่นใหม่บนถนนพวกเขาไม่ได้แค่ต้องการอำนาจ แต่เขาต้องการเปลี่ยนแปลงระบอบ
ไม่มีทางหรอกที่จะเปลี่ยนแปลงประเทศอย่างฉับพลันตามเสียงเรียกร้องของคนรุ่นใหม่ได้ ในการสัมภาษณ์คุณอานันท์ ยังบอกว่า ข้อเรียกร้องให้ปฏิรูปสถาบันกษัตริย์เป็นเรื่องเพ้อฝัน เป็นเรื่องสุดโต่ง แต่ต้องหาทางประนีประนอมกันพูดคุยกัน โดยคุณอานันท์บอกว่าผู้ใหญ่ต้องเห็นใจเด็กมากกว่า ไม่ใช่ 50-50 แต่ผู้ใหญ่ต้องยอม 60 หรือ 70
แต่ถ้าสดับตรับฟังเสียงเรียกร้องของคนรุ่นใหม่ บอกได้เลยว่าพวกเขาไม่ต้องการประนีประนอม พวกเขาต้องการการเปลี่ยนแปลงอย่างฉับไวถอนรากถอนโคน พวกเขาไม่ยอมรับจารีตค่านิยมแบบเก่า ในขณะที่ยังมีคนรุ่นเก่าจำนวนมากต้องรักษาจารีตและค่านิยมแบบเก่าของสังคมไทยไว้ ถามว่าเราควรจะเรียกร้องการประนีประนอมจากคนรุ่นเก่าให้รับฟังคนรุ่นใหม่ถ่ายเดียว คนรุ่นเก่าต้องเปิดใจมากกว่า หรือควรจะต้องรับฟังกันและกัน
ต้องยอมรับว่าคนรุ่นใหม่ที่เรียกร้องการปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ พวกเขาไม่ได้แค่ต้องการปฏิรูป แต่พวกเขาแสดงออกถึงการลบหลู่ที่เป็นการทำร้ายจิตใจของคนส่วนใหญ่ที่ให้ความเคารพต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ การปฏิรูปเป็นเพียงข้ออ้างที่บังหน้าเพื่อป้องกันตัวในทางกฎหมายเท่านั้น แล้วอย่างนี้มันจะประนีประนอมกันได้ไหม ถ้าเรียกร้องให้คนรุ่นเก่ารับฟังคนรุ่นใหม่อย่างเดียว แต่คนรุ่นใหม่ไม่เคารพต่อความรู้สึกของคนรุ่นเก่าเลย
โดยส่วนตัวก็เชื่อนะครับว่าวันหนึ่งมันต้องเกิดการเปลี่ยนแปลงในเชิงโครงสร้างของสังคม วันหนึ่งข้างหน้าทัศนคติความคิดของคนต้องเปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะเมื่อคนรุ่นเก่าตายไปหมดสิ้นและคนรุ่นใหม่วันนี้กลายเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศก็อาจจะเปลี่ยนแปลงประเทศไปตามใจปรารถนาได้ แต่ในวันข้างหน้าที่คนรุ่นใหม่วันนี้กลายเป็นคนรุ่นเก่าเสียเองแล้วถูกท้าทายด้วยคนรุ่นใหม่กว่านั่นแหละที่เขาจะเข้าใจคนรุ่นเก่าวันนี้
การพูดเพื่อเอาใจคนรุ่นใหม่ของคุณอานันท์ไม่ผิดหรอก แต่น่าเสียดายที่คุณอานันท์ไม่ได้อธิบายลงไปว่าความคิดเรื่องปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ที่เป็นเสียงเรียกร้องของคนรุ่นใหม่ทำไมคุณอานันท์ถึงบอกว่าเป็นเรื่องเพ้อฝัน เพื่อว่าจะเป็นเครื่องเตือนสติของพวกเขาได้ว่า พวกเขากำลังก้าวล้ำโลกของความเป็นจริงไปสู่ความเพ้อฝันอย่างไร
คุณอานันท์บอกว่า “...เชื่อว่าในไม่ช้าก็จะเกิดวิกฤตในเมืองไทยขึ้นอีกและทุกครั้งที่เกิดวิกฤตมันจะหนักกว่าวิกฤตเก่า”
ผมก็เห็นด้วยว่าวิกฤตการเมืองและความรุนแรงจะต้องเกิดขึ้นแน่ ถ้าคนรุ่นใหม่ที่เร่าร้อนต้องการการเปลี่ยนแปลงแบบพลิกฝ่ามือ ไม่รู้จักประนีประนอมและหมิ่นแคลนความรู้สึกนึกคิดของคนรุ่นเก่า
ติดตามผู้เขียนได้ที่ https://www.facebook.com/surawich.verawan


